วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย ซูม
27 เม.ย. 2557 05:01 น.
ย้อนอดีตวัดประยุรฯ วัดรางวัล “ยูเนสโก”

ย้อนอดีตวัดประยุรฯ วัดรางวัล “ยูเนสโก”

โดย ซูม
27 เม.ย. 2557 05:01 น.
  • Share:

วัดประยุรวงศาวาส

ซอกแซกสัปดาห์นี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศนำท่านผู้อ่านเข้าวัดสักหนึ่งสัปดาห์นะครับ ทั้งเพื่อความสุขความสงบและเพื่อร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่วัดไทยของเราวัดนี้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติยศจากองค์กรสำคัญระดับโลก ยูเนสโก และเพิ่งจะฉลองกันไปเรียบร้อยเมื่อวานนี้

คงจะทราบข่าวกันแล้วนะครับว่า เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้มีมติมอบรางวัลยอดเยี่ยม (อันดับ 1) หรือ Award of Excellence ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกแก่โครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ และพรินทรปริยัติธรรมศาลาของ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

ถือเป็นรางวัลระดับแชมป์ที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะมีประเทศต่างๆถึง 16 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ส่งโครงการเข้าประกวด รวมทั้งสิ้นถึง 47 โครงการ

ดังนั้น ในพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการโดย ดร.กวาง โจ คิม ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ ในฐานะผู้แทนของยูเนสโก เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา...วัดประยุรวงศาวาส และ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี จึงได้เชื้อเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมพิธีและหลังจากนั้นก็เชิญชมโครงการที่ได้รับรางวัลพร้อมร่วมในงานเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นในรูปของตลาดโบราณย้อนยุค นำสู่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และการแสดงทางด้านวัฒนธรรมต่างๆ

ทีมงานซอกแซกได้มีโอกาสไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วย และใคร่ขออนุญาตนำความภาคภูมิใจและรายละเอียดที่น่าสนใจมาฝากท่านผู้อ่านหนึ่งกระเช้าใหญ่ดังต่อไปนี้

คงต้องเริ่มจากประวัติศาสตร์กันเสียก่อนว่า วัดแห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร...ซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าอาวาส พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธัมฺมจิตฺโต) มอบหนังสือบันทึกรายละเอียดโครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ และประวัติของวัดประยุรฯให้แก่ทีมงานชุดหนึ่ง

ทำให้ทราบว่าวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) และเมื่อถวายเป็นพระอารามหลวงแล้วก็ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดประยุรวงศาวาส”

ท่านที่เคยผ่านวัดนี้ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับสะพานพระพุทธยอดฟ้า ด้านฝั่งธนบุรี คงจะเห็น “รั้วเหล็ก” สีแดงสูงประมาณ 3 ศอกกั้นอยู่ ทำให้ชาวบ้านมักเรียกว่าวัดรั้วเหล็กมาโดยตลอด

โดยมีตำนานบอกเล่ากล่าวขานไว้ว่า รั้วเหล็กดังกล่าว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์สั่งเข้ามาจากอังกฤษ เพื่อทูลเกล้าฯถวายรัชกาลที่ 3 เพื่อทรงใช้ล้อมเป็นกำแพงในพระบรมมหาราชวัง แต่พระองค์ท่านไม่ทรงโปรด สมเด็จเจ้าพระยาจึงกราบบังคม ทูลขอพระราชทานนำมาเป็นรั้ววัดนี้แทน

ภายในบริเวณวัดนอกจากจะมีพระอุโบสถ พระวิหารอันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญแล้ว ยังมีภูเขาจำลองเล็กๆลูกหนึ่งก่อสร้างขึ้นในยุคสมัยของรัชกาลที่ 3 เช่นเดียวกัน เรียกกันว่า “เขามอ” หรือ “เขาเต่า” ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและกราบไหว้บูชาเนื่องจากมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ด้วยของประชาชนที่อยู่รอบๆวัดมาตั้งแต่ยุคโน้น

เขามอ หรือ เขาเต่า เคยชำรุดทรุดโทรมลงไประยะหนึ่งจน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณในการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เพิ่งจะแล้วเสร็จกลับมาเป็นภูเขาจำลองที่สวยงามอีกครั้งเมื่อปี 2556 นี้เอง

สำหรับ พระบรมธาตุเจดีย์ อันเป็นเจดีย์ทรงระฆังประจำวัด ซึ่งได้รับรางวัลจากยูเนสโก ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็นับเป็นสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่คู่เคียงกับวัดประยุรวงศาวาสมาแต่ดั้งเดิม เป็นเจดีย์ทรงระฆังที่มีความสูง 60 เมตร และส่วนล่างวัดโดยรอบกว่า 160 เมตร นับว่าเป็นเจดีย์องค์ใหญ่และสูงที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นนอก

ต่อมาใน พ.ศ.2450 ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ขึ้นประดิษฐานไว้บนองค์พระเจดีย์ จึงเรียกขานกันว่าพระบรมธาตุเจดีย์นับแต่นั้นกว่า 180 ปีผ่านไปพระบรมธาตุเจดีย์ค่อยๆทรุดตัวลงและมีความจำเป็นที่จำต้องมีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2549 โดยการริเริ่มดำเนินการของ พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกา ในชุมชนรอบวัดหรือชุมชนย่านกะดีจีน จนในที่สุดก็แล้วเสร็จ และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากยูเนสโกดังกล่าว

สำหรับ พรินทรปริยัติธรรมศาลา ซึ่งมีการปฏิสังขรณ์ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของรางวัลนี้เป็นส่วนต่อจากมุขด้านหน้าพระบรมธาตุมหาเจดีย์ตั้งแต่ พ.ศ.2428 ซึ่งมีอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง กระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันได้ใช้ศาลาแห่งนี้เป็นห้องอ่านหนังสือสำหรับประชาชนในวัด ดังนั้นจึงสามารถที่จะกล่าวได้ว่าหอพรินทรปริยัติธรรมศาลาเป็นห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของประเทศไทยนั่นเอง

นอกจากปูชนียสถาน ดังที่กล่าวมาโดยสังเขปนี้แล้ว ในวัดประยุรวงศาวาสยังมี “ของดี” อื่นๆที่น่าไปกราบไหว้บูชาและเดินเยี่ยมชมเพื่อรำลึกอดีตของกรุงรัตนโกสินทร์ได้เป็นอย่างดียิ่ง

กล่าวได้ว่ารัชสมัยของรัชกาลที่ 3 เป็นยุคที่เศรษฐกิจของกรุงรัตนโกสินทร์อยู่ในขั้นที่สมัยใหม่เรียกว่า “บูม” เพราะรัชกาลที่ 3 ทรงค้าขายเก่งจนมีเงินเข้าท้องพระคลังจำนวนมาก

ข้าราชบริพารของพระองค์ท่านจึงพลอยอยู่ดีมีฐานะและสามารถที่จะสร้างวัดได้อย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม เป็นทั้งแหล่งทำบุญตลอดจนการศึกษาปริยัติธรรม และยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

ทีมงานซอกแซกขอขอบคุณ วัดประยุรวงศาวาส และ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี อีกครั้งสำหรับข้อมูลทั้งหมดข้างต้น และใคร่ขอกราบเรียนเชิญชวนชาวรัตนโกสินทร์ยุคปัจจุบันให้แวะเวียนไปกราบบูชาพระเจดีย์ และเรียนรู้เรื่องราวเก่าๆที่วัดนี้ เมื่อมีเวลาและโอกาส

หรือจะแวะไปเยี่ยมทางเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊กก่อนก็ได้ครับ คลิกเลยที่ www.watprayoon.com เรื่องไฮเทคอย่างนี้วัดระดับรางวัลยูเนสโกไม่ตกเทรนด์อยู่แล้วละ.

 

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้