วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชี้ 'การศึกษาไทย' ไม่เท่าเทียม เด็กเรียนหนักเอาไปใช้ไม่ได้

"เอแบคโพลล์" ชี้ เด็กไทยเห็นว่าการศึกษาไทยมีโอกาสและมาตรฐานไม่เท่าเทียม เรียนหนัก แต่ใช้ประยุกต์ในชีวิตประจำวันไม่ได้ นักวิชาการด้านการศึกษาจี้ซ้ำ ต้องเปลี่ยนระบบการสอน "ตั้งเด็กเป็นศูนย์กลาง"...

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิพัฒนาไท ร่วมกันแถลงข่าว "เด็กและเยาวชนอยากเปลี่ยนแปลงอะไรจากระบบการศึกษาไทย"

ดร.ปรีชา เมธาวัสภาคย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า จากการสำรวจเด็กและเยาวชนไทยอยากเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากการศึกษาไทย โดยสำรวจเด็กและเยาวชน อายุ 14-18 ปี 17 จังหวัด จำนวน 4,255 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-15 เม.ย. พบว่าร้อยละ 58.9 เห็นว่า โอกาสและมาตรฐานทางการศึกษาของไทยไม่เท่าเทียม ร้อยละ 58.7 เห็นว่าเด็กไทยเรียนหนักมากที่สุดในโลก แต่ไม่สามารถนำเอาความรู้ในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

นอกจากนี้ ร้อยละ 56.7 เห็นว่า การแนะแนวการศึกษาไทยยังไม่ทั่วถึง ร้อยละ 54.8 ระบุเด็กไทยไม่ได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน และร้อยละ 53.1 ระบุว่า การเรียนการสอนเป็นแบบที่เริ่มต้นจากความรู้ในหนังสือและจบลงที่ข้อสอบตามลำดับ คำถามลำดับแรกที่เด็กอยากจะถามครูมากที่สุด ร้อยละ 25 เป็นคำถามเกี่ยวกับวิธีการสอนของครู เช่น "ทำไมครูไม่หาวิธีการสอนที่สนุกและไม่น่าเบื่อ? ทำไมเวลาสอนต้องอ่านตามหนังสือ? ครูมาสอนหนังสือ หรือมาอ่านหนังสือให้นักเรียนฟัง? และทำไมสอนในห้องเรียนไม่รู้เรื่องแต่สอนพิเศษรู้เรื่อง?" และร้อยละ 21.2 เป็นคำถามเกี่ยวกับการสั่งการบ้าน/สั่งงาน ร้อยละ 14.7 คำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของครู

"เด็กเยาวชนมากกว่า 2 ใน 3 อยากให้เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนในปัจจุบัน เพราะหลักสูตรเน้นเนื้อหาทฤษฎีมากกว่าการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งพบว่าเด็กต้องเรียนหนักวันละ 7-8 คาบ ในขณะที่ความรู้ที่ใช้สอบกลับได้มาจากการเรียนพิเศษ ร้อยละ 65.1 เห็นว่าการเรียนพิเศษเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตการเรียนทุกวันนี้ เนื่องจากทำให้เข้าใจเนื้อหายิ่งขึ้น ได้ความรู้เพิ่มเติมจากที่โรงเรียนไม่ได้สอน ส่งผลให้เมื่อพิจารณาความสุขต่อรูปแบบการเรียนการสอนตามระบบการศึกษาในปัจจุบันพบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.78 จากคะแนนเต็ม 10" ดร.ปรีชา กล่าว

ทางด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลสำรวจได้สะท้อนข้อเท็จจริงทางการศึกษาไทยที่เด็กถูกกระทำจากระบบการศึกษา โดย 70-80% สะท้อนความคิดว่า ทนไม่ได้และเป็นความทุกข์จากระบบการศึกษาที่ไม่ยุติธรรม ไม่เหมาะกับชีวิตจริง เป็นความรู้สึกที่เด็กไม่มีทางเลือก และต้องต่อสู้กันเองบนระบบการศึกษาแบบลู่เดียว ดังนั้น ผู้ใหญ่ควรกลับมามีสติ คิดทบทวนปฏิรูปการศึกษาใหม่ โดยคืนโอกาสให้เด็ก เปลี่ยนจากระบบผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลางเป็นเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กได้เรียนรู้ เข้าใจตนเอง ประกอบอาชีพได้ มีความสุขในสิ่งที่เรียนรู้ มีคนเข้าใจในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน จึงไม่ควรปิดกั้นความหลากหลาย

ขณะที่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการ สสค.คนที่ 2 ระบุว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป คือ เด็กมีสมาธิสนใจในเนื้อหาไม่เกิน 25 นาที หลังจากนั้นสมาธิหมด การสอนจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการสอน หมดเวลากับการสอนแบบบรรยายและจด ครูจึงต้องเรียนรู้เอาความน่าเบื่อหน่ายออกไป เช่น การนำเทคโนโลยีในการสื่อสาร อย่างไลน์ เฟซบุ๊ก เป็นเครื่องมือช่วยสอน ส่วนการเรียนพิเศษมองว่ายังเป็นค่านิยมในเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือแม้แต่อินเดียที่เด็กนิยมกวดวิชา เพราะตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยและการเรียน เพื่อสอบก็ไม่สามารถแก้ระบบกวดวิชาได้ ซึ่งการศึกษาแถบตะวันตกจะมีแนวคิดให้เยาวชนออกไปทำงานก่อน แล้วกลับเข้ามาเรียน แต่ในระบบการศึกษาไทยหากออกจากระบบไปแล้ว โอกาสกลับเข้ามาอีกครั้งถือเป็นเรื่องยาก.

"เอแบคโพลล์" ชี้ เด็กไทยเห็นว่าการศึกษาไทยมีโอกาสและมาตรฐานไม่เท่าเทียม เรียนหนัก แต่ใช้ประยุกต์ในชีวิตประจำวันไม่ได้ นักวิชาการด้านการศึกษาจี้ซ้ำ ต้องเปลี่ยนระบบการสอน "ตั้งเด็กเป็นศูนย์กลาง"... 23 เม.ย. 2557 19:13 24 เม.ย. 2557 02:46 ไทยรัฐ