วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอย'พระยันตระ'ผ้าเหลืองฉาวสะเทือนศาสนา

ย้อนเวลากลับไปกว่า 20 ปี มีภิกษุรูปหนึ่งได้รับความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมถึงนักการเมืองระดับชาติ ที่ปรารถนาอยากจะไปกราบไหว้ พระหนุ่มรูปงาม นามไพเราะ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ถึงขนาดครั้งหนึ่งที่สนามหลวง มีกำหนดการจะเดินทางมาเทศนาธรรม ปรากฏว่า พุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศแห่แหนเข้ามาจองพื้นที่เพื่อฟังธรรม จนทำให้ท้องสนามหลวงแน่นขนัดภายในช่วงพริบตา ภิกษุผู้ได้รับความศรัทธาที่ว่า คือ "พระยันตระ อมโรภิกขุ"

แต่ท่ามกลางความเลื่อมใสและความศรัทธาขยายวงกว้างไปนั้น กลับต้องมาสั่นสะเทือน เมื่อปี 2537 ชื่อของ "พระยันตระ" ในวัย 40 ปี (ในขณะนั้น) กลายเป็นข่าวดังขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เมื่อมีสีกากลุ่มหนึ่งร้องเรียนไปยังกรมการศาสนาว่า พระยันตระ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ เพราะได้ไปล่อลวงสีกาชื่อผู้หนึ่ง ไปเสพเมถุนจนตั้งครรภ์ และคลอดบุตรสาวออกมา โดยสีกากลุ่มนี้ได้งัดเอาเทปสนทนาระหว่างพระยันตระกับนางจันทิมา (สงวนนามสกุล) ออกมาใช้เป็นหลักฐานประกอบด้วย ซึ่งข้อหาดังกล่าวที่กลุ่มสีการ้องเรียนนั้น รุนแรงถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิก!

ท้าตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ความจริง !?!

เมื่อพระยันตระ ถูกร้องเรียนในข้อกล่าวหาใหญ่ถึงขั้นผ้าเหลืองหลุดเช่นนี้ นักข่าวจึงไปซักถามเพื่อหาความจริง แต่พระยันตระ ตอบปฏิเสธ ทำให้สื่อมวลชนทำการขุดคุ้ยหาหลักฐาน กระทั่งเกิดความไม่ชอบมาพากล เมื่อหญิงสาวคู่กรณีได้ขอท้าพิสูจน์ความจริงด้วยการตรวจดีเอ็นเอกับบุตรสาวที่คลอดออกมา ซึ่งสมัยนั้นการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อกับลูก ถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยอยู่มาก แต่ว่าพระยันตระกลับปฏิเสธที่จะเจาะเลือดตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ

หลักฐานเริ่มปรากฏ!!

เวลาผ่านไปข่าวและพยานหลักฐานต่างๆ ก็ถูกเผยออกมา เช่น ใบเสร็จบัตรเครดิต ที่ญาติโยมอุปัฏฐากถวายให้ แต่ในเสร็จถูกระบุว่า ผู้ถือบัตรนำไปใช้ในสถานบริการอาบอบนวด ในประเทศต่างๆ อาทิ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมทั้งหลักฐานการเปิดม่านรูด และเช่ารถร่วมกับสตรีเพียงสองต่อสอง กระทั่งพระยันตระ ได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะพิจารณาได้ความว่าเขาต้องอาบัติหนักดังที่ถูกฟ้องร้อง แต่พระยันตระไม่ยอมรับมติสงฆ์ ด้วยการปฏิญาณตนว่ายังเป็นพระภิกษุและเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเขียว ทำให้ถูกสื่อมวลชนตั้งฉายาว่า "จิ้งเขียว","สมียันดะ","ยันดะ" เป็นต้น

จากกระแสที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักของสังคม สุดท้ายอดีตพระยันตระ จึงตัดสินใจแอบเดินทางไปต่างประเทศ พร้อมบริวารส่วนหนึ่งโดยมาทราบภายหลังว่าเดินทางไปอยู่ที่ เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปลูกสำนักชื่อสุญญตาราม โดยได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง จึงสามารถพักอาศัยอยู่ได้โดยไม่ถูกดำเนินคดี

อดีตพระยันตระ เดิมชื่อ นายวินัย ละอองสุวรรณ เป็นชาวนครศรีธรรมราช ก่อนอุปสมบทเป็นนักพรตฤาษีอยู่หลายปี จนเข้าอุปสมบท ที่วัดรัตนาราม อ.ปากพนัง ในคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2517 จากนั้นออกเดินทางแสดงพระธรรมเทศนาจนมีชื่อเสียง และผู้คนศรัทธากันทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีผู้ศรัทธาสร้างสำนักวัดถวายเขาหลายแห่ง โดยทุกวัดที่สร้างจะใช้คำว่า "สุญญตาราม" ประกอบด้วยเสมอ เช่น วัดป่าสุญญตาราม กาญจนบุรี สำนักวัดป่าสุญญตาราม วัดป่าสุญญตาราม เมืองบันดานูน รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

เรื่องได้เงียบหาย!!

ทั้งนี้ แม้อดีตพระยันตระจะถูกตีแผ่เรื่องฉาว และได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ชีวิตของอดีตพระยันตระก็ไม่ได้ลำบาก ตรงกันข้าม เขากลับมีชีวิตที่สุขสบาย พักอยู่ภายในสำนักสุญญตาราม เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีคนบริวารคนสนิทคอยดูแลรับใช้ จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายปีข่าวต่างๆ ก็เริ่มเลือนหายไป

แต่แล้ววันนี้มีกระแสฮือฮาขึ้นอีกครั้ง เมื่ออดีตพระยันตระ เดินทางกลับเข้าประเทศ ในฐานะคนปกติไม่มีคดีความติดตัว เนื่องจากคดีได้หมดอายุลง โดยมาพักที่บ้านเกิด ในตัวอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเปิดบ้านสอนธรรมมะซึ่งมีประชาชนที่ยังมีจิตศรัทธาแห่เข้ามาฟังธรรมกันเป็นจำนวนมาก

โดยอดีตพระชื่อดัง เผยต่อญาติโยมพุทธบริษัทที่เข้าฟังธรรม ว่า...ขอให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรม อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า

จากวันนั้นจนวันนี้นับสองทศวรรษคดีความที่ถูกร้องเรียนไปยังกรมการศาสนาได้หมดอายุลง แท้จริงแล้วใครถูกหรือใครผิด คนที่รู้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นคู่กรณี แต่ขึ้นชื่อว่า"บาปกรรม"แม้แต่มนุษย์คนไหนก็ไม่มีทางหลุดพ้น 

 

ย้อนเวลากลับไปกว่า 20 ปี มีภิกษุรูปหนึ่งได้รับความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมถึงนักการเมืองระดับชาติ ที่ปรารถนาอยากจะไปกราบไหว้ พระหนุ่มรูปงาม นามไพเราะ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต 24 เม.ย. 2557 04:43 ไทยรัฐ