วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่งสัญญาณมั่นใจ เลือกตั้งผ่าทางตัน

กกต.ปักธงทางออกวิกฤติเบี่ยง “สุญญากาศ” อำนาจ

27 เมษายน ตามเวลาประเทศไทยประมาณ 12.16 น. เป็นห้วงที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ในแนวตั้งฉากกับเขตกรุงเทพมหานคร ผ่านเหนือศีรษะพอดี ทำให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์เต็มที่

ตามปรากฏการณ์อากาศเมืองกรุงคงร้อนทะลักปรอท

เร้าไปกับบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองที่จ่อทะลุจุดเดือด

สัญญาณเลือดเริ่มประเดิม กับปฏิบัติการสุดเหี้ยมที่คนร้ายลอบสังหารนายกมล ดวงผาสุก หรือ “ไม้หนึ่ง ก. กุนที” กวีเสื้อแดงคนดัง เสียชีวิตคาร้านอาหารกลางกรุง

กระตุกต่อมผวา หัวขบวนกลุ่ม นปช.ต้องตะโกนบอกต่อๆกันให้ระวังยุทธการเด็ดหัวแกนนำเสื้อแดง

เกมแรง เซ่นกันด้วยชีวิต โดยสถานการณ์เข้าเค้าตามท้องเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างซ่องสุมกองกำลังติดอาวุธ พร้อมเปิดสงครามแลกเลือด

รอสัญญาณนกหวีดประจัญบาน

ฉากบู๊ล้างผลาญคืบคลานเข้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติอนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติมกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปจนถึงวันที่ 2 พฤษภาคม

พร้อมให้มีการไต่สวนพยานเพิ่มอีก 4 ปาก ประกอบด้วยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะผู้ร้อง นายกฯยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ถูกร้อง นายถวิล และ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร.และอดีตเลขาธิการ สมช. ในวันที่ 6 พฤษภาคม

ขณะที่นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ระบุตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนข้อเท็จจริงในวันที่ 6 พฤษภาคม และคาดว่าน่าจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา เช่น การนัดอ่านคำวินิจฉัยหรือขอเอกสารเพิ่มเติมหากการไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน

ตามโปรแกรมก็คงยืดดีเดย์ออกไปอีกหลายวัน

นั่นก็ทำให้ต้องปรับยุทธศาสตร์กันใหม่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ก็ส่อเลื่อนนัดชุมนุมใหญ่ปิดเกมนายกฯยิ่งลักษณ์ จากเดิมที่ตั้งใจไว้ไม่เกินสิ้นเดือนเมษายน

ขณะที่กลุ่มเสื้อแดง นปช.ก็ยังชะลอเกมไว้แค่การชุมนุมย่อย อุ่นเครื่องอยู่ตามหัวเมืองต่างจังหวัดในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม

ดึงจังหวะ ผ่อนอารมณ์ตึงเครียดออกไปอีกระยะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นอะไรที่เอื้อให้การเจรจาฉากหลังเพื่อหาทางออกวิกฤติประเทศอย่างสันติระหว่างทีมตัวแทนขั้วขัดแย้งกับฝ่ายที่รับอาสาเป็นตัวกลาง ยังพอมีเวลาพูดจากัน

ตราบใดที่ยังไม่ถึงวันชี้ชะตา “ยิ่งลักษณ์” ก็ยังไม่ถึงทางตัน

ที่แน่ๆสถานการณ์มาถึงตรงนี้ มันก็พอมี “สัญญาณเชิงบวก”

กับอาการขยับของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่

เดินหน้าจัดเวทีคุยกันอย่างเป็นกิจลักษณะ

พร้อมกับได้ข้อสรุปเบื้องต้น กกต.ได้เสนอ 3 ตัวเลือกคือวันที่ 20 กรกฎาคม วันที่ 17 สิงหาคม และวันที่ 14 กันยายน เพราะเป็นไปตามการคำนวณช่วงเวลาหลังจากหารือวันนี้ จนถึงขั้นตอนการตราพระราชกฤษฎีกา หรือประมาณ 60-90-120 วัน ตามกฎหมาย

ตามแนวโน้มที่ กกต.และตัวแทนพรรคการเมืองพอใจผลการประชุม เพราะมีความหวังเมื่อเห็นวันเลือกตั้งที่ชัดเจนมากขึ้นตามตัวเลือกที่มีอยู่ โดยเฉพาะวันที่ 20 กรกฎาคม

กระตุกแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

แม้นายสุเทพจะประกาศขัดขวางการเลือกตั้งทุกวิถีทาง ยืนกรานต้องปฏิรูปประเทศไทยก่อนเลือกตั้ง ในจังหวะที่ “พุทธอิสระ” นำม็อบ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะเคลื่อนมากดดันหน้าโรงแรมที่จัดประชุมพรรคการเมือง ให้นำป้าย “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ไปติดฉากหลังบนเวที

ตามอาการที่พรรคประชาธิปัตย์ยังกั๊ก กล้าๆกลัวๆ อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ตอบรับเข้าร่วมเวทีในตอนแรก แต่ขอบายในนาทีสุดท้าย

อ้างเรื่องความปลอดภัย มีข้อมูลลึกโดนจ้องปองร้าย

ว่ากันตามเงื่อนไขยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พรรคเพื่อไทยก็เดินหน้า เร่งเลือกตั้งเพราะมั่นใจความได้เปรียบ ลงสนามเมื่อไหร่ก็ชนะ ตรงกันข้ามพรรคประชาธิปัตย์กับแนวร่วม กปปส.ก็ขวางลำเต็มที่ เพราะรู้อยู่แก่ใจเลือกตั้งตอนนี้ก็ผูกปีแพ้

กระแสสองขั้วยังไปกันคนละทาง

แต่เรื่องของเรื่อง มันสำคัญตรงท่าทีของ กกต.ในฐานะกรรมการควบคุมกติกาเลือกตั้ง และมีอำนาจหน้าที่ในการคัดกรองตัวแทนประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร

ได้แสดงบทบาทชัดเจนในการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

และแน่นอน การกางปฏิทิน ล็อกวันเลือกตั้งให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้ร่วมกันพิจารณาใน 3 ห้วงเวลาในการลงสนาม ท่ามกลางสถานการณ์ยังกรุ่นๆ

กกต.กล้าเสี่ยงลุยอุ้มเผือกร้อนในสถานการณ์วุ่นๆ

โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะโดนขัดขวางจากแนวร่วม กปปส. ไม่หวั่นสูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ซ้ำรอยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เป็นโมฆะ

ตามรูปการณ์คงต้องมียาดี 5 เสือน่าจะได้รับสัญญาณบางอย่าง

ต้องมั่นใจแล้วว่า ไม่ได้ลุยถั่วไปเผชิญ “หลุมดำ” ตามลำพังแน่

และก็เป็นอะไรที่บรรยากาศสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ตามจังหวะที่ กกต.ปักธงเลือกตั้งตามภารกิจ เบี่ยงวิกฤติสุญญากาศอำนาจ

เดินหน้าผ่าทางตันประเทศ

หันไปที่สถานการณ์ความเคลื่อนไหวล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัวไปโผล่อยู่ไกลอีกซีกโลกในแถบอลาสกา

หลบเป้าสายตาของหน่วยเฝ้าระแวงในเมืองไทย

ภายหลังปล่อยกระแสโยนหินถามทาง ตระกูลชินวัตรพร้อมวางมือ ยุติบทบาททางการเมือง

ถ้าหากทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติ

สอดรับกับท่าทีของนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ออกตัวว่า พร้อมถอยทางการเมือง หากจะทำให้เรื่องความขัดแย้งในประเทศไทยจบลงได้

โดยรูปการณ์คงเป็นเงื่อนไขต่อรองแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง

“ทักษิณ” ทิ้งไพ่วัดใจทุกฝ่ายพร้อมจะจบหรือไม่

ซึ่งนั่นก็ล้อกับกระแสข่าววงใน อดีตขุนทหารใหญ่ได้ยื่นเงื่อนไขผ่าน “นายหญิง” พร้อมเคลียร์ทุกอย่างให้จบแบบนิ่มๆ แต่ก่อนอื่นอดีตนายกฯทักษิณต้องหลบมุมไปอยู่เงียบๆ

ไม่เคลื่อนไหวก่อชนวนให้เป็นเงื่อนไข

แน่นอนกระแสข่าววงในจริงเท็จยืนยันไม่ได้ แต่ที่ชัดเจนก็คือฉากหน้า กับบทบาทใหม่ของนายอภิสิทธิ์ที่ขอโอกาสให้ประชาธิปัตย์ร่วมหาแนวทางปฏิรูปแก้ไขความขัดแย้ง

โดยวางโปรแกรมพูดคุยกับนายกิตติพงศ์ กิตติยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก่อนนำข้อเสนอไปแลกเปลี่ยนกับทุกฝ่าย

เพื่อเป็นจุดเริ่มการหาคำตอบให้ประเทศระยะยาว

“อภิสิทธิ์” เริ่มชิ่งออกจากความเป็นคู่ขัดแย้ง ถอยออกมาเป็นคนชงแนวทางแก้วิกฤติประเทศ

ว่ากันตามปรากฏการณ์ ทั้งจังหวะการทิ้งไพ่เปิดทางถอยของ “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” และการเปลี่ยนบทถอยออกจากความเป็นคู่ขัดแย้งของ “อภิสิทธิ์”

กระแสเปลี่ยนเข้าสู่บรรยากาศการเจรจาหาทางออกร่วมกัน

และนั่นก็คงแปรผันตามความมั่นใจในการขยับเดินหน้าเลือกตั้งของ กกต. เพราะท่าทีของคู่ขัดแย้งเริ่มลดโทนขึงพืด ผ่อนอาการตึงเครียดลง

พอจะเห็นแสงสว่างริบหรี่ๆที่ปลายอุโมงค์

“ทีมการเมืองไทยรัฐ” ประเมินสถานการณ์มาถึงตอนนี้ จากวิกฤติการเมืองลากยาวข้ามปี ยุบสภามา 6–7 เดือนแล้ว ยังเลือกตั้งไม่สำเร็จ

ไม่มีรัฐบาลเข้ามาบริหารแบบเต็มไม้เต็มมือ

อำนาจรัฐพิกลพิการ

ประชาชนตาดำๆถูกปล่อยให้อยู่กันแบบตามเวรตามกรรม มองไม่เห็นอนาคต หลงอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบว่าวิกฤติจะจบลงตรงไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

วนไปวนมาอยู่กับแผ่นเสียงตกร่อง

คู่ขัดแย้งก็มัวแต่เถียงกันอยู่บนเงื่อนไขเดิมๆ

ฝ่ายหนึ่งก็ให้ทำการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง อีกฝั่งหนึ่งก็ยื้อให้เลือกตั้งก่อนแล้วค่อยเดินหน้าปฏิรูป

ในอารมณ์ที่จับทางได้ทั้งสองฝ่าย พวกที่กดดันให้เดินหน้าปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็สุดโต่งอยู่กับความเป็นนามธรรมมากกว่าเป็นรูปธรรม เช่นกันกับการยืนกรานท่าเดียวของฝ่ายที่ตีธงให้เลือกตั้งก่อนปฏิรูปก็ยึดกติกาแบบตึงเกินไปไม่มีผ่อน

ต่างฝ่ายต่างไม่ถอนคันเร่ง ไม่มีใครหลบให้ใคร

และนับวันวิกฤติการเมืองกำลังลามไปกระเทือนภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณร้าย ตามการคาดการณ์ของสถาบันต่างๆทั้งต่างประเทศและในประเทศ

โดยปรากฏการณ์ที่เห็นกันตรงหน้า จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดจำนวนลงเพราะรัฐบาลหลายชาติประกาศให้หลีกเลี่ยงวิกฤติการเมืองในไทย

นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างอยู่ในภาวะเฝ้าดูสถานการณ์

วงจรเศรษฐกิจเริ่มสะดุด ภาวะการจ้างงานเริ่มมีปัญหา

ถ้าไม่รีบยุติความขัดแย้ง มีหวังได้เจ๊งกันทั้งประเทศ

แต่เหนืออื่นใดบ้านเมืองต้องยึดกฎกติกา เดินตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในเมื่อเลือกตั้งคือทางออกในระบอบประชาธิปไตย

ตราบใดรัฐธรรมนูญไม่ถูกฉีกทิ้ง ทุกอย่างก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ทุกฝ่ายในเมืองไทยต้องเดินตามช่องทางที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

เพราะมันคือความชอบธรรม หลักยึดให้สังคมยังคงความเป็นรัฐ

ที่แน่ๆต่างฝ่ายต่างก็ป่าวประกาศเคารพกฎหมาย อิงกับคำว่าประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหน ถ้าไม่ยอมเดินตามรัฐธรรมนูญ ขวางกระบวนการตามกฎหมาย

ก็แสดงว่าไม่ยอมรับกติกาซะเอง.

 

“ทีมการเมือง”

26 เม.ย. 2557 08:54 ไทยรัฐ