วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภัย!หน่อไม้ปี๊บ “ยากำพร้า”พระเอก

โดย

ภัยจากหน่อไม้ปี๊บ...มาอีกแล้ว พบผู้ป่วย 4 ราย เกือบเอาชีวิตไม่รอด

เชื้อที่พบมีชื่อว่า...คลอสทรีเดียมโบทูลินัม (Clostridium botulinum) พบทั่วไปในธรรมชาติ จะปล่อยสารพิษที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค 4 ชนิด หนึ่ง...ชนิดเอ มีพิษรุนแรง อัตราการตายสูงถึง
ร้อยละ 60-70

สอง...ชนิดบี ทนความร้อนสูง มีชีวิตอยู่ในอาหารได้นานกว่าชนิดอื่นๆ อัตราการตายร้อยละ 25 สาม...ชนิดอี พบการระบาดในอาหารทะเล และ สี่...ชนิดเอฟ พบในอาหารทะเล ระบาดประปราย มีอัตราการตายต่ำ

หลังรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนโบทูลินัม 12-36 ชั่วโมง จะมีอาการทางระบบประสาท...เหนื่อย อ่อนแรง วิงเวียนศีรษะ ตาพร่ามัว ปากแห้ง กลืนหรือพูดลำบาก อาจมีอาการท้องเสีย ท้องผูก ท้องบวมโต... ต่อมากล้ามเนื้อจะเกิดอัมพาต เริ่มจากใบหน้า ไหล่ แขนส่วนบน...ล่าง ต้นขา...น่อง หากกล้ามเนื้อกะบังลมเป็นอัมพาตจะทำให้การหายใจล้ม เหลวและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยมักไม่มีไข้ ยกเว้นมีการติดเชื้อแทรกซ้อน

อย่างไรก็ตาม สปอร์เชื้อและสารพิษข้างต้นสามารถทำลายได้โดยการต้มให้เดือดด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 80 องศา นาน 15 นาที

ย้อนรอย...ผู้ป่วย 2 รายแรกเกิดที่โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบอาการพิษเมื่อวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2557...โรงพยาบาลได้ปรึกษาศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี เพื่อช่วยวินิจฉัยและยืนยันการใช้ยา

ผู้ป่วยบริโภคหน่อไม้ปี๊บ 6 วันก่อนแสดงอาการ เมื่อวินิจฉัยอาการและยืนยันการใช้ยาได้แล้วจึงขอเบิกยาจาก สปสช. เวลา 11.00 น. และได้ประสานโรงพยาบาลมารับยาที่ศูนย์พิษวิทยาฯ พร้อมๆกับ สปสช. ประสานองค์การเภสัชกรรมจัดส่งยาถึงศูนย์พิษวิทยาฯ ในเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน

จากการติดตามผลพบว่าผู้ป่วยได้รับยาเรียบร้อย และมีอาการทางคลินิกดีขึ้นตามลำดับ

กรณีผู้ป่วย 2 รายถัดมา...อยู่ที่โรงพยาบาลชัยภูมิ มีความเกี่ยวโยงกับผู้ป่วย 2 รายแรก เป็นครอบครัวที่นำหน่อไม้ปี๊บที่ก่อให้เกิดอาการพิษไปให้ผู้ป่วยที่ชลบุรี ศูนย์พิษวิทยาฯได้ประสานกรมควบคุมโรค เพื่อสอบสวนโรค...ติดตามกลุ่มเสี่ยง ทำให้สามารถติดตามวินิจฉัยผู้ป่วย 2 รายหลังได้อย่างรวดเร็ว

ประเด็นสำคัญคือการยืนยันความจำเป็นในการรับยาได้ก่อนที่ผู้ป่วยจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เบิกยามาที่ สปสช. ในวันเสาร์ที่ 19 เมษายน 2557 เวลา 16.00 น. และประสานจัดส่งยาให้สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ได้ในเวลา 18.00 น. วันเดียวกัน

โดยกรมควบคุมโรคได้จัดส่งยา ลงสอบสวนโรคในพื้นที่ได้ในวันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2557จากการติดตามผลพบว่าผู้ป่วยได้รับยาเรียบร้อย มีอาการทางคลินิกดีขึ้น

จาก 2 กรณีข้างต้นจะเห็นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์และมีความจำเป็นต้องใช้ยาเร่งด่วน การมียาสำรองร่วมกับมีเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมการวินิจฉัย การสอบสวนโรค และการติดตามผลการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่างรวดเร็ว และได้รับประโยชน์สูงสุดจากยาที่ได้รับ...

นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า ยา Botulinum antitoxin (BAT) เป็นยาต้านพิษจากหน่อไม้ปี๊บ กลุ่มยากำพร้า ตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554

“ยา BAT”...เป็นยาต้านพิษสำหรับผู้ป่วยได้รับพิษโบทูลินัม ท็อกซิน จากการรับประทานหน่อไม้ปี๊บ เนื้อดิบ ถั่วเน่า ซึ่งช่วยลดความรุนแรงจากพิษ ข้อมูลวิชาการระบุว่า การได้ยานี้จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดระยะเวลาในการรักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้ป่วยลงได้

เหตุผลความจำเป็นในการสำรองยา BAT ในระดับประเทศ เนื่องจากกลุ่มยากำพร้าเป็นยาที่มีราคาแพง โดยราคาที่จัดซื้อปัจจุบันอยู่ที่ 156,000 บาทต่อขวด...ขนาดการใช้ยาประมาณ 2 ขวดต่อราย

ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วย 1 รายมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 312,000 บาท และไม่สามารถคาดการณ์การเกิดพิษต่อปีได้ ทำให้โรงพยาบาลมีความเสี่ยงในการสำรอง และบริษัทผู้จำหน่ายไม่มีแรงจูงใจในการนำเข้ายา

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับหน้าที่สำรองยาดังกล่าว เพื่อเป็นยาสำรองระดับประเทศ โดยจัดซื้อยาจากบริษัทยา ประเทศเยอรมนี ในปริมาณขั้นต่ำ 10 ขวด

โดยมีการบริหารจัดการยาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค สมาคมพิษวิทยาคลินิก และองค์การเภสัชกรรม...หลักใหญ่ในการบริหารจัดการก็คือ “เพื่อให้คำปรึกษาในการตรวจวินิจฉัย การยืนยันความจำเป็นในการใช้ยา และประสานจัดส่ง รวมถึงการสอบสวนโรค...ติดตามผลการรักษาอย่าง
ครบวงจร”

ผลที่ออกมา...ทำให้เกิดการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

นายแพทย์วินัย ย้ำว่า ยากำพร้าเป็นยาที่มีราคาแพงมากและนานๆจะมีการใช้เสียที โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ใช้ จึงไม่มีบริษัทกล้านำเข้าเพราะไม่คุ้มทุน สปสช.จึงรับความเสี่ยงแทนโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยยึดประโยชน์กับประชาชนเป็นสำคัญ

กรณี “ยากำพร้า” เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะแม้ว่าจะมีราคาแพงและหาก สปสช.ปล่อยให้โรงพยาบาลจัดหาเอง จะมีความเสี่ยง อย่างมาก จึงใช้วิธีการบริหารจัดการรวมเพื่อแก้ไขปัญหา

หลักการในการบริหารจัดการกลุ่มยาต้านพิษ 1.ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา ซึ่งจัดการโดยใช้ระบบการตัดจ่ายทางบัญชี ทั้งผู้ป่วย ผู้ได้รับพิษในกรณีที่ตั้งใจ...ไม่ตั้งใจ ประชาชนทั่วไป เช่น ในกรณีเกิดไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุในครัวเรือน ประชาชนได้รับสารพิษ หรือเป็นโรคจากการทำงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม รวมถึงชุมชนในเขตนิคมอุตสาหกรรม

2.บริหารจัดการบนเว็บไซต์ มีการสืบค้นแหล่งสำรองยาเชื่อมต่อกับระบบ GIS ทำให้สามารถสืบค้นแหล่งสำรองยาในรูปแบบของแผนที่ทางภูมิศาสตร์ แสดงการสำรองยาแบบออนไลน์ แสดงสถานะการสำรองยาที่เป็นปัจจุบัน เชื่อมโยงกับระบบขององค์การเภสัชกรรม

3.เบิกยาโดยไม่มีข้อจำกัดเขตพื้นที่ ผลจากการดำเนินงานทำให้เกิดการกระจายยาไปยังหน่วยสำรองยาทั่วประเทศ เป็นการรับประกันว่า ผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจะได้รับยาต้านพิษอย่างทันการณ์

ทั้งหมดเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการ “ยากำพร้า” ที่จำเป็นต้องมีความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เพื่อค้นหาผู้ป่วย...ให้การวินิจฉัยยืนยันผลที่รวดเร็ว จัดส่งยาได้อย่างฉับไว เพื่อให้ประชาชนได้รับยาต้านพิษได้ทันท่วงที

การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพนับแสนล้านบาทต่อปี ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแต่เพียงอย่างเดียว...โดยใช้วิธีจัดซื้อรวม โดยให้มีราคาต่ำที่สุดเท่านั้น หากแต่ยังคำนึงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติ

“ทุกวินาที” คือ “ชีวิตของผู้ป่วย”...จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพคนไทยจะมาทะเลาะกันเอง.

25 เม.ย. 2557 14:45 ไทยรัฐ