วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ยันตระ’อ้อนขอกลับไทย อ้างคดีหมดอายุความแล้ว

พระยันตระ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ พร้อมญาติ

อึ้งอดีตพระยันตระกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ญาติโยมแห่กราบไหว้หลังจากตกเป็นข่าวพระฉาวมั่วสีกา หนีคดีไปอยู่อเมริกาห่มจีวรเขียวไว้หนวดเครา ชาวบ้านเห็นข่าวเริ่มดังเผ่นไปเก็บตัว อยู่ที่ภูเก็ต ขณะเดินทางเผยคดีสิ้นสุดจะมาอยู่ไทยแบบถาวรที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเมืองกาญจน์ ขณะที่เลขาธิการสภา ทนายความเผยคดีหมดอายุความเอาผิดอะไรไม่ได้

ชาวบ้านฮือฮาอดีตพระยันตระกลับเมืองไทยญาติโยมศรัทธาเข้ากราบไหว้ ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 เม.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบรีสอร์ตแห่งหนึ่งใน ต.ขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ อ.ขนอม ว่าอดีต พระยันตระ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ พร้อมญาติมาเปิดห้องพักที่รีสอร์ตแห่งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงทราบว่า เมื่อเวลา 09.30 น. อดีตพระยันตระพร้อมคณะญาติจำนวน 5-6 คน ได้เช็กเอาต์ออกจากที่พักอย่างเร่งรีบ

สอบถามพนักงานต้อนรับของรีสอร์ตดังกล่าวเปิดเผยว่า คณะของอดีตพระยันตระจำนวน 5-6 คน เดินทางด้วยรถตู้โฟล์กสีครีม 1 คัน ไม่ทราบทะเบียนมาเปิดห้องพักเมื่อวันที่ 21 เม.ย. จำนวน 2 ห้อง ในราคาคืนละ 3,000 บาท มีผู้หญิง 2 คน และผู้ชาย 3 คน ส่วนใหญ่ในคณะล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุ อดีตพระยันตระแต่งกายชุดจีวรสีเปลือกมังคุดด้านใน ห่มจีวรสีเขียวทับอีกชั้น หนวดยาวเฟิ้มรกรุงรัง ผมยาวสีขาวผูกมัดรวมไว้ด้านหลัง รูปร่างอ้วนขึ้นกว่าเดิม หน้าตาอวบอิ่ม เดินมาที่เคาน์เตอร์ใช้ชื่อเปิดห้องพักว่านายวินัย อัมโร อายุ 63 ปี และญาติอีกคนใช้ชื่อนางสำลี กองกมล อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1081/1 ถนนเสมาทอง ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ทั้งหมดเข้าไปพักผ่อนแบบเงียบๆและตอนสายคณะอดีตพระยันตระนั่งรถตู้ของรีสอร์ตไปเที่ยวชมดูโลมาสีชมพู ที่บริเวณหาดแหลมประทับแล้วกลับเข้าห้องพัก

พนักงานต้อนรับเผยอีกว่า ตลอดเวลาที่อดีตพระยันตระเข้าพักในรีสอร์ตจะพูดคุยกับพนักงานด้วยไมตรีจิตที่ดีโดยตลอด ใช้คำแทนตัวเองว่าอาตมาตลอดเวลา พร้อมเล่าว่า อาตมาเป็นคน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อ 20 ปีที่แล้วย้ายไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งที่ประเทศอเมริกา ถูกรถชนที่อเมริกาได้รับบาดเจ็บจนต้องดามเหล็กที่ขา อาตมาจากบ้านเกิดไปนานกว่า 20 ปี เพิ่งกลับมาเยี่ยมญาติโยมที่ อ.ปากพนัง แล้วเดินทางมาพักผ่อนที่ อ.ขนอม จากนั้นจะไปที่ จ.ภูเก็ต อีกหลายวันก่อนจะเดินทางกลับอเมริกา

วันเดียวกัน สำนักข่าวโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นำเสนอข่าวอดีตพระยันตระแต่งกายคล้ายผู้ทรงศีล เดินทางไปรับประทานอาหารร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช อดีตพระยันตระเปิดเผยว่า การกลับมาครั้งนี้เพื่อเยี่ยมพระครูสุธรรมาจารย์ หรือพ่อท่านเชื่อง เจ้าอาวาสวัดรัตนาราม บ้านบางบ่อ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระอุปัชฌาจารย์ หลังทราบข่าวว่าอยู่ในวัยชราภาพมาก และจะเดินทางกลับสหรัฐฯในวันที่ 13 พ.ค. ขณะเดียวกันระบุว่า คดีความต่างๆสิ้นสุดลงแล้ว หลังบ้านเมืองสงบจะกลับมาอยู่ไทยเป็นการถาวร โดยจะพำนักศูนย์ปฏิบัติธรรม จ.กาญจนบุรี ที่ไหนไม่เหมือนเมืองไทย คงจะไปอยู่ที่เมืองกาญจน์ และคงได้ไปมาเยี่ยมเยียนโดยเฉพาะบ้านเกิดที่ อ.ปากพนัง

นายพิเชษฐ์ กล้าสุคนธ์ นายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย. เดินทางไปหาอดีตพระยันตระที่บ้านอยู่ข้างวัดรัตนาราม เขตเทศบาล เมืองปากพนัง พูดคุยสอบถามทราบว่าท่านมาเยี่ยมญาติ และมากราบหลวงพ่อเชื่องหรือพระอาจารย์เชื่อง เจ้าอาวาสวัดรัตนาราม หรือวัดบางบ่อ โดยวันที่ 22 เม.ย. จะไปเยี่ยมญาติโยมที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นจะเดินทางไปที่ จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจร่างกายและทำฟัน รวมถึงไปปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน ด้วย โดยจะเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 13 พ.ค.นี้

นายคุณัญพงษ์ ทหารไทย ผอ.สำนักงาน พระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตรวจสอบข้อมูลกรณีอดีตพระยันตระระบุว่าเดินทางเข้ามาเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด สอบถามไปยังนายอำเภอปากพนัง แจ้งว่า อดีตพระยันตระมาปรากฏตัวจริงในพื้นที่ โดยมีผู้พบเห็นในช่วงสงกรานต์เพื่อให้ผู้ศรัทธารดน้ำ จากนั้นอดีตพระยันตระออกจากพื้นที่ อ.ปากพนัง ไปโดยไม่ได้แจ้งว่าจะเดินทางไปที่ไหนต่อ โดยจะรายงานเรื่องนี้ให้นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรับทราบต่อไป

ขณะที่นายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความ เผยว่า กรณีอดีตพระยันตระไปปรากฏตัวหลังคดีหมดอายุความ คดีนี้เป็นข่าวดังในประเด็นเรื่องมีเพศสัมพันธ์กับหญิง แล้วทางมหาเถรสมาคมเอาโทษ แต่อดีตพระยันตระหนีไปต่างประเทศ มีการพูดหมิ่นพระสังฆราชเป็นความผิดทางพระไม่มีโทษทางอาญา ส่วนความผิดเรื่องหมิ่นนั้น มี 2 ประเด็น คือ หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ถ้าพูดหมิ่นพระสังฆราชในกรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานมหาเถรฯก็เป็นหมิ่นเจ้าพนักงานที่มีโทษสูงกว่า มีอายุความเพียง 10 ปี นับเวลาเกิดเหตุเมื่อปี 39 คดีขาดอายุความแล้วจะรื้อฟื้นคดีอีกไม่ได้ เว้นแต่จะกล่าวหาในข้อหาอื่นๆที่คดียังไม่ขาดอายุความ ขณะนี้ อดีตพระยันตระคงอยู่เงียบๆไม่กล้ารับนิมนต์ เพราะอาจผิดข้อหาอื่นๆ ได้ ส่วนเรื่องแต่งกายเลียนแบบสงฆ์หรือไม่ เท่าที่ดูรูปเห็นว่าน่าเหมือนฤาษีมากกว่า ตำรวจคงเห็น เหมือนกันสรุปตอนนี้คงยังเอาผิดอะไรไม่ได้

ด้าน พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.สตม. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย. อดีตพระยันตระพร้อมคณะเดินทางด้วยรถตู้ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จ.สงขลา อดีตพระยันตระถือหนังสือเดินทางประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ชื่ออมโรภิกขุ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบว่าเป็นบุคคลต้องห้าม เอกสารถูกต้องจึงให้ ผ่านเข้าประเทศ

สำหรับคดีของอดีตพระยันตระเมื่อปี 2537 ชื่อของ “พระยันตระ อมโรภิกขุ” หรือพระวินัย อมโร อายุ 40 ปี เป็นพระชื่อดังชาวบ้านศรัทธาเลื่อมใสตั้งแต่เป็นนักพรตฤาษี กระทั่งอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในธรรมยุติกนิกายปี พ.ศ.2517 ที่วัดรัตนราม อ.ปากพนัง มีลูกศิษย์มากมาย ต่อมาอดีตพระยันตระตกเป็นข่าวโด่งดังหลังจากมีสีกากลุ่มหนึ่งร้องเรียนไปยังกรม การศาสนาว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม เพราะไป ล่อลวงสีกาเสพเมถุนจนหญิงตั้งครรภ์ เป็นข่าวช็อกวงการศาสนา จนถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาให้พ้นจากความเป็นพระ แต่อดีตพระยันตระไม่ยอมรับมติสงฆ์ ด้วยการปฏิญาณตนว่ายังเป็นพระภิกษุและเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเขียวหนีไปอยู่ต่างประเทศ คดีความผ่านไป 20 ปีจึงหมดอายุความ

24 เม.ย. 2557 07:22 ไทยรัฐ