วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แห่พบยันตระ ชี้ไหว้-ไม่ผิด

แห่พบยันตระ ชี้ไหว้-ไม่ผิด

โดย ทีมข่าวหน้า1
26 เม.ย. 2557 07:20 น.
  • Share:

ผู้เลื่อมใสศรัทธาพากันแห่ไปเยี่ยมให้กำลังใจอดีตพระยันตระ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ

แจ้งป.จับเลียนแบบพระ

“อดีตพระยันตระ” เปลี่ยนใจ ไม่เดินทางไปสถานปฏิบัติธรรมที่เมืองกาญจน์แล้ว แต่จะไปทำฟันที่ จ.ภูเก็ต และพักอยู่ในพื้นที่ 2-3 วัน ขณะที่ประชาชนผู้เลื่อมใสแห่เยี่ยมถึงที่อาศรมเมืองคอนไม่ขาดสาย พร้อมนำสิ่งของไปฝาก มีการประเคนและสวดให้พรเหมือนพระทุกอย่าง ด้าน ผอ.สำนักพุทธฯยันคดีอดีตพระยันตระหมดอายุความทุกคดีแล้ว ชี้ผู้ที่กราบไหว้เป็นสิทธิส่วนบุคคลห้ามไม่ได้ แต่ขอเตือนการเคารพศรัทธาต้องมีความเหมาะสมด้วย ส่วนประธานกลุ่มธรรมาธิปไตยหอบหลักฐานแจ้งกองปราบฯเอาผิดฐานแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์อีก

ชาวบ้านผู้เลื่อมใสศรัทธาพากันแห่ไปเยี่ยมให้กำลังใจอดีตพระยันตระ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ อย่างไม่ขาดสาย หลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ และพักอยู่บ้านเลขที่ 29/1 ชุมชนบ้านต้นตาล ถนนชายน้ำ ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอดีตพระยันตระ ใช้เป็นอาศรมชั่วคราว โดยผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ว่า ตั้งแต่เช้ามีชาวบ้าน จากหลายจังหวัดเดินทางมาเยี่ยมไม่ขาดสาย พร้อมมอบข้าวของต่างๆ อาทิ อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม บำรุงกำลัง น้ำดื่ม สิ่งของอุปโภคบริโภค โดยการมอบสิ่งของทำเหมือนกับการถวายข้าวของให้กับพระ คือการประเคนและกราบไหว้ ในขณะที่อดีตพระยันตระได้กล่าวให้พรเป็นภาษาบาลี ลักษณะเช่นเดียวกับการสวดให้พรญาติโยมของพระสงฆ์ทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยบางรายญาติพามารักษาตามความเชื่อกับอดีตพระยันตระด้วย

ต่อมาช่วงสายอดีตพระยันตระเดินทางไปที่วัดรัตนาราม หรือวัดบางบ่อ ที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อเยี่ยมอาการอาพาธของพระครูสุธรรมาจารย์ หรือหลวงพ่อ เชื่อง ซึ่งเคยเป็นพระอุปัชฌาย์ และรับประทานอาหารที่วัด ก่อนกลับเข้ามายังบ้านพักอีกครั้ง พร้อมเก็บตัวเงียบอยู่ในอาศรม และอนุญาตให้ชาวบ้านผู้เลื่อมใสเข้าเยี่ยมเป็นช่วงๆ โดยมีผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยตลอดเวลา ทั้งนี้ คนใกล้ชิดกล่าวว่า วันที่ 26 เม.ย. อดีตพระยันตระจะเดินทางไปทำฟันที่ จ.ภูเก็ต และอยู่ปฏิบัติธรรมที่นั่นเป็นเวลา 2-3 วัน จากนั้นจะเดินทางกลับจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนโปรแกรมเดินทางไปสำนักปฏิบัติธรรมที่ จ.กาญจนบุรี ล่าสุดอดีตพระยันตระได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงไม่ไปแล้ว

ส่วนที่ บก.ป.สายวันเดียวกัน นายประจิณ ฐานังกรณ์ อายุ 59 ปี ประธานกลุ่มธรรมาธิปไตย อยู่บ้านเลขที่ 338/118 ซอยร่มเกล้า 16 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.คมกฤช สังข์ทอง พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ กก.5 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตระ ในความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ สามเณร หรือนักบวชในศาสนาโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 โดยนำภาพถ่ายอดีตพระยันตระที่ลงในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 24 เม.ย. 2557 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง มอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดี

นายประจิณกล่าวว่า เหตุที่เข้าแจ้งความในครั้งนี้ เนื่องจากทนไม่ได้กับพฤติกรรมของอดีตพระยันตระที่เดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง ภายหลังหลบหนีคดีความต่างๆเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศจนคดีขาดอายุความ แต่กลับยังแต่งกายด้วยผ้าที่คล้ายจีวรพระห่มตัวไว้ โดยไว้ผมหนวดเครายาว เข้าไปพักอาศัยที่ภูมิลำเนาเดิม ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การแต่งกายแบบนี้จะให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าอดีตพระยันตระต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจว่ายังเป็นพระ ทั้งที่ความจริงได้ปาราชิกแล้ว

ประธานกลุ่มธรรมาธิปไตย กล่าวต่อว่า ไม่ได้รู้จักกับอดีตพระยันตระเป็นการส่วนตัว แต่เห็นการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ทำให้เกิดการลอกเลียนแบบขึ้นได้ ตนไม่ได้รังเกียจอดีตพระยันตระ ในเมื่อคดีความที่เคยถูกกล่าวหาไว้ก่อนหน้านั้นได้ขาดอายุความไปหมดแล้ว ก็สามารถเข้าประเทศได้ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง หากแต่งกายเป็นฆราวาสก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อทำแบบนี้ ตนก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้อื่น

ด้าน พ.ต.ท.คมกฤชกล่าวว่า เบื้องต้นได้รับ เรื่องและสอบปากคำผู้ร้องไว้ ก่อนนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับนายประจิณนั้น ในอดีตเมื่อปี 2538 เคยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตพระยันตระมาแล้วครั้งหนึ่งในความผิดข้อหาเดียวกัน โดยเหตุการณ์ครั้งนั้น สืบเนื่องจากอดีตพระยันตระถูกกล่าวหาว่า มีความสัมพันธ์กับหญิงสาว มีการล่อลวงไปเสพเมถุนจนหญิงสาวรายดังกล่าวตั้งครรภ์ และมีบุตรสาว

ต่อมาก็ถูกดำเนินคดี แต่อดีตพระยันตระกลับแต่งกายด้วยจีวรที่มีสีเขียว ปรากฏภาพที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง จนเป็นที่ฮือฮาและได้รับฉายาว่า “จิ้งเขียว” หรือ “สมียันดะ” ก่อนจะหลบหนีคดีไปอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งคดีขาดอายุความ และอดีตพระยันตระ เดินทางกลับประเทศดังกล่าว

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ทาง พศ. ได้ตรวจสอบคดีความต่างๆ ของอดีตพระยันตระ พบว่า ทุกคดีได้หมดอายุความลงแล้ว ถือว่าอดีตพระ ยันตระไม่มีคดีติดตัว ส่วนกรณีมีประชาชนไปกราบไหว้ อดีตพระยันตระถือเป็นสิทธิ เป็นความศรัทธาของแต่ละบุคคล พศ.จะไปห้ามไม่ได้ เพียงแต่ขอฝากถึงประชาชนว่าการเคารพศรัทธาควรมีความเหมาะสมด้วย

ส่วนพระพรหมสุธี เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า การที่มีประชาชนไปกราบไหว้ อดีตพระยันตระนั้น สามารถทำได้ เพราะเป็นศรัทธาของประชาชนและเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ยืนยันว่าอดีตพระยันตระ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์แล้ว เพราะต้องอาบัติปาราชิก ส่วนตัวเห็นว่าหากอดีตพระยันตระจะทำตัวคล้ายฤาษี รักษาศีล ดำรงตนอยู่ในความดี รวมทั้งนำประชาชนทำความดี ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อสังคม ส่วนกรณีมีพระสงฆ์ไปกราบไหว้อดีตพระยันตระ แม้ว่าจะเป็นลูกศิษย์กันมาก่อน ถือว่าไม่เหมาะสมเพราะสถานะของอดีตพระยันตระในปัจจุบัน คือฆราวาส

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้