วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'มาร์ค'ลุยกู้วิกฤติ เมิน'สุเทพ'จวก

‘สายหยุด’อ้าง‘เปรม’ ไฟเขียวขอพระบารมี

“สายหยุด” อ้าง “ป๋าเปรม” ส่งซิกไฟเขียว จ่อนำส่งพิมพ์เขียวขอพระบารมีแก้ไขวิกฤติชาติสัปดาห์หน้า ถ้ามีพระบรมราชโองการฯคู่ขัดแย้งต้องฟัง ปัดไม่เกี่ยวนายกฯ ม.7 “มาร์ค” เมินเสียงกระแหนะกระแหน “เทือก” เดินตามโปรแกรมจนกว่าปิดจ๊อบ ลูกหาบตามแห่ลูกพี่ไม่เล่นบทดราม่า ยันหวังดีบ้านเมืองจริงๆ “นพดล” เผย “ทักษิณ” ไม่เชื่อน้ำยา หวั่นเสแสร้ง พท.ไล่ไปคุย “สุเทพ” ให้จบก่อน พร้อมชู 4 ทางลัดผ่าทางตัน นายกฯยืนยันถก กกต.กำหนดวันเลือกตั้งด้วยตัวเอง “องอาจ” บี้ทำ 5 ข้อก่อนลงสนาม วงเสวนานิติฯ มธ. รุมชำแหละศาลรัฐธรรมนูญ “วรเจตน์” ซัดไม่ช่วยแก้แต่เป็นจุดเริ่มต้นปัญหา อดีตรอง ปธ.ศาลฎีกาชี้เกินเยียวยา “กิตติศักดิ์” ป้องใช้อำนาจคานเสียงข้างมาก ศาลยุติธรรมชี้วิจารณ์ได้แต่ต้องมีเหตุผลแม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จะออกมาโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าสะเออะเสนอตัวเป็นคนกลางเจรจาลดความขัดแย้ง แต่นายอภิสิทธิ์ยังคงยืนยันเดินหน้าเข้าหารือทุกฝ่ายตามโปรแกรม ทั้ง ผบ.ทหารสูงสุด กกต. รัฐบาล รวมไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

ปชป.ยัน “มาร์ค” ไม่ได้ดราม่า

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 26 เม.ย.ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายพบบุคคลและตัวแทนองค์กรต่างๆ เพื่อพูดคุยหาทางออกให้ประเทศ แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักว่า ขอบคุณทุกฝ่ายทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นด้วย เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ทำด้วยความจริงใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาประเทศ ไม่ใช่การเล่นละคร หรือที่บางคนวิจารณ์ว่าเป็นการแสดง เป็นดราม่าแต่เราน้อมรับคำวิจารณ์เพราะเชื่อว่าอยู่บนพื้นฐานความตั้งใจดี แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้อยู่กับทุกฝ่ายจะร่วมกันหาคำตอบให้ประเทศ ส่วนเวลา 10 วัน ที่นายอภิสิทธิ์บอกจะพยายามทำให้สำเร็จนั้น ขึ้นกับความตั้งใจร่วมมือของทุกฝ่าย หากทำได้ก็ดี

มึนไม่รู้ “สุเทพ” ว่าใครสะเออะ

เมื่อถามว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. กล่าวเชิงตำหนิว่าคนบางคนอย่าสะเออะทำตัวเป็นคนกลาง นายองอาจตอบว่า ไม่ทราบว่าที่นายสุเทพกล่าวหมายถึงใคร แต่เราพร้อมน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และนายอภิสิทธิ์มีความตั้งใจจริงใจที่จะทำเรื่องนี้

ปัดหวังต่อรองแลกเปลี่ยนอำนาจ

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่การเจรจาต่อรอง หรือแลกเปลี่ยนอำนาจทางการเมือง แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ และรับประกันว่าจะไม่ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย จึงขอโอกาสให้นายอภิสิทธิ์ได้เดินหน้าทำงาน โดยในวันที่ 28 เม.ย. จะเข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด เพื่อหารือเรื่องความมั่นคง วันที่ 29 เม.ย. จะพบกับ กกต. เพื่อนำเสนอความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง หลังจากนั้นจะพบกับผู้แทนรัฐบาล แต่ยังไม่ได้นัดหมาย หากได้พบหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็จะดี โดยขอให้มีการถ่ายทอดสดในการพบปะกัน เพื่อที่จะไม่นำไปบิดเบือนลดความน่าเชื่อถือกัน ประชาชนจะได้รับทราบสาระในการหารือ

ยินดีสไกป์คุย “แม้ว” ออกทีวี

นายชวนนท์กล่าวต่อว่า ส่วนการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณจะร่วมคุยก็สามารถสไกป์มาคุยได้ และควรถ่ายทอดสดเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะคุยกับพี่ชายอย่างไร แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ควรแสดงความเป็นผู้นำในการเจรจาตามกรอบอำนาจที่มี รูปแบบการพูดคุยนายอภิสิทธิ์จะเน้นที่การเสียสละ เพื่อลดการเผชิญหน้าและความขัดแย้งทางการเมือง ขอขอบคุณ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศอ.รส.ที่มีความปรารถนาดีในการเจรจา แต่สถานการณ์ตอนนี้คนที่เหมาะจะคุยด้วยน่าจะเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์มากกว่า

เชื่อขาใหญ่ กปปส.ไม่ได้ด่านาย

นายชวนนท์กล่าวว่า ส่วนที่นายสุเทพใช้คำว่าอย่ามาสะเออะนั้น มั่นใจว่านายสุเทพไม่ได้ด่านายอภิสิทธิ์ เพราะไม่ได้ทำตัวเป็นตัวกลางหรือโซ่ข้อกลาง แต่นำเสนอแนวคิดเพื่อหาทางออกประเทศเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ยังคงยืนยันเดินหน้าพูดคุยกับทุกฝ่ายที่อยากเห็นประเทศดีขึ้น ไม่ตกอยู่ในวังวนวิกฤตินี้ ส่วนกลุ่มผู้เห็นต่างก็ขอให้จับตาดูการทำงานของนายอภิสิทธิ์ ที่แสวงหาทางออกประเทศ สำหรับคลิปที่ออกมาล้อเลียนนายอภิสิทธิ์ เป็นแค่สภาโจ๊กเป็นบทบาทที่เหมาะสมกับนักล้อเลียนทางการเมือง คนที่ทำไม่ใช่นักการเมือง โดยเฉพาะนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ที่ได้ดีจากวิกฤติความขัดแย้งประเทศ ปัญหาการเมืองไทยเกิดจากนักการเมืองคุณภาพต่ำ เป็นเหลือบไรการเมืองหรือไม่

“มาร์ค” เมินเสียงกระแนะกระแหน

ต่อมาเวลา 15.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า หลังจากเริ่มต้นทำงานไป 2 วัน ต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจจำนวนมาก ได้รับกำลังใจ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ คำกระแนะกระแหนประชดประชัน จากหลายฝ่าย ซึ่งรับฟังทุกความเห็นและเข้าใจความรู้สึกหลายคน ขอย้ำสิ่งที่ทำอีกครั้ง ไม่ใช่คนกลาง ไม่ได้เป็นกลาง และไม่ใช่ผู้อยู่เหนือความขัดแย้ง แต่ต้องการหาคำตอบให้ประเทศ เพราะมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้า และกลับสู่ความสงบสุขมากกว่าการนองเลือด การปฏิวัติรัฐประหาร หรือการเลือกตั้งแบบเดิมๆ ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายและความไม่ไว้วางใจของประชาชน การหาคำตอบจึงต้องมุ่งสู่การปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยการเลือกตั้งเป็นกลไกหนึ่งของการปฏิรูป ใช้กลไกทางการเมืองและกฎหมายมาแก้ปัญหา

ลั่นเดินหน้าต่อจนกว่าปิดจ๊อบ

“ไม่มีส่วนใดในคำตอบไปเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของใคร ยิ่งถ้าเป็นเรื่องคดีความ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น รัฐบาลหรือใคร จะรับหรือไม่รับข้อเสนอ ผมไม่มีอำนาจไปบังคับ ข้อเสนอต้องมีทางเลือกบ้าง ปรับได้บ้าง แต่หลักการเจรจาไม่ได้ ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งเสนอแผนปรองดองในปี 2553 ผมถูกต่อว่าต่อขานจากผู้สนับสนุนผมมาก แต่สุดท้ายหลายคนเข้าใจ ที่สำคัญสังคมต้องพยายามปรองดองภายหลังเมื่อสายไปแล้ว ผมอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมจะไม่ทำอะไรเสียหายให้ประเทศและประชาชนผู้รักชาติอย่างแน่นอน จะเดินหน้าต่อไปครับ ท่าน ผบ.สส. (วันจันทร์) และ กกต. (วันอังคาร) กรุณารับนัดผมแล้ว” นายอภิสิทธิ์ระบุ

นายกฯ เก็บตัวเงียบช่วงวันหยุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งใน กทม.แต่ยังคงมอนิเตอร์ติดตามข่าวและรับฟังรายงานสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะควบคุมตัวนายสกลธี ภัททิยกุล แกนนำ กปปส.ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ ในข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการตามหมายจับ อย่างไรก็ตามในวันที่ 29 เม.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์มีภารกิจร่วมประชุมตัวแทนหน่วยงานด้านการส่งออกทั้งในและต่างประเทศและประชุมว่าด้วยเรื่องพลังงาน โดยจะเลื่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเป็นวันที่ 28 เม.ย.แทน

พท.ไล่ไปคุยกับ “เทือก” ให้จบก่อน

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์สอดรับกับที่หลายฝ่ายประเมินว่า จุดเปลี่ยนทางการเมืองรอบนี้คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำให้กระแสการเจรจากลับมาดังขึ้นอีกรอบ จะเป็น 10 วันพิสูจน์ความจริงใจของนายอภิสิทธิ์ ว่าจะแข็งขืนกับนายสุเทพได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากนายสุเทพประกาศอย่าสะเออะมาตั้งตัวเป็นคนกลางเจรจา ทำให้เกมเจรจาของนายอภิสิทธิ์ต้องเผชิญกับความยากลำบากของคนกันเอง แต่พรรคเพื่อไทยยินดีพูดคุยหาทางออกร่วมกับนายอภิสิทธิ์ แต่ไม่ควรกำหนดเวลา 10 วันมากดดันตัวเอง เพราะคงแก้ปัญหาไม่ได้ชั่วข้ามคืน

ชู 4 ทางลัดผ่าทางตันหาทางออก

นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้แนวทางแก้ไขปัญหาของหลายฝ่าย ใช้หลักรำวงโมเดล คือเดินสายไปเรื่อยตามจังหวะสถานการณ์ ประวิงเวลารอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงใช้เวลามากและไม่เห็นจุดจบของปัญหา แต่มีทางลัดที่จะแก้ปัญหาให้ทันสถานการณ์ 4 ขั้นตอน คือ 1.ทุกพรรคต้องทำสัตยาบันร่วมกัน ไม่ให้ปลุกระดมเครือข่ายไปขัดขวางการเลือกตั้ง หากพบให้มีโทษยุบพรรค 2.เร่งจับกุมตัวผู้ขัดขวางการเลือกตั้งทุกระดับ ไม่จำกัดเฉพาะแกนนำ 3.กกต.เอาจริง ทุ่มเท การบริหารจัดการเลือกตั้งให้มากกว่านี้ ร่วมกับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง ถ้าทำไม่ได้ให้ กกต.พิจารณาตัวเองลาออก 4.หลังการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้งต้องปฏิรูปประเทศ แก้ไขกติกาเลือกตั้งให้ทุกฝ่ายยอมรับ กำหนดเวลา 12-18 เดือน หรือเวลาที่ทุกฝ่ายเห็นเหมาะสม ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่

“ทักษิณ” ไม่เชื่อน้ำยาหวั่นเสแสร้ง

ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่าพร้อมจะพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญในการหาทางช่วยเหลือคนไทยด้านเศรษฐกิจ ทราบเรื่องแล้ว และพร้อมจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพวกที่พูดอย่างทำอย่าง หรือที่ภาษาชาวบ้านใช้คำว่าพวกดัดจริต พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าการพูดและการกระทำต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เสแสร้ง ทุกฝ่ายควรยึดกติกา แก้ปัญหาในกรอบรัฐธรรมนูญ ถ้าทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจของประชาชนก็หาทางออกได้ เราไม่สามารถปฏิเสธการเลือกตั้งได้ จะอ้างปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไม่ได้ ต้องทำควบคู่กันไป เมื่อมีการเลือกตั้งประชาชนชี้ขาดให้ใครเป็นรัฐบาล ทุกฝ่ายก็ควรเคารพ ส่วนกรณีที่นายสุเทพท้า นปช.ให้นับมวลชนแข่งกับ กปปส.นั้น พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าแทนที่จะนับกันบนท้องถนน ก็ให้ไปนับกันในคูหาเลือกตั้ง เพราะเป็นตัวชี้วัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด

“สายหยุด” อ้าง “ป๋า” เปิดไฟเขียว

ทางด้าน พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานกลุ่มรัฐบุคคล เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติชาติ ผ่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ได้มีโอกาสเข้าพบ พล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ไปคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลังจากที่คณะรัฐบุคคลเสนอให้รัฐบุรุษ ร่างพระบรมราชโองการเสนอพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เพื่อให้ลงพระปรมาภิไธย แก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง ท่านสงสัยอะไรตนก็ตอบ ในที่สุดท่านก็เห็นด้วยกับแนวทางคณะรัฐบุคคล ที่จะอาศัยพระบารมี ซึ่งไม่เกี่ยวกับมาตรา 7 นายกฯ พระราชทาน ทุกอย่างที่ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนยอมรับก็สงบได้ แต่พระองค์ทำเองไม่ได้ ต้องมีการรับสนองพระบรมราชโองการ จึงต้องมีรัฐบุรุษเป็นผู้รับสนอง พล.อ.เปรม จึงมอบให้เราร่างพระบรมราชโองการขึ้นมา ซึ่งผู้ที่ทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชโองการมีทางเดียวคือต้องส่งเสริมพระบารมี ถ้าเป็นผลทางตรงกันข้าม ผู้สนองพระบรมราชโองการต้องรับผิดชอบ

จ่อส่งพิมพ์เขียวถึงมือสัปดาห์หน้า

พล.อ.สายหยุดกล่าวต่อว่า จะส่งร่างดังกล่าวให้ พล.อ.เปรมในสัปดาห์หน้า ซึ่งท่านจะพิจารณาแก้ไข เพื่อนำเสนอทูลเกล้าฯ ต่อไปตามวาระโอกาสที่เหมาะสม “พระบรมราชโองการ คือในหลวงตรัสพระราชทานแก่ประชาชนทั่วไป คนที่เป็นคู่ขัดแย้งก็เป็นประชาชนที่ต้องฟัง รอฟังแล้วกันเชื่อว่าจะไม่เคยเห็น และในเมืองไทยก็ไม่เคยเห็นใครขัดขืนพระบรมราชโองการ เมื่อเราทำตรงนี้สำเร็จก็จะหยุดเคลื่อนไหว เพราะตรงเป้าหมายแล้ว ต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือและท่านรัฐบุรษ” เมื่อถามว่า พล.อ.เปรมจะเป็นเป้าให้ถูกโจมตีหรือไม่ พล.อ.สายหยุดตอบว่า จะไปโจมตีท่านเรื่องอะไร ท่านทำตามหน้าที่ของท่านในการรับสนองพระบรมราชโองการ ท่านเสียสละรับสนอง ควรขอบคุณท่านจะไปโจมตีท่านทำไม

ทส.ปัดแค่รับทราบแนวคิดเท่านั้น

ช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กล่าวยืนยันว่า จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 25 เม.ย. คณะรัฐบุคคลได้เข้าพบ พล.อ.เปรมจริง แต่เป็นการรับทราบข้อมูลความเป็นมา แนวคิด และสิ่งที่คณะรัฐบุคคลจะทำเท่านั้น ยังไม่มีแนวคิดที่จะนำร่างพระบรมราชโองการขึ้นทูลเกล้าฯ ตามความคิดของคณะรัฐบุคคลแต่อย่างใด น่าจะเป็นการรับทราบข้อมูลเฉยๆมากกว่า ไม่น่าจะไปไกลถึงขั้นเห็นด้วยกับแนวคิดของคณะรัฐบุคคล น่าจะเป็นการรับทราบว่าคณะรัฐบุคคลมีความเป็นมาอย่างไร คิดอะไร จะทำอะไรมากกว่า

นายกฯย้ำเข้าถก กกต.ด้วยตัวเอง

วันเดียวกัน นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอส ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้ตอบรับคำเชิญ กกต. เพื่อร่วมหารือกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ ในวันที่ 30 เม.ย. เวลา 14.00 น. ที่สำนักงาน กกต.แจ้งวัฒนะ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันจะเข้าร่วมหารือด้วยตัวเอง ส่วนการกำหนดวันเลือกตั้งนั้น กกต.จะพิจารณากรอบวันเลือกตั้งให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมที่ กกต.เสนอ วันที่ 20 ก.ค. โดย กกต. จะหารือกันเป็นการภายใน ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ สำหรับการนัดหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อหาทางออกประเทศ กกต.ยินดีหารือร่วมกับทุกฝ่าย และยังหวังว่าพรรคประชาธิปัตย์จะลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ด้วย

“องอาจ” บี้ทำ 5 ข้อก่อนลงสนาม

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมี พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลและ กกต. ควรคำนึงถึง 5 ข้อ ได้แก่ 1.รัฐบาลควรสร้างบรรยากาศความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 2.รัฐบาล กกต.และฝ่ายต่างๆ ควรแสวงหาหนทางการพูดคุยให้ทุกฝ่ายยอมรับการเลือกตั้ง 3.รัฐบาลควรพิจารณาแก้ปมปัญหาข้อเรียกร้องของ กปปส.ที่ต้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 4.ควรเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล กับนายสุเทพ แกนนำ กปปส. โดยไม่ต้องมีคนกลางเข้าไปเกี่ยวข้อง 5.ควรจัดให้มีระยะเวลาพอสมควรที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากรัฐบาลไม่ยอมดำเนินการ ปัญหาก็จะซ้ำรอยเดิม การเลือกตั้งจะไม่เป็นคำตอบในการยุติปัญหาความขัดแย้ง และวิกฤติการเมืองได้

โพลชี้คนผิดหวังปาหี่ถกวันเลือกตั้ง

ขณะที่สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไร กับผลการเจรจาระหว่าง กกต. กับพรรคการเมือง” ปรากฏว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 29.31 เห็นว่าควรหาข้อตกลงร่วมกัน พิจารณาวันเลือกตั้งให้เหมาะสมและเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ร้อยละ 27.76 อยากให้สรุปวันเลือกตั้งโดยเร็ว บ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไปได้ และร้อยละ 21.59 บอกว่าการเจรจาเป็นวิธีการที่ดี โดยร้อยละ 68.80 ระบุว่าเฉยๆกับการเจรจาดังกล่าว เพราะเป็นแค่การโยนหินถามทาง ไม่ว่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการใดบ้านเมืองก็ยังคงวุ่นวายอยู่ดี ส่วนร้อยละ 24.80 รู้สึกผิดหวัง ที่ยังไม่สามารถระบุวันเลือกตั้งที่ชัดเจนได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วม เมื่อถามว่าคิดว่าน่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงใด ส่วนใหญ่เห็นว่าควรเลือกตั้งเร็วที่สุดภายใน 59 วัน คือวันที่ 20 ก.ค.

ใจดีสู้ ป.ป.ช.จ่อฟันปมแก้ รธน.

อีกเรื่อง นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูล 50 ส.ว. กรณีร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ รวมถึงการไต่สวน ส.ส.ในคดีเดียวกัน ที่ ป.ป.ช.คาดว่าจะพิจารณาลงมติได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ว่า ไม่กังวล เพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำผิด ต่อให้ ป.ป.ช.ตัดสินอย่างไรก็ไม่กังวล เพราะสุดท้ายเมื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอนก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มี ส.ว.ที่จะให้ถอดถอนได้ ถ้า ป.ป.ช.คิดจะถอดถอนคนถึง 300 คน มันก็ผิดปกติ เพราะ ส.ส.เป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง หากคำนึงสักนิดควรให้ประชาชนตัดสินดีกว่า โดยหลักสากลคนที่มาจากการเลือกตั้งไม่ควรมีหน่วยงานใดมาถอดถอน เพราะเมื่อถึง 4 ปี ส.ส.ก็หมดวาระไปโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ภท.เฮรอดตัวไม่ถูกยุบพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ประชุมมีมติรับทราบความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ให้ยุติกรณีนายทรงกลด ไชยแก้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยื่นขอให้ กกต.พิจารณายุบพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากไม่ชี้แจงค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.2554 กรณีค่าเช่าพื้นที่ด่านเก็บเงินการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในการยืนแจกเอกสารโฆษณาแนะนำนโยบายพรรค กว่า 300 ด่าน รวมเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท ไว้ในรายงานประจำปี ที่ต้องแจ้งต่อ กกต.ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.มาตรา 52 ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบพรรคการเมืองมาตรา 42 และมาตรา 93 โดยกรณีดังกล่าวคณะอนุกรรมการไต่สวนเคยมีมติ 4 ต่อ 1 เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยมีความผิด แต่เมื่อเรื่องส่งถึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองขณะนั้น มีความเห็นว่าเรื่องไม่มีมูล เห็นควรให้ยุติเรื่อง เมื่อ กกต.ชุดปัจจุบันเข้าปฏิบัติหน้าที่ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนฯ เห็นว่าสิทธิในฐานะนายทะเบียนฯ ได้ถูกใช้ไปแล้วตามกฎหมาย จึงไม่มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอีก

“วรเจตน์” ซัดศาล รธน.เผด็จการ

เมื่อเวลา 09.20 น. ที่ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดสัมมนาวิชาการ “บทบาทการใช้อำนาจของตุลาการกับสถานการณ์ทางการเมือง” โดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การชุมนุมที่ผ่านมามีกลุ่มตุลาการผู้รักแผ่นดินออกมา เเม้จะออกในนามส่วนตัว เเต่ใครจะเชื่อ วันนี้ความคิดในเเง่มุมจะเสื่อมขึ้น ศาลจะกลายเป็นตัวรัฐธรรมนูญเอง ถ้าระบบจะยอมให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบการออกกฎหมายของสภาได้ รัฐธรรมนูญควรต้องเขียนชัด ไม่อย่างนั้นระบบจะพังในแง่ของการถ่วงดุล โดยหลักการใช้กฎหมาย ต้องสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ยุติแล้วจึงตัดสิน ไม่ใช่เอาตัวเองเข้าไปเเทนที่เเล้วมองว่าตัดสินเเบบใดจะเป็นประโยชน์มากกว่า การตีความกฎหมายให้เกิดสุญญากาศ ไม่ใช่นักกฎหมาย เเต่เป็นนักทำให้เกิดสุญญากาศ ตุลาการบางกลุ่มอาจไม่ใช่คนเเก้ไขปัญหา เเต่อาจเป็นตัวที่ก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นของปัญหาได้ สถานะของศาลรัฐธรรมนูญไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มล่างสุดจากการมองจากต่างประเทศ

อดีตรอง ปธ.ศาลฎีกาชี้เกินเยียวยา

นายสถิตย์ ไพเราะ อดีตรองประธานศาลฎีกา กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามีข้อครหามาตลอด และตนมองว่ามันสายเกินที่จะเเก้ไขไปเเล้ว เรื่องนี้จะจบอย่างไรไม่ทราบ ไม้หนึ่ง (ก.กุนที) ตายเเล้ว จะมีไม้สองหรือไม่ จะเกิดสงครามการเมืองหรือไม่ ซึ่งเกิดการใช้อำนาจตุลาการที่เห็นๆกันอยู่ การวินิจฉัยที่ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย จะเกิดปัญหา คู่ความสามารถโต้เเย้งได้ว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา หรือศาลพิพากษาไม่ถูกก็สามารถพูดได้ การวิพากษ์วิจารณ์สามารถทำได้เเน่นอน เเต่ไม่ใช่การดูหมิ่น ส่วนการตัดสินว่าการเเก้รัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครองนั้น เหมือนตัดสินว่าพระอาทิตย์ขึ้นตะวันตก ส่วนการเเก้ไขเรื่องที่มา ส.ว.นั้นเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดของสภา โดยที่ผู้ใดจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีไม่ได้ เเต่ ป.ป.ช.กลับไปชี้มูลความผิด

“กิตติศักดิ์” ป้องศาลคานข้างมาก

ด้านนายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การที่ฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาท เพราะฝ่ายเสียงข้างมากฝ่าฝืนบทข้อร้ายเเรงของสังคม เลยต้องให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยที่ไม่ใช่การเมืองมาคาน มันจึงเป็นภารกิจของตุลาการที่เข้ามา ซึ่งวิกฤติเเบบนี้เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นเเล้วในหลายประเทศ เเละมีสถิติบอกไว้ชัดเจน เมื่อใดที่เสียงข้างมากใช้เหตุผลน้อย จะเกิดเเรงต้านจากประชาชน เเละฝ่ายตุลาการจะเข้ามามีบทบาทมาก อย่างบ้านเมืองถ้ามันเอียงไปทางขวาเเละมีคนมาดึงให้มันตรง เเน่นอนว่าจะถูกมองว่าเอียงซ้าย เเต่ข้อบกพร่องของตุลาการก็มี เเละตัวตุลาการเองไม่ควรใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ตนจึงเห็นว่าตุลาการภิวัฒน์สามารถมีได้ เเต่ก็ควรถูกตรวจสอบได้จากการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุผล

วิจารณ์ได้แต่ต้องมีเหตุผล

นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการศาลยุติธรรม กล่าวว่า ศาลถูกตรวจสอบทางวินัยจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เเละปัจจุบันนี้ศาลก็ถูกวิจารณ์จากนักวิชาการเเละสื่อมวลชนมาก เเต่ควรเป็นการวิจารณ์เเบบหลักเหตุผล อำนาจตุลาการที่ศาลใช้ไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใด ที่จะเป็นข้อปัญหาขัดเเย้งทางสังคม ถ้าศาลไปร่วมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อล้มรัฐบาลย่อมทำไม่ได้ ศาลจะมีระบบประมวลจริยธรรมควบคุมอยู่ เเละศาลพิจารณาคดีโดยเป็นอิสระ เเต่ปฏิสัมพันธ์ทางตุลาการกับทางการเมืองเกิดขึ้นได้เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เช่น ประธานศาลต่างๆที่เข้าไปเป็นกรรมการสรรหาองค์กรต่างๆ ทั้งที่อาจไม่อยากเป็น

27 เม.ย. 2557 04:52 27 เม.ย. 2557 04:53 ไทยรัฐ