วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟังเยาวชนเวียดนาม เรื่องประชาคมอาเซียน

โดย

“โหมด-ฮาย-บา-โย-หนึ่ง-สอง-สาม-ไชโย”

“เวียดนามจะผุดสนามบินใหญ่กว่าสุวรรณภูมิภายใน 4 ปี ที่เมืองโด่งไน ห่างจากโฮจิมินห์ไปประมาณ 40 กม. รัฐบาลยังอนุมัติให้มีรถไฟความเร็วสูงชนิดหัวกระสุน และโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ด้วย” น.ส.เหวียง เฟือง งา บอก

น.ส.เหวียง เฟือง งา อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดด่องทาบ จบปริญญา ตรีเอกภาษาไทย จากภาคภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยสังคมมนุษยศาสตร์ ณ นครโฮจิมินห์ เธอบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มระหว่างเข้าร่วมพบปะระหว่างนักธุรกิจไทยนำโดยนายสักกฉัฐ ศิวะบวร แห่ง บ.ไอบริก จก. และนายเหงียน ถัน ดาว (Nguyen thanh dao) หัวหน้านักธุรกิจชาวเวียดนาม ณ โรงแรมโนโวเทล ไซ่ง่อน เซ็นเตอร์

เมื่อถามว่า โครงการใหญ่ไฉนรัฐบาลเวียดนามทำได้รวดเร็วนัก เธอยิ้มก่อนตอบว่า “เวียดนามไม่เหมือนประเทศไทย บ้านเรารัฐบาลจะทำอะไรที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน หลังพูดคุยกันแล้วก็ทำได้เลย เพราะบ้านเราเป็นสังคมนิยมและไม่มีเอ็นจีโอ”

การพบของนักธุรกิจป้ายและสื่อโฆษณาระหว่างไทยกับเวียดนาม ต่างจับคู่คุยเพื่อหาลู่ทางธุรกิจระหว่างกัน หลังการพบปะนายสักกฉัฐ ศิวะบวร หัวหน้านักธุรกิจไทย บอกว่า เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังอยู่ในขาขึ้น เนื่องจากมีนักลงทุนเข้ามาก่อนหน้านี้มากแล้ว จึงรู้แนวทางมาก่อน ส่วนธุรกิจป้ายและสื่อโฆษณา “เขาเห็นผลงานของเราแล้วก็อยากได้มาจัดแสดงที่เวียดนาม เขายอมรับว่า เรามีความคิดสร้างสรรค์ล้ำไปมาก”

ลู่ทางที่มองเห็น “เราไม่มีชายแดนติดกัน ความคุ้นเคยเรากับเขามีบางอย่างต้องเรียนรู้ อย่างภาษาเรากับเวียดนามมีภาษากลางเป็นภาษาอังกฤษ เราไม่ได้แข็งแกร่ง เขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งจริงจังนัก เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่าคนเวียดนามรู้ภาษาไทย คนไทยรู้ภาษาเวียดนามมีอยู่ เราคงต้องทลายกำแพงภาษา เพื่อให้สื่อสารตรงกัน ประการที่สอง วัฒนธรรม วิถีชีวิตของเขามันเร่งรัด ต่อสู้หนักมาก อย่างการจราจร ถ้าเป็นผมขับรถที่นี่คงไม่ได้ เขามีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น เมื่อคุณจะข้ามถนนก็ข้ามไป รถบนถนนจะชะลอให้เอง แต่ถ้าใช้วิธีที่บ้านเรา คือต้องรอจนพร้อมแล้วค่อยข้าม เราคงไม่ได้ข้าม เช่นเดียวกับการทำการค้า ถ้าเราไม่เข้าใจวิถีชีวิตเขา ไม่เข้าใจว่าตอนไหนเขาจะหยุด ตอนไหนเขาจะเคลื่อน เราคงไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้วัฒนธรรม การใช้ชีวิต เป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญเรื่องเงินๆ ทองๆ บ้านเรามีธนาคารชัดเจน แต่เขาใช้เงินสดอยู่มาก การทำธุรกรรมทางการเงินจึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา”

การเตรียมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติและรับประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.2558 ของเวียดนาม สัมผัสกลิ่นอายได้ตั้งแต่แรกแตะสนามบินตัน เซิน ยัต ผู้โดยสารในประเทศอาเซียนทุกคนไม่ต้องกรอกใบเข้าประเทศเหมือนก่อนอีก เพียงยื่นพาสปอร์ตที่ไม่ต้องขอวีซ่าให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ก็ยืดอกเข้าเวียดนามได้

“เขามีการแก้ไขกฎระเบียบให้พร้อม มีการประชุมในกรอบของอาเซียนเพื่อกำหนดแนวทางต่างๆมากมาย” พรรณพิมล สุวรรณพงศ์ กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์บอก และเสริมว่า “แม้การประชาสัมพันธ์ของเขาไม่เท่าบ้านเรา แต่ความพร้อมของเขามี เพราะเขาเป็นประเทศที่มีสภาพสังคม วัฒนธรรมรวมศูนย์ จึงขับเคลื่อนได้ง่าย”

ภาคการศึกษา การศึกษาของเวียดนาม ขั้นตอนมีมาแต่สมัยฝรั่งเศสเป็นระบบสากลอยู่แล้ว อาจจะไม่ต้องปรับอะไรมาก นักศึกษาเรียนภาษาเพื่อนบ้านและเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่วนภาคประชาชนก็มีการตั้งสมาคมเวียดนามอาเซียนขึ้นมารองรับ

ระบบการบริหารขั้นพื้นฐาน “เรื่องความพร้อม นครโฮจิมินห์พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่จังหวัดต่างๆ ถนนแคบมาก เขากำลังพยายามไปขยายและขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เสริมถนนเชื่อมจังหวัดต่างๆ น่าจะเกิน 4 ปีเสร็จ แต่ที่เขาพยายามมากคือ ส่งเสริมการขนส่งทางทะเล เวียดนามมีแผ่นดินยาวขนานกับทะเล การใช้ทางนี้ช่วยให้ประหยัด และยังตรงกับความต้องการของนักธุรกิจไทยด้วย”

สำหรับการเตรียมคน น.ส.เหวียง เฟือง งา หนึ่งในเยาวชนผลผลิตรองรับประชาคมอาเซียนบอกว่า หนุ่มสาวชาวเวียดนามมักเลือกเรียนเกี่ยวกับภาษา เศรษฐกิจและเทคโนโลยี ส่วนใหญ่เน้นไปที่เทคโนโลยีกับเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลเวียดนามส่งเสริมให้เรียนเทคโนโลยีเป็นคู่แข่งกับอินเดีย และมีนโยบายส่งออกบุคลากรทางเทคโนโลยีอีกด้วย

สำหรับเหวียง เฟือง งา ที่เลือกเรียนภาษาไทยเพราะว่า “เมื่อจบมัธยม เห็นคนสมัครเข้าเรียนเกาหลีกับญี่ปุ่นมาก คิดว่าถ้าจบไปแล้วจะไปแข่งหางานกับเขาไหวหรือเปล่า มหาวิทยาลัยอื่นๆก็มีอีก มองเห็นว่าเราเรียน 4 ปีมีนักศึกษาเรียนอยู่แค่ 20 คนเอง เมื่อบริษัทคนไทยเข้ามา พวกหนูก็มีงานทำกันทุกคนแล้ว”

เธอตราไว้ในดวงจิตว่า ระหว่างเรียนได้ทุนรัฐบาลไทยให้มาอยู่ในเมืองไทย 1 เดือน เห็นว่าเมืองไทยมีระบบจราจรดีกว่าโฮจิมินห์มาก ตึกในประเทศไทยใหญ่กว่า แต่ถ้าดูศักยภาพในเรื่องทรัพยากร เวียดนามยังอุดมสมบูรณ์กว่า “เมืองไทยอาหารรสจัด อากาศร้อน แต่ดีเป็นประชาธิปไตย คนยิ้มแย้มแจ่มใส และเงินเดือนดีกว่าเวียดนามด้วย”

การเรียนภาษาในเวียดนาม “เด็กเวียดนามต้องรู้ภาษาอังกฤษ เรียนกันมาตั้งแต่ชั้นประถม เวลาสมัครงานต้องเก่งภาษาอังกฤษกับเทคโนโลยีถึงจะได้งานทำ เวียดนามใช้ตัวอักษรโรมันอยู่แล้ว เมื่อเรียนภาษาอังกฤษก็จะง่ายกว่าคนใช้ภาษาอื่นเรียน”

ถ้า “เป็นรุ่นพ่อ แม่จะเก่งภาษาจีนกับภาษาฝรั่งเศส รุ่นหนูไม่มีแล้ว รุ่นหนูเก่งภาษาญี่ปุ่นกับเกาหลี เพราะทั้งสองประเทศหันมาลงทุนในเวียดนามมาก คนเกาหลีกับญี่ปุ่นส่วนหนึ่งมาจากเมืองไทยที่เกิดน้ำท่วมเมื่อปี พ.ศ.2554”

การเข้าประชาคมอาเซียนของเวียดนาม เหวียง เฟือง งา บอกว่า ประการแรก หวังว่าประเทศยากจนอย่างเวียดนามจะหางานทำที่ประเทศอื่นได้ง่าย ประการที่สอง คนเวียดนามจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจของหลายประเทศ และประการที่สามด้านการเมือง “ตอนนี้ เวียดนามกำลังขัดแย้งกับจีนในทะเลจีนใต้ ถ้าเรารวมกันเป็นอาเซียนจะเป็นกลุ่มการเมือง คุยกันสะดวกกว่า ส่วนเรื่องการส่งออกข้าว จะทำ ให้เราไม่แย่งตลาดกัน”

สรุปแล้ว “เวียดนามได้ประโยชน์หมดเลย เพราะเด็กเวียดนามเก่งด้านเทคโนโลยี เก่งภาษาอังกฤษ จึงเกิดความมั่นใจในการหางานทำในประเทศอื่น คนเวียดนามมีประมาณ 90 ล้านคน เป็นชาวนาส่วนใหญ่ยากจนประมาณ 70 ล้านคน ทำให้มีโอกาสในชีวิตมากขึ้น”

เมื่อถามถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น “เวียดนามเป็นพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียว คุมสื่อไว้เกือบจะทั้งหมด แต่รัฐบาลให้ลงข่าวพม่ากับไทย” เธอเน้นว่า “ข่าวเมืองไทยลงบ่อยเพราะเห็นว่าไทยเป็นเป้าหมายที่เวียดนามจะพัฒนาเศรษฐกิจให้เท่าเทียม”

แล้วเยาวชนไทยเราเตรียมรับประชาคมอาเซียนอย่างไร.

23 เม.ย. 2557 11:21 23 เม.ย. 2557 11:55 ไทยรัฐ