วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศอ.รส. ยกจดหมาย'อุกฤษ'กดดัน ศาลรธน. แนะควรหยุดปฏิบัติหน้าที่

ศอ.รส.ยกจดหมายเปิดผนึก "อุกฤษ มงคลนาวิน" กดดัน ศาล รธน. ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุไร้อำนาจวินิจฉัยนายกฯ พ้นสภาพคดีถวิล

วันที่ 22 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้

เรื่องที่ 1 ศอ.รส. ได้พิจารณาจดหมายเปิดผนึก 2 ฉบับของศาสตราจารย์ ดร. อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ หรือ คอ.นธ. ซึ่งในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1 กล่าวถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยกรณี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 (2) และ (3) กรณีโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 (7) โดยศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการรับคำร้องให้พิจารณากรณีดังกล่าว เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ได้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 และการโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ก็เป็นการใช้อำนาจบริหารตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัย และมีคำวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรีกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ก็ไม่มีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) และไม่มีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) เนื่องจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นๆ นั้น พระมหากษัตริย์ทรงได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะสิ้นสุดลง หรือรัฐมนตรีทั้งคณะจะพ้นจากตำแหน่ง ก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น

ส่วนในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2 ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ ได้ให้ความเห็นว่า กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เนื่องจากการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันเป็นการใช้ข้อกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว โดยมิได้ตราขึ้นเป็นกฎหมาย โดยองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังเช่น กระบวนพิจารณาของศาลอื่นๆ เช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา และศาลปกครอง

ดังนั้น ในเมื่อการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ดำเนินการไปโดยความยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่ถือว่าเป็นเด็ดขาด ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงควรที่จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนไว้ก่อน จนกว่าจะได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้อง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือหลักนิติธรรม

อนึ่ง ศอ.รส. ขอเรียนว่า ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับแถลงการณ์ ศอ.รส. ฉบับที่ 1 และแสดงให้เห็นว่าความกังวลของ ศอ.รส.ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ อาจวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญนั้น มิได้เป็นการคาดการณ์ที่ไร้มูลความจริง และ ศอ.รส. มิได้มุ่งหวังที่จะก้าวก่าย ทำลายชื่อเสียงหรือความเชื่อถือศรัทธาของศาลรัฐธรรมนูญตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ในทางกลับกัน หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีนี้อย่างตรงไปตรงมาตามข้อกฎหมาย ก็จะเป็นการพิสูจน์เองว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และจะได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน

เรื่องที่ 2 ตามที่ได้มีการออกแถลงการณ์ ศอ.รส. ฉบับที่ 1 นั้น ศอ.รส. ห่วงใยว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่ประเด็นก่อให้เกิดความรุนแรง ระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายต่างๆ และจากการตรวจสอบย้อนไป พบว่าเมื่อครั้งมีกรณีวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา โดยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และคณะได้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี คือ นายสมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้น โดยมีคำวินิจฉัยไว้ชัดเจน เป็นมติเอกฉันท์วินิจฉัยกรณีดังกล่าวนี้ว่า

“ผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรี ของนายกรัฐมนตรีเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181” ดังมีรายละเอียดปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 12-13/2551 ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 โดยคำวินิจฉัยนี้ ได้พิจารณาโดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกือบทุกท่าน จำนวน 8 ใน 9 ท่าน ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน

เรื่องที่ 3 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 ศอ.รส. ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวง เลขาธิการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่า รวมทั้งสิ้น 37 หน่วยงาน เพื่อแจ้งข้อสั่งการของ ศอ.รส.ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า อธิบดีหรือเทียบเท่า ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และรัฐวิสาหกิจ ดำเนินคดีอาญาและดำเนินคดีแพ่งโดยเร่งด่วนในกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมายังสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐ แล้วทำการปิดล้อม บุกรุก หรือข่มขู่ หรือทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงให้หลีกเลี่ยงการต้อนรับหรือกระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายเป็นการสนับสนุน หรือเห็นด้วยกับการกระทำของแกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด ซึ่งอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีด้วย โดยข้อสั่งการดังกล่าวของ ศอ.รส. เป็นไปตามอำนาจตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

ทั้งนี้ ศอ.รส. เชื่อมั่นว่าการสั่งการเช่นนี้จะช่วยป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย และลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

เรื่องที่ 4 ตามที่ ศอ.รส. มีข้อห่วงใยต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลานานหลายเดือนนั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าความขัดแย้งทางการเมืองได้ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่า 3 แสนล้านบาทแล้ว

ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ประชาชน ผู้เข้าร่วมชุมนุม และแกนนำกลุ่มต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด ได้ตระหนักถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ และร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยสันติวิธีโดยเร็วเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เพราะหากเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวแล้วก็ยากที่จะแก้ไขได้

 จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

ศอ.รส.ยกจดหมายเปิดผนึก "อุกฤษ มงคลนาวิน" กดดัน ศาล รธน. ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุไร้อำนาจวินิจฉัยนายกฯ พ้นสภาพคดีถวิล 22 เม.ย. 2557 15:53 ไทยรัฐ