วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"แอสตาแซนธิน"จากสาหร่าย ต้านอนุมูลอิสระ...ช่วยผิวสวยใส

โดย

ยังอยู่กันที่เรื่องของความสวย ความงามที่ไม่ปรานีใคร โดยเฉพาะกระแส ความนิยมแบบ “สวยสั่งได้” ที่หลายคนยอมเจ็บเนื้อเจ็บตัวแสวงหาสารพัดวิธีเพิ่มความสวยใส ไร้รอยเหี่ยวย่น รวมถึงชะลอความชราให้มาเยือนอย่างช้าๆ กำลังเป็นที่สนใจคลั่งไคล้ของคนเกือบจะทุกเพศ ทุกวัย และรวมไปถึงทั่วโลก

แต่แม้ว่าจะเป็นการทำศัลยกรรมเพื่อความงาม การร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ หรือฉีดสารเพื่อเติมร่องริ้วรอย ที่เรียกว่าฟิลเลอร์ การทำเลเซอร์ การฉีดวิตามินเพื่อผิวสวยใส และการใช้เวชสำอางต่างๆ จะทำให้เกิดสภาวะ “สวยสั่งได้” ได้อย่างทันอกทันใจก็ตาม แต่ผลข้างเคียงของการทำหัตถการและใช้เวชสำอางเหล่านี้ก็อาจมีผลข้างเคียงต่อผิวหนัง ร่างกาย ไปจนถึงความเสื่อมของอวัยวะบางอย่างในอนาคตได้ ที่สำคัญคือ สารพัดวิธีที่ว่านี้ บางครั้งก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยจากทั่วโลก ยืนยันตรงกันว่า เคล็ดลับชะลอวัยที่ได้ผลดีและยั่งยืนคือการดูแลสุขภาพร่างกายทั้งระบบเพื่อให้ดูดีมาจากภายใน โดยเฉพาะเรื่องของผิวพรรณเพราะเป็นประตูด่านแรกที่มองเห็น

และบางครั้งเคล็ดลับการดูแลผิวสวยสุขภาพดีนั้น สามารถเริ่มได้ง่ายๆ จากการทานอาหาร หลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายมีอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น เพราะการมีอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว เช่น การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญกับแสงแดด มลภาวะเป็นพิษ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด และความวิตกกังวลต่างๆ รวมไปถึงการรู้จักเลือกบริโภคอาหาร อาหารเสริมที่มีส่วนในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส ดูอ่อนกว่าวัย

ล่าสุดมีงานวิจัย พบว่า แอสตาแซนธิน ซึ่งพบมากในอาหารประเภท ผักสด ผลไม้ ที่มีสีส้ม สีเหลือง หรือสีแดง เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ และสาหร่ายต่างๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและมีบทบาทช่วยในการชะลอความเสื่อมของร่างกายได้

ญี่ปุ่น เป็นประเทศหนึ่งที่มีคนแก่ช้า และอายุยืนมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่สำคัญคือ คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคสาหร่ายเป็นอาหารประจำวันมากกว่าชาติอื่นๆด้วย

นักวิจัยชาวญี่ปุ่น ได้ทำการศึกษากับผู้หญิงสุขภาพดี 30 คน และผู้ชายสุขภาพดี 36 คน โดยให้รับประทานแอสตาแซนธินเสริม 6 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ และ 6 สัปดาห์ โดยในผู้หญิงทั้ง 30 คนนั้นให้ทานแอสตาแซนธิน 2 มิลลิลิตรต่อวัน ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ด้วย ในผู้หญิงพบว่า ริ้วรอยบริเวณหางตา ขนาดของจุดด่างดำที่บริเวณแก้ม ความยืดหยุ่นของผิว ความเรียบเนียน ความชุ่มชื้นของผิว และเซลล์ผิวหนังคอนีโอไซท์ในชั้นผิวหนังกำพร้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่ในผู้ชายพบว่า ริ้วรอยบริเวณหางตา ความยืดหยุ่นของผิว ความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้น และผิวมีการสูญเสียน้ำลดลง ซึ่งทำให้อาจสรุปได้ว่าการรับประทานแอสตาแซนธินเสริมให้ผลดีกับสุขภาพผิวของคนทั้งสองเพศ


นอกจากนี้ยังพบว่า สาหร่ายมีสารโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ อยู่มาก แต่ปริมาณของไขมันน้อย มีงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากสาหร่ายในตระกูลแคโรทีนอยด์ มีสารฟิวโคแซนทีนและสารแอสตาแซนธิน ซึ่งเป็นสารสีแดงจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากสาหร่ายที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงมาก โดยเฉพาะสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลล์เดียว ที่มีความสามารถในการปรับตัว และมีชีวิตอยู่รอดได้นานถึง 20 ปี แม้จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเติบโต เช่น ขาดน้ำ ขาดอาหารต้องเผชิญกับความร้อน แสงแดด โดยจะปรับตัวให้มีผนังเซลล์หนาขึ้นเพื่อสะสมสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งให้รงควัตถุสีแดงเข้มที่เรียกว่า แอสตาแซนธิน เพิ่มขึ้นในปริมาณสูงที่สุด พบได้ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย

แอสตาแซนธิน เป็นสารสีแดงที่จัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ที่โด่งดังด้วยผลวิจัยทางการแพทย์มากมาย เนื่องด้วยสูตรโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของแอสตาแซนธิน ในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ในอวัยวะต่างๆของร่างกาย ซึ่งแตกต่างกับเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ที่ช่วยปกป้องเฉพาะภายในหรือภายนอกของเยื่อหุ้มเซลล์ ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของยุคนี้ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความปลอดภัยในการบริโภคและไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ โดยจากผลการวิจัยพบว่า แอสตาแซนธินมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าโคเอนไซม์คิวเทน 800 เท่า สูงกว่าคาทีซินซึ่งเป็นสารสกัดจากชาเขียว 560 เท่า มีค่าสูงกว่าวิตามินซี 6,000 เท่าและวิตามินอี 550 เท่า

นอกจากการบริโภคสาหร่ายแบบธรรมดาแล้ว ปัจจุบัน นวัตกรรมได้คิดค้นให้มีการนำ “แอสตาแซนธิน” สารสกัดสาหร่ายสแกนดิเนเวีย มาผสมกับวิตามินและคอลลาเจนที่มีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระสกัดเข้มข้นในรูปแบบของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อเพิ่มทางเลือกสำหรับการดูแลสุขภาพผิวพรรณและชะลอความชราของผู้ที่นิยมความสวยแบบสั่งได้ ได้ง่ายขึ้นกว่าการทำศัลยกรรม โดยคอลลาเจนถือเป็นโปรตีนสำคัญ มีองค์ประกอบเป็น 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย หรือคิดเป็น 6% ของน้ำหนักตัว ที่ทำหน้าที่ช่วยยึดเกาะ และช่วยปกป้องอวัยวะต่างๆ ภายใน ร่างกาย และเป็นส่วนประกอบหลักของผิว ช่วยทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ ชุ่มชื้น ช่วยป้องกัน การเกิดริ้วรอย ที่เมื่อคนเราอายุอย่างเข้า 30 ปี อัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนของร่างกายจะลดลงปีละ 1.5% ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เวชสำอาง การทำศัลยกรรมและวิธีการเพื่อความงามต่างๆ จะเป็นตัวช่วยให้เราคงความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณไว้ได้ แต่ควรทำควบคู่กับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมากๆ ลดคาเฟอีน งดเครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงแสงแดดและมลภาวะต่างๆ เพื่อให้เกิดอนุมูลอิสระน้อยที่สุดและช่วยให้ผิวพรรณสวยใสอยู่กับเราไปนานที่สุดเช่นเดียวกัน.

25 เม.ย. 2557 08:40 ไทยรัฐ