วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สกล.ผุด 7 แนวทางปฏิรูปการศึกษา กระจายอำนาจลงโรงเรียน

สกล.ผุด 7 แนวทางปฏิรูปการศึกษา กระจายอำนาจลงโรงเรียน

  • Share:

สกล. จับมือสสส. เสนอ 7 แนวทางปฏิรูปการศึกษา ลดบทบาทกระทรวงศึกษาธิการ กระจายอำนาจสู่สถานศึกษาและชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และทุกภาคส่วนร่วมผลักดันการปฏิรูป...

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.57 ณ โรงแรมเอบีน่าเฮาส์ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีสมัชชาเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา เสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่ได้จากเวทีระดมความคิดเห็นของ 8 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายการศึกษาทางเลือก โรงเรียนขนาดเล็กสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โรงเรียนเอกชน โรงเรียนสังกัด อปท. สภาคณบดีคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์แห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจเอกชน กลุ่มเด็กและเยาวชน และเครือข่ายผู้ปกครอง

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการ สกล. กล่าวว่าเราอยากเห็นผู้เรียน พื้นที่สถานศึกษา มีความหลากหลายของบริบท  เราเอาผู้เรียนเป็นตัวตั้ง และการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน ผู้รู้ศาสนา และอยากเห็นภาพสถานศึกษาที่มีอิสระ ครู ผู้บริหาร มีการบริหารที่เข้มแข็ง มีสภาการศึกษาชุมชน เรียกว่าพัฒนากลไกของสถานศึกษาให้เข้มแข็งขึ้น ดังนั้นหลักสูตรการวัดมาตรฐานก็ต้องหลากหลายและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน พื้นที่ สถานศึกษา และผู้มีส่วนร่วมทุกส่วน นั่นคือการกระจายอำนาจ งบประมาณ มีสภาการศึกษา และลดบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการจากผู้จัดเป็นสนับสนุนนโยบาย และเพิ่มกลไกคือองค์กรอิสระที่ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วม เพื่อมองภาพรวมการศึกษาพร้อมกัน ทุกระดับจะต้องมีความรับผิดชอบ เพื่อพัฒนาคนและสังคมให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ จากการประมวลระดมความคิดที่ผ่านมา  9 เวที ได้ข้อสรุปการปฏิรูป 7 แนวทางดังนี้ 

1. ปฏิรูปเป้าหมายทางการศึกษา/กระบวนทัศน์ เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ของการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและสังคมที่เข้มแข็ง ที่เชื่อมั่นในการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตลอดชีวิต

2. ปฏิรูปการกระจายอำนาจ/โครงสร้าง ลดอำนาจ เปลี่ยนบทบาทของส่วนกลาง คืนสิทธิ/การกระจายอำนาจหน้าที่ในการจัดการการศึกษาให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

3. ปฏิรูปนโยบาย/กฎหมายการศึกษา แยกการเมืองออกจากการศึกษา ผลักดันให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ มีการจัดทำธรรมนูญการศึกษาที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันร่วมกัน

4. ปฏิรูปกลไกการจัดการศึกษา ให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านการศึกษาในระดับชาติ ที่เกิดมาจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนแผนการศึกษาของชาติอย่างเป็นองค์รวม

5. ปฏิรูปการบริหารจัดการ (หลักสูตร ตัวชี้วัด การประเมินผล และการจัดสรรงบประมาณ) สถานศึกษาต้องมีอิสระในการจัดการ ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมบริหารจัดการ

6. ปฏิรูประบบการผลิตและบุคลากรทางการศึกษา ปฏิรูปครูเดิม ให้ครูเอื้ออำนวยในการจัดการเรียนรู้เป็นผู้จุดประกายและดึงศักยภาพของผู้เรียนออกมา มีศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการศึกษา

7. ปฏิรูปการสื่อสารเพื่อการศึกษา สื่อควรมีบทบาทในการให้ข้อมูลข่าวสาร เผยแพร่ความรู้ที่ทำให้สังคมตื่นตัว จุดประกายให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาคน/พลเมืองที่มีคุณภาพร่วมกันและคนในสังคมมีทางเลือกในการศึกษามากขึ้น

7 แนวทางการขับเคลื่อนปฏิบัติการทันที โดยเดินหน้าเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจังของแต่กลุ่มและเกิดรูปธรรมผลสำเร็จในทุกระดับ ครอบครัว สถานศึกษา ชุมชนท้องถิ่น จังหวัด และสร้างเครือข่ายเพื่อปฏิรูปและพัฒนาคุณภาพโดยจัดตั้งชมรม องค์กร สร้างความเข้มแข็งในเครือข่าย แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ และขยายความร่วมมือ สื่อสารกับสาธารณะ ถอดบทเรียน จัดทำฐานข้อมูล สร้างพื้นที่ต้นแบบเพื่อสื่อสารกับสังคม ร่วมมือกับสื่อเผยแพร่ความรู้ที่ทำให้สังคมตื่นตัวและมองเห็นปัญหาของการศึกษา ขับเคลื่อนเชิงนโยบายได้ 3 แง่ คือ 1. ทุกเครือข่ายร่วมกันผลักดันให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ และ 2. ยื่นข้อเสนอการปฏิรูปให้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษาธิการ และ 3. จัดตั้งสภาปฏิรูปการศึกษาในทุกระดับ เพื่อให้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาภาคประชาชนให้เกิดขึ้นจริง

นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ รองประธานกรรมการบริหารแผนสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวว่า ที่ผ่านมาการศึกษาไทยไม่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมผลสำฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณภาพการศึกษาจะเป็นส่วนหนี่งในการรองรับการปฏิรูปเพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีในอนาคต สำหรับ สสส.การมีสุขภาวะที่ดีต้องมีการศึกษาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วย

“ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามให้การแก้ไขปัญหาเนื่องจากที่ผ่านมา การศึกษาเป็นสิ่งที่ครอบคลุมทุกครอบครัวไทย แต่กลับให้ความสำคัญกับหน่วยของราชการที่ใหญ่และมีข้อจำกัดมาก ดังนั้นการแก้ปมให้การศึกษาสำเร็จคือต้องลดการรวมศูนย์ และกระจายการมีส่วนร่วมให้มากที่สุด นั่นคือพ่อแม่เอง ที่เข้ามามีบทบาทกับโรงเรียน และสนับสนุน ไม่เพียงแค่หวังให้สำเร็จการศึกษา ทางโรงเรียนก็จะสามารถตอบสนองให้กับนักเรียนโดยตรงมากขึ้น จึงเปิดเวทีนี้ขึ้นเพื่อให้สถานประกอบการเอกชน ที่จะรับเด็กของเราเข้าไปเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคม” นพ.ยงยุทธ กล่าว

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดสุขภาพทางสังคม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพโรงเรียน จำนวนครู งบประมาณ การศึกษาเน้นแข่งขัน ทำให้เด็กเครียด สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพ และสุขภาวะของเด็กและเยาวชน และจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) พบว่า เด็กและเยาวชนไทยจำนวน 6 ใน 10 คน ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่ออายุ 18 ปี ส่วนผู้ที่จบการศึกษามากกว่าครึ่งประสบปัญหาในการทำงาน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้