วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐบาลสวิส

16.00-18.00 น. อังคารวันนี้ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พูด “การเตรียมความพร้อมประชาคมในบทบาทอาเซียน” รับใช้นักบริหารงาน อปท. นักบริหารงานคลัง นักบริหารงานช่าง นักบริหารงานสวัสดิการสังคม 400 คน ที่สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น จ.ปทุมธานี

“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” และ “เลือกตั้งก่อนปฏิรูป” ทำให้คนถามเข้ามาที่เปิดฟ้าส่องโลกเยอะว่า ระบบการเมืองการปกครองของชาติบ้านเมืองไหนที่เอามาปรับใช้กับเราได้บ้าง?

มีอยู่ท่านหนึ่งถามถึงรูปแบบของฝ่ายบริหารประเทศที่ผิดแผกแตกต่างจากประเทศที่เราคุ้นเคยกัน ผมนั่งนึกอยู่นาน แล้วก็คิดถึงสมาพันธรัฐสวิสที่ต่างจากชาวบ้านค่อนข้างมาก เพราะสวิตเซอร์แลนด์มีประธานาธิบดีที่ไม่ได้เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเหมือนของสหรัฐอเมริกา แต่มาจากการเลือกตั้งจากรัฐสภา ที่มี 2 สภา คือสภาแห่งชาติและสภาแห่งรัฐ

สภาแห่งชาติ=สภาผู้แทนราษฎร, สภาแห่งรัฐ=วุฒิสภา

สวิตเซอร์แลนด์ก็ไม่ได้ใช้ระบบกึ่งประธานาธิบดีแบบเดียวกับฝรั่งเศส ที่ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่นายกรัฐมนตรีมาจากรัฐสภา อำนาจบริหารประเทศอยู่ที่นายกรัฐมนตรี เมื่อขัดแย้ง การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีสวิสไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เหมือนประธานาธิบดีอเมริกัน แต่สวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกันตรงที่ใช้หลักแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่ายชัดเจน ประธานาธิบดีไม่ต้องขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานาธิบดียุบสภาไม่ได้ แต่ละอำนาจมาก้าวก่ายกันไม่ได้

รัฐบาลกลางสวิสเรียกว่า “สมาชิกสภาผู้บริหารแห่งสหพันธ์” The Federal Councilor เป็นหน้าที่เป็นรัฐมนตรีซึ่งมี 7 กระทรวง คือ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมและตำรวจ กระทรวงกลาโหม สิทธิพลเมืองและการกีฬา กระทรวงการคลัง กระทรวงเศรษฐกิจ และกระทรวงสภาพแวดล้อม การคมนาคม การพลังงาน และการสื่อสาร

รัฐมนตรีไทยเรียก Minister รัฐมนตรีอเมริกันเรียก Secretary แต่รัฐมนตรีสวิสเรียก Councilor คณะรัฐมนตรีสวิสทั้ง 7 คนไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา พอเลือกตั้งสภาแห่งชาติ ได้ ส.ส.ปุ๊บ การประชุมสภาแห่งชาติวาระแรก ส.ส.ต้องโหวตเลือกคณะรัฐมนตรีทั้ง 7 คน

วาระการดำรงตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีสวิสคือ 4 ปี ได้รับเลือกตั้ง ใหม่กี่สมัยก็ได้ ไม่จำกัดวาระเหมือนประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

พอได้สมาชิกสภาผู้บริหาร (ซึ่งก็คือคณะรัฐมนตรี) 7 คนแล้ว รัฐสภาก็ต้องเลือกสมาชิกสภาผู้บริหาร 1 คน ทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า The President of The Federation และเลือกรองประธานาธิบดี 1 คน ทั้ง 2 คนนี่ดำรงตำแหน่งวาระละ 1 ปี ครบ 1 ปีแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสมาชิกสภาผู้บริหารคนอื่น เรียงตามลำดับตัวอักษร ทั้ง 7 คนที่เป็นคณะรัฐมนตรีนี่ มีโอกาสเป็นประธานาธิบดีและรองกันแทบทุกคน ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีและรอง ก็ต้องเป็นรัฐมนตรีดูแลกระทรวงของตนเองไปพร้อมกันด้วย

ผู้บริหารสหพันธรัฐทั้ง 7 คนทำงานในรูปของความรับผิดชอบร่วมกัน ตัดสินใจเป็นคณะ แต่ไม่จำเป็นต้องมีความเห็นเอกฉันท์ ใช้หลักการของเสียงข้างมากเป็นสำคัญ เมื่อเสียงข้างมากมีมติเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ก็ถือว่าเป็นมติของคณะผู้บริหารสหพันธ์
พ.ศ.2502-2546 ฝ่ายบริหารทั้ง 7 คน มาจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่เพียง 4 พรรคที่รวมกันเป็น “พรรคพันธมิตรขนาดใหญ่” Grand coalition Parties คือ พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคคริสเตียนเด็มโมแครต และพรรคประชาชนสวิส พ.ศ.2551 พรรค ประชาชนสวิสแตก พรรคพันธมิตรขนาดใหญ่ก็แตกตามไปด้วย

การแบ่งแยกอำนาจระหว่างอำนาจบริหารและนิติบัญญัติของ สวิตเซอร์แลนด์เด็ดขาดและชัดเจนครับ ทำให้รัฐบาลไม่ล่มระหว่างดำรง ตำแหน่ง 4 ปี แถมยังได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นประธานาธิบดีและรอง ไม่ต้องแอบแทงกันข้างหลัง และไม่ปนกันระหว่างฝ่ายบริหาร กับนิติบัญญัติ เพราะหากสมาชิกรัฐสภาคนไหนได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้บริหาร (คณะรัฐมนตรี) ก็ต้องลาออกจากการเป็นสมาชิกรัฐสภา

ฝ่ายนิติบัญญัติอภิปรายและลงคะแนนไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหารไม่ได้ ฝ่ายบริหารก็ยุบสภาแห่งชาติไม่ได้ หากฝ่ายนิติบัญญัติไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ที่ ครม.เสนอ สมาชิกคณะรัฐมนตรีก็ไม่ต้องลาออก

ระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กัมพูชาและไทย มีปัญหาเยอะครับ ฝ่ายบริหารทำงานไปก็กังวลใจไป เพราะไม่รู้ว่าจะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อใด ฝ่ายนิติบัญญัติเองก็ไม่รู้ว่าจะโดนนายกรัฐมนตรียุบสภาเมื่อใดเหมือนกัน

แบบของสวิตเซอร์แลนด์นี่ตอบโจทย์ได้เยอะนะครับ.

 

คุณนิติ นวรัตน์

28 เม.ย. 2557 09:13 ไทยรัฐ