วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นมัสเต.... เสน่ห์ “เนปาล” (2)

โดย

วันที่สองในเนปาล เรามีกำหนดการเดินทางไปเที่ยวเมืองเก่าที่เป็นทั้งเสน่ห์และสีสันของเนปาลอีก 2 เมือง คือ เมืองปะฏัน หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า เมืองลาลิตปูร์ และ เมืองภักตะปูร์ หรือ ภัคตปุระ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วทั้งสองเมือง

“เราจะได้มีโอกาสไปเจอกุมารีมั้ย” คุณป้ายุ้ย “กรองสิญจน์ กนิษฐสุต” มหาราณีผู้นำคณะ เอ่ยปากถามไกด์หนุ่มทันทีที่ทุกคนขึ้นรถกันพร้อม หน้าแล้ว

“ผมจะพยายามนะครับ” ไกด์ที่เราตั้งฉายาให้ใหม่ว่า “คุณเส็ง” จนกระทั่งถึงวันนี้ เลยพานจำชื่อจริงของเขาไม่ได้ บอก

เมืองปะฏัน หรือที่บางครั้งอาจจะได้ยินฝรั่งออกเสียงตามภาษาอังกฤษว่า ปาทาน (Patan) อยู่ห่างจากใจกลางกรุงกาฐมาณฑุไปเพียง 5 กิโลเมตร แต่ด้วยความขรุขระของถนนและการจราจรที่ค่อน ข้างติดขัดทำให้เราต้องใช้เวลาถึงกว่า 30 นาทีในการเดินทาง

ปะฏัน หรือ ลาลิตปูร์ เป็นเมืองเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะและหัตถศิลป์ที่สวยงามมากเมืองหนึ่ง

ที่น่าสนใจ คือ เมืองนี้ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่มาโดยตลอดนับตั้งแต่ สร้างเมือง เช่นเดียวกับ เมืองสุโขทัย เมืองน่าน ของบ้านเรา เป็นเสมือนเมืองโบราณที่ยังคงมีชีวิต

คณะของเราลงจากรถก่อนถึงประตูเมืองราว 500 เมตร ไกด์หนุ่มนำหน้าพาเดินเข้าสู่บรรยากาศของเมืองที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตแบบเรียบๆง่ายๆ ถนนยังเป็นอิฐโบราณ รถราแม้จะมีแต่ก็ไม่มากนัก มีทั้งรถยนต์ จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถสามล้อ วิ่งบนถนนเดียวกับถนนที่คนเดิน ไม่มีการแบ่งแยกว่าตรงไหนจะเป็นถนนหรือฟุตปาท

“ผมจะพาคุณไปพบกุมารีก่อน คิดว่าถ้าคุณโชคดีก็จะเจอเธอ” คุณเส็ง บอก

เรามาหยุดที่หน้าวัดกุมารี ก่อนที่จะเข้าสู่ภายใน ไกด์หนุ่มเข้าไปเจรจาติดต่อ สักพักหนึ่ง เขากลับออกมาพร้อมรอยยิ้ม และบอกว่า “กุมารีแห่งเมืองปะฏันอยู่ที่นี่ และเธอยินดีที่จะพบพวกคุณ”


สมิตา ภัชราชาร์ยา (Samita Bajracharya) คือ กุมารีแห่งปะฏัน เธออายุ 12 ปี ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกุมารีหรือกุมาริกาแห่งเมืองนี้มาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ขณะที่พวกเรากำลังรอพบเธอด้วยใจจดจ่ออยู่นั้น เด็กสาวโผล่หน้าเล็กๆ ออกมาจากหน้าต่างด้านบน และสักพักเธอก็ปรากฏกายในชุดสีแดง ท่าทางดูสงบนิ่งต่างจากเด็กผู้หญิงในวัยเดียวกัน เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะตำแหน่งกุมารีนั้น เปรียบเสมือนตัวแทนของเทพเจ้า

เราทุกคนได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปขอพรจากกุมารีได้ โดยต้องเดินขึ้นบันไดเล็กๆ ของบ้านหรือที่เรียกว่าวัดกุมารี ห้องที่เทพธิดาองค์น้อยอยู่นั้น เป็นเพียงห้องเล็กๆ ขนาดไม่น่าจะเกิน 15 ตารางเมตร กุมารีนั่งสงบนิ่งอยู่บนอาสนะ ขณะที่เราทุกคนเข้าไปกราบขอพร เธอทำเพียงใช้มือขวาแตะเบาๆ บนศีรษะ

ใครรู้สึกอย่างไรไม่ทราบ แต่สำหรับตัวเองแล้ว ช่วงที่มือของกุมารีแตะลงที่ผมบนศีรษะอย่างเบาบางนั้น เราสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

นับเป็นโชคดีของคณะธรรมะหรรษา ที่เราได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพร่วมกับกุมารีได้ เพราะโดยปกติแล้ว ธรรมเนียมโบราณจะไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปกับกุมารีในเวลาที่ไม่มีเทศกาลหรือพิธีการใดๆ ซึ่งพิธีการที่ว่านั้นจะมีเพียง 13 ครั้งต่อปีเท่านั้น เช่น เทศกาล Rato Machindranath หรือเทศกาลขอฝนต่อเทพ เป็นต้น

แม่ของสมิตา บอกว่า ลูกสาวของเธอได้รับการคัดเลือกให้เป็นกุมารี และตำแหน่งนี้จะหมดลงเมื่อเด็กสาวมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก ซึ่งเธอก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ แต่เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะต้องมีการคัดเลือกเด็กหญิงให้มารับหน้าที่กุมารีแห่งเมืองต่อ

ตามตำนานระบุว่า กุมารีส่วนใหญ่จะเป็นเด็กหญิง วัยตั้งแต่ 3 ขวบที่ผ่านการเลือกจากสังฆราช 5 รูป และโหรหลวง ว่า มีลักษณะแห่งเทพด้วยรูปร่างที่ละม้ายต้นกล้วย ขาเรียวดุจขากวาง หน้าอกกว้างเหมือนสิงห์ ลำคอเหมือนหอยสังข์ นํ้าเสียงสดใสและนุ่มอ่อนหวาน เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้ว กุมารีจะต้องมาอาศัยอยู่ในตำหนักใหญ่ หรือที่เรียกว่า “การ์” เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวเนปาล ตลอดช่วงที่เธอยังไม่มีโลหิตไหลออกจากร่างกาย

จากวัดกุมารี เดินข้ามฝั่งถนนมาประมาณ 300 เมตรก็จะถึง จตุรัสปะฏัน ดูร์บาร์ และ พระราชวังปะฏัน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง

พระราชวังเก่าแก่แห่งปะฏันนี้ เต็มไปด้วยงานศิลปะโบราณที่มีความละเอียดงดงาม โดยภาพแกะสลักส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวในคัมภีร์ศาสนาฮินดู เมืองนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งพระพุทธรูป งานหล่อโลหะ และ ทองเหลือง ขณะที่เมืองภัคตาปูร์ ซึ่งเราจะไปเที่ยวชมกันในช่วงบ่าย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการแกะสลักไม้

เราเดินผ่านจตุรัสปะฏันและพระราชวัง เข้ามาด้านใน ไกด์หนุ่มชี้ให้ดูอาคาร 3 ชั้น สร้างด้วยอิฐแดง มีหน้าต่างไม้สลักลวดลายอยู่ด้านบน เขากระซิบเบาๆว่า ที่ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง และอดีตเคยเป็นหอที่ใช้สำหรับตัดความเป็นชายของพวกขัณฑีในวัง ฟังแล้วเสียวสยองไม่ใช่เล่น

ถัดจากพระราชวังเข้าไป จะผ่านบริเวณที่เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ซึ่งยังคงมีชาวฮินดู มาดื่ม อาบ และล้างหน้าด้วยน้ำที่ไหลออกมาจากธรรมชาติ กลางเมืองปะฏันแห่งนี้ โดยเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บและทำให้มีสิริมงคลในชีวิตได้

ด้านในสุดของเขตจตุรัสปะฏัน เป็นที่ตั้งของ วัดทอง หรือ Golden Temple มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดหิรัณยะวรรณะ มหาวิหาร เป็นวัดของศาสนาพุทธ จุดเด่นอยู่ที่หลังคาที่ทำจากแผ่นทองยาวลงมาจดพื้น มีความเชื่อสืบทอดกันมาว่าเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปสู่สวรรค์ ภายในมีรูปปั้นโลหะที่ทำจากทอง เหลือง และทองแดง เป็นรูปเทพตามคติความเชื่อ วัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองปะฏัน

สัปดาห์หน้าไปต่อกันที่ภัคตาปูร์ เมืองแห่งปริศนาและความเร้นลับของเทวะ ตำนานความงาม ความรัก และอำนาจของพระราชวัง 55 หน้าต่าง.

25 เม.ย. 2557 08:54 ไทยรัฐ