วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฝันกลางวันของ พล.อ.สายหยุด

เห็น พล.อ.สายหยุด เกิดผล ที่ตั้งตัวเองเป็น ประธานคณะรัฐบุรุษ ออกมาแถลงต่อสื่อหลังเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่บ้านพักสี่เสาว่า พล.อ.เปรมเห็นด้วยกับข้อเสนอของตน ที่ขอให้รัฐบุรุษร่างพระบรมราชโองการทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย แก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง แต่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด

พล.อ.สายหยุดแถลงด้วยว่า พล.อ.เปรมได้ขอให้คณะรัฐบุรุษร่างพระบรมราชโองการขึ้นมา เพื่อส่งกลับไปให้ พล.อ.เปรมพิจารณาตรวจแก้ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

ผมขอเรียนว่า ผมไม่เชื่อคำแถลงของ พล.อ.สายหยุด เกิดผล แม้แต่นิดเดียว ก็เข้าใจว่าท่านหวังดี อยากให้บ้านเมืองสงบ แต่วิธีของท่านไม่มีทางเป็นไปได้ ผมไม่เชื่อว่า พล.อ.เปรม จะเห็นด้วย พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ก็ออกมายืนยัน พล.อ.สายหยุดไปพบป๋าเปรมจริง ป๋าเปรมเพียงแค่รับทราบข้อมูลความเป็นมาของแนวคิด ยังไม่มีแนวคิดที่จะนำร่างพระบรมราชโองการขึ้นทูลเกล้าฯแต่อย่างใด

ผมคิดว่าฝ่ายต่างๆควรจะเลิกรบกวนเบื้องพระยุคลบาทได้แล้ว

ในวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเปิด ทำเนียบองคมนตรี เมื่อปี 2547 ก็ทรงเตือนคณะองคมนตรีว่า “...องคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ขอให้ระมัดระวังในความคิด ในวาจา และการกระทำทุกอย่าง ให้เป็นตัวอย่าง และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม...” เรื่องพระบรมราชโองการเป็นเรื่องใหญ่ ผมจึงไม่เชื่อว่า พล.อ.เปรมจะรับปาก พล.อ.สายหยุด ง่ายๆอย่างนั้น

แม้แต่ในสมัย “พฤษภาทมิฬ” ที่เกิดการนองเลือดขึ้นในบ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สองแกนนำคู่ขัดแย้งเข้าเฝ้า ก็ไม่ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย แต่ทรงเตือนสติให้สองฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ผมจะอัญเชิญพระราชดำรัสบางช่วงมาให้อ่านกันตรงนี้อีกครั้ง

“...ฉะนั้น ก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน แก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรง มันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร

เพียงแต่ว่าจะต้องชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชน จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง

ฉะนั้น จึงขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา คือไม่เผชิญหน้ากัน แต่หันเข้าหากัน และสองท่าน เท่ากับเป็นผู้แทนฝ่ายต่างๆ คือไม่ใช่สองฝ่าย ฝ่ายต่างๆที่เผชิญหน้ากัน ให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้แล้วจะมาพูดกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร สำหรับให้ประเทศไทยได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้ด้วยดี...”

พระราชดำรัสสมัย “พฤษภาทมิฬ” วันนี้ยังทันสมัยใช้ได้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการ ขอเพียงทุกฝ่ายที่กำลังเผชิญหน้า เพื่อเอาชนะกัน หันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันแก้ปัญหาที่มีอยู่ ผลักดันการปฏิรูปประเทศไปข้างหน้า ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดไป

ผมจึงขอฝากพระราชดำรัสนี้ไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นำไปคิดเป็นการบ้าน ขอให้ช่วยแก้ปัญหาประเทศ แต่อย่าทำลายประเทศ กว่าประเทศไทยจะมาถึงวันนี้ได้ ก็บาดเจ็บสาหัสมาหลายครั้งแล้ว อย่าทำร้ายประเทศไทยที่เป็นแผ่นดินแม่ของคุณอีกเลย.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

28 เม.ย. 2557 10:16 28 เม.ย. 2557 10:16 ไทยรัฐ