วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บอกแล้วไง...เมืองไทยยังมีความหวัง

โดย ซูม

ผมเขียนไว้ในคอลัมน์นี้เมื่อวันอังคารที่แล้ว (22 เมษายน) ด้วยความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยของเราจะไม่มีวันเกิดเหตุการณ์กรุงแตกซ้ำสอง (หมายถึงการรบราฆ่าฟันจนคนไทยตายเป็นเบือ บ้านเมืองถูกเผาผลาญแบบตอนกรุงศรีอยุธยาแตก) อย่างเด็ดขาด

โดยอ้างเหตุผลไว้ 2 ข้อ...ข้อแรกผมหยิบยกเรื่องดวงเมืองหรือฤกษ์พานาทีในการวางเสาหลักเมืองของราชธานีแห่งใหม่มาสนับสนุน

เสียดายอยู่หน่อยเดียวว่าในขณะจะกระทำพิธีกลบดินฝังเสาหลักเมือง มีงูเล็กๆ 4 ตัว ลงไปเลื้อยอยู่ก้นหลุม จึงโดนกลบฝังเอาไว้ด้วย

กลายเป็นเรื่องโจษขานด้วยความวิตกกังวลว่าจะเป็นสิ่งบอกเหตุอะไรในอนาคตหรือไม่?

แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า เรื่องงูทั้ง 4 มิใช่เรื่องใหญ่ แม้เมืองไทยเราจะเผชิญปัญหาต่างๆมากมาย แต่ด้วยความแข็งแกร่งของดวงเมือง ทำให้ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ร้ายต่างๆมาได้ด้วยดี

แม้เหตุผลข้อนี้จะไม่เป็นวิทยาศาสตร์และอาจไม่เป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นเก่าอย่างผมที่เติบโตมากับสังคมที่ยังเชื่อในเรื่องเหล่านี้จึงอดมิได้ที่จะแอบเชื่ออยู่บ้าง

สำหรับเหตุผลข้อ 2 ผมระบุว่า เรื่องร้ายๆ แรงๆ ที่ผมเชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะคนไทยโดยส่วนรวมมิใช่คนดุร้าย ใจอำมหิต... ไม่ใช่นักฆ่านักล่าในสายเลือดเหมือนผู้คนบางเชื้อชาติ

อาจมีบางคนที่บ้าดีเดือดมุทะลุดุดัน ไล่ล่าฆ่าฟันผู้คนบ้าง เช่น ยิงเอ็ม 79 บ้าง ยิงปืนผ่านถุงป๊อปคอร์นบ้าง แต่ก็จะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศไทย

เพราะคนไทยเรามีคุณลักษณะดังที่เพลงชาติไทยได้กล่าวบรรยายไว้อย่างถูกต้องที่สุดที่ว่า “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” คือไม่ใช่คนโหดร้ายชอบรุกรานใคร เพียงแต่ถ้าใครมารุกราน เราก็พร้อมจะสู้สุดใจขาดดิ้นเท่านั้นเอง

เหตุผลนี้เป็นทั้งเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และทางประวัติศาสตร์ด้วย ถ้าใครไม่เชื่อก็ลองย้อนกลับไปดูในอดีตเถิด

ในยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ เราไม่เคยฆ่ากันเองแบบเลือดท่วมท้องช้างเลย อย่างเก่งก็แค่ปะทะกันนิดหน่อย บาดเจ็บล้มตายนิดหน่อย

ใครที่โหดฆ่าคนไทยใกล้หลักร้อยมักจะโดนประณามและอยู่ไม่ได้แล้วครับ ดังเช่นสมัย 14 ตุลาคม รัฐบาลสมัยนั้นปราบปรามประชาชนเสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย ต้องกลายเป็นรัฐบาลทรราชและต้องหลบหนีจากประเทศไทยในที่สุด

ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างเป็นวิทยาศาสตร์บวกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นี้เองที่ทำให้ผมเชื่อและฟันธงไว้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่จบอย่างเลวร้ายแบบ “กรุงแตก” แต่จะจบด้วยการเจรจาหันหน้าเข้าหากัน

7 วันผ่านไป ความเชื่อของผมชักจะเริ่มมีเค้าขึ้นมาบ้าง เมื่อจู่ๆคุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาเดินสายพบปะหารือกับบุคคลที่เป็นแกนนำของประเทศไทยในด้านต่างๆ

ทำให้เกิดความหวังในหมู่ประชาชนชาวไทยที่รักสันติและเริ่มมีการพูดการเขียนให้กำลังใจแก่คุณอภิสิทธิ์มากขึ้น

จะมีก็แต่คนเสื้อแดงขนานแท้ที่ยังไม่ไว้วางใจจึงยังกระแหนะกระแหนอยู่ รวมทั้งฝ่าย กปปส. โดยเฉพาะท่านกำนันสุเทพที่ยังไม่เห็นด้วย ถึงกับใช้คำว่า “อย่าสะเออะ” กระทบคุณอภิสิทธิ์อย่างเปิดเผย และยังยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าจะต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ก็เป็นไปตามทฤษฎีงู 4 ตัว กับดวงเมืองแหละครับ คือ เรื่องดีๆของบ้านเมืองอาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่ในที่สุดดวงเมืองอันแข็งแกร่งก็จะบันดาลให้สิ่งดีๆเกิดขึ้นได้

ซึ่งหากจะอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ว่าเหตุใดดวงเมืองจะต้องเหนือกว่าอิทธิฤทธิ์ 4 งู ก็คงต้องบอกว่าเป็นเพราะทุกวันนี้เศรษฐกิจไทย จะอยู่ไม่ได้แล้วนั่นเอง

ไม่มีใครกล้าลงทุนใหม่ โรงงานขนาดกลาง ขนาดย่อม เจ๊งเป็นระนาว ศูนย์การค้าทุกแห่งเงียบเหมือนสุสาน จีดีพีอาจถึงขั้นติดลบในไม่ช้า ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้แหละที่จะบีบให้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเจรจากัน ต้องหาทางออกเพื่อชาติร่วมกัน...เนื่องเพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด ประเทศก็ต้องเดินด้วยเศรษฐกิจฉันนั้น

ในยามเศรษฐกิจทรุด คนตกงานระนาว รายได้ครัวเรือนตกต่ำ ผู้คนอดอยาก กินข้าวไม่ครบมื้อ...ไม่มีใครอยาก “ปฏิรูป” อะไรหรอกครับ

หันหน้ามาจับมือทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นซะก่อน เดี๋ยวอะไรต่างๆก็จะดีขึ้นมาเอง และในที่สุดการปฏิรูปก็จะมาเอง.

 

“ซูม”

28 เม.ย. 2557 10:12 ไทยรัฐ