วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐบาลดิ้นสู้นายกฯมาตรา 7

โดย

มองข้ามช็อตศาลรัฐธรรมนูญ “เชือด” นายกฯปู

เป้าประสงค์นำไปสู่สุญญากาศในบ้านเมือง

เป็นมุมมองของ นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมืองถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายอาจมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พ้นสภาพเป็นรัฐมนตรี จากคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้นายกฯยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมออกไปอีก 15 วัน จะครบกำหนดระยะเวลาให้ยื่นคำชี้แจงกลับมาภายในวันที่ 2 พ.ค. และได้นัดไต่สวนพยานบุคคลฝ่ายผู้ยื่นคำร้องเอาผิดนายกฯในวันที่ 6 พ.ค.

นายชัยเกษม บอกว่า หากเป็นไปตามแนวทางดังกล่าว ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน เกินกว่ากรอบของกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนบัญญัติก่อให้เกิดสุญญากาศในบ้านเมือง ประเทศต้องมีรัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง แม้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี มีการยุบสภาฯตามมาตรา 181

เฉกเช่นเดียวกับกรณีของนายกฯยิ่งลักษณ์ที่พ้นจากการเป็นนายกฯไปแล้วโดยการยุบสภาฯ จะพ้นตำแหน่งอย่างไร ก็ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่นายกฯรักษาการเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะไปปลดท่านออกจากตำแหน่งนายกฯรักษาการไม่ได้ จะให้ตายรอบสองได้หรือ

หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นตำแหน่งเฉพาะนายกฯยิ่งลักษณ์ ครม.ได้เรียงลำดับรองนายกฯไว้แล้ว เมื่อนายกฯไม่อยู่รองนายกฯลำดับที่ 1 จะปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกฯ

รวมถึงรัฐบาลจะต้องตัดสินใจใช้แนวทางของผมหรือไม่ หากบอกว่ายังไม่ถึงขั้นเกิด สุญญากาศทางการเมือง ไม่เสียหายอะไร ยอมรับได้ รองนายกฯคนอื่นขึ้นมารักษาการนายกฯ บ้านเมืองยังเดินต่อไปได้

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ครม.ไปทั้งคณะ วิธีการของผมจะเตรียมเสนอให้ ครม. เสนอทูลเกล้าฯขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าครม.ต้องพ้นจากการอยู่ในตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่

ในเมื่อ ครม.ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง การพ้นไปสมควรที่จะทรงพระกรุณาให้โปรดเกล้าฯให้พ้น เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดเสียเอง

แนวทางนี้สามารถทำได้เลยหากนายกฯและ ครม.ถูกวินิจฉัยให้พ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรี เป็นไปตามโบราณราชประเพณี เมื่อราษฎรที่มีเรื่องทุกข์ร้อนสามารถร้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์

ครั้งนี้จะทำในนามรัฐบาลที่ตกเป็นผู้เสียหาย ไม่ได้รับความเป็นธรรม ในสายตาของรัฐบาลเมื่อถึงตอนนั้นคงมองว่า เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจำเป็นต้องทูลเกล้าฯขอพระบรมราชวินิจฉัย

ทำได้อยู่แล้ว เพียงแค่กรณีนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะ กปปส.ไปอ้างว่าเมื่อเกิดสุญญากาศทางการเมืองจะเสนอนายกฯมาตรา 7 ความจริงกระบวนการการได้นายกฯ กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ไปเลือกตั้ง เมื่อได้ ส.ส.ให้เปิดประชุมสภาฯ เลือกนายกฯและมี ครม. ไม่มี นายกฯมาตรา 7

ขณะที่มาตรา 7 กำหนดไว้ว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นเป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ดังนั้นเมื่อที่มาของนายกฯบัญญัติไว้ก็ว่าไปตามนั้น จะมาอ้างมาตรานี้ไม่ได้

ขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ชัดเจนไม่ต้องการให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ฉะนั้นเมื่อคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขออะไร ที่เป็นไปไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ คุณสุเทพถึงได้ลมกลับไป ความจริงอยากได้สุญญากาศก็เอาสุญญากาศกลับไป

ตรงกันข้ามกับแนวทางของผม จะอ้างมาตรานี้หรือไม่ก็ได้ เพราะเดินตามโบราณราชประเพณี เป็นทางออกอีกช่องหนึ่ง เมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลจะนำไปใช้หรือไม่ เป็นเรื่องของรัฐบาลจะต้องปรึกษาหารือกัน

ขณะนี้ผม รัฐบาล และ ครม.ยังไม่ได้พูดคุยในเรื่องนี้ ในความเห็นส่วนตัวขอยืนยันจะเสนอแนวทางนี้แน่นอน

ขณะที่ ผอ.ศอ.รส. (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน) บอก ไว้ว่าจะเป็นผู้เสนอในนามส่วนตัวหรือในนาม ศอ.รส.ก็ได้

เพราะอึดอัดใจต่อการทำหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาวินิจฉัยคดีต่างๆขอตั้งข้อสังเกตว่าออกนอกตัวบทกฎหมาย มากเกินไป อาทิ

กรณีรับคดีตามมาตรา 68 (2) ไว้วินิจฉัยโดย ตรง แต่ตาม เจตนารมณ์ของมาตรานี้กำหนดไว้ว่าใคร ล้มล้างการปกครอง ได้อำนาจมาโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ให้ไปยื่น อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง กลั่นกรองก่อน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

กรณีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไปยื่นกฎหมายกำหนดไว้ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เมื่อมีการดำเนินการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ไม่มีตรงไหนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

กรณีคดีที่ภาคเอกชน ศอ.รส.ยื่นเรื่องหลายครั้งต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า กปปส.ชุมนุมเรียกร้องอำนาจขัดต่อมาตรา 68 เพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง

และคุณสุเทพยังทำตัวเป็นพระเอกไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมือง พอมาช่วงหลังกลับประกาศตั้งรัฏฐาธิปัตย์ จะเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ ตรงนี้ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมืองหรืออย่างไร

คดีเหล่านี้มีผลออกมาอย่างที่เห็น ฉะนั้นคดีของนายกฯมีความเป็นไปได้ที่ผลออกมาในลักษณะเดียวกัน เลยไม่วางใจท่านว่าจะตัดสิน อย่างไร ถ้าคราวนี้เกิดขึ้นกับนายกฯอีกมันก็หมดความอดทน

จึงมองข้ามช็อตว่าจะทำอย่างไร ก็มองไม่เห็นทางออกเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ในเมื่อ กปปส.ทำได้ตามมาตรา 7 ผม ก็ทำได้เหมือนกันที่จะทูลเกล้าฯขอพระบรมราชวินิจฉัย

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐบาล หากรัฐบาลสู้โดยทำตามที่ผมเสนอยังมีโอกาสทำให้ประเทศชาติสงบ เพราะช่วงที่ทูลเกล้าฯกรณีนี้ ก็ขอไปด้วยว่ารัฐบาลจะปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อป้องกันการเกิดสุญญากาศทางการเมือง

แต่เชื่อว่าถึงตอนนั้นบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายไปหมดแล้ว เพราะจะมีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญ

ถ้ารัฐบาลยอมก็ปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง จะให้ปลัดกระทรวงมาบริหารแทน ยังมีปัญหา กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ เพราะไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า รัฐบาลจะยอมถอยอีกก้าว โดยนายกฯถวายคำแนะนำนายกฯและ ครม.พ้นจากตำแหน่งรักษาการ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 183 จะทำได้อย่างไร นาย ชัยเกษม บอกว่า ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะถอยสุดได้แค่ไหน

แต่เมื่อกฎหมายกำหนด ไว้ว่า หากไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออาจจะโดนเอาผิด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไวว่า “ต้องอยู่” จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่

เวลานี้รัฐไทยใกล้ล้มเหลวอย่างไร นายชัยเกษม ในฐานะรอง ผอ.ศอ.รส. บอกว่า หลังการยุบสภาฯรัฐบาลไม่มีอำนาจ อยู่ในช่วงสุญญากาศระยะเวลาสั้นๆแค่ 60 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด แต่คุณ สุเทพพยายามจะลากยาวไม่ให้มีการเลือกตั้ง ให้เป็นรัฐล้มเหลว

ถึงเวลานั้นประเทศจะอยู่อย่างไร คุณสุเทพบอกว่าจะล้างระบอบทักษิณ ทำเพื่อประเทศ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ภายในวันเดียว นอกจากการปฏิวัติ ถ้าปฏิวัติเหมือนครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการวางแผนไว้ให้ดีๆ จะบริหารบ้านเมืองไม่ได้

และถ้ามีการปฏิวัติครั้งนี้ต่างชาติทั้งสหรัฐฯ ประเทศแถบยุโรปไม่เอาประเทศไทยแน่ เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย มาถึงวันนี้กองทัพก็ไม่รู้จะทำอย่างไร หากต้องการปฏิวัติคงออกมานานแล้ว กองทัพคงประเมินและติดตามสถานการณ์ตลอดว่า เหตุการณ์ขัดแย้งรุนแรงกว่าทุกครั้ง ถ้าลงมือปฏิวัติประเทศคงเสียหายมากกว่านี้

“แต่หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นสองฝ่ายรบราฆ่ากัน เหล่าทัพต้องออกมา จะออกมาในลักษณะช่วยเหลือรัฐบาลที่อ้างอิงประชาธิปไตย หรือช่วยฝ่ายที่ขอเป็นรัฏฐาธิปัตย์ หรือขออยู่กลางๆ โดยเล่นงานทั้งสองฝ่าย

และตั้งตัวเองขึ้นมา บ้านเมืองจะพังไปอีกแบบ”.

ทีมข่าวการเมือง

27 เม.ย. 2557 10:26 27 เม.ย. 2557 10:26 ไทยรัฐ