วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เงินลงทุนไหลกลับ ต่างชาติชินการเมืองแบบไทยๆ

เงินลงทุนไหลกลับ ต่างชาติชินการเมืองแบบไทยๆ

  • Share:

วันนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีการประชุมเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งเกจิการเงินฟันธงว่า กนง.คงตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% เพราะเพิ่งลดลงมาหนึ่งสลึงเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอะไร เพราะมีการเมืองเป็นตุ้มถ่วงชาติ

การลดดอกเบี้ยอีก จึงไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แต่กลับส่งผลกระทบต่อผู้มีเงินออม

ผมคิดว่าวันนี้ นักลงทุนต่างชาติเริ่มไม่กลัวการเมืองไทย ซึ่งจะเห็นได้จาก ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 169,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท ถือเป็นเงินทุนสำรองที่มั่นคงแข็งแรงมาก ต่อให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งอีกรอบก็ยังรับมือไหว

แบงก์ชาติ ให้เหตุผลที่ทุนสำรองไทยเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ว่า น่าจะเป็นผลจากเงินทุนต่างชาติที่เริ่มทยอยกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเห็นได้จากตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิ ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจนแบงก์ชาติต้องมีการแทรกแซงเป็นระยะ

ทำไม นักลงทุนต่างชาติจึงไม่กลัวการเมืองไทยอีกต่อไป หรือมีความเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้นจนไม่กลัว จึงกล้าหวนกลับมาลงทุนในตลาดทุนไทย ทั้งๆที่การเมืองไทยก็ยังไม่มีทางออก ยังไม่รู้จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยังไม่รู้ผลการตัดสินชะตากรรมของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่รู้ว่าสองฝ่ายจะเกิดการเผชิญหน้ากันไหม ฯลฯ แม้แต่คนไทยเองก็ยัง “วิตกจริต” จนขึ้นสมอง เพราะเสพข่าวการเมืองมากเกินไป

ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจจากหนังสือ “บรรยง พงษ์พานิช เขียน” ของ คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัท หลักทรัพย์ภัทร ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในตลาดทุนไทยมาหลายสิบปีที่กำลังขายดิบขายดี ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

คุณบรรยงบอกว่า ตลาดหุ้นไทยมีขนาดประมาณ 13 ล้านล้านบาท ส่วนที่เป็น หุ้นฟรีโฟลทมีประมาณ 6 ล้านล้านบาท อยู่ในมือของ “นักลงทุนสถาบันต่างประเทศ” ที่เราเรียกรวมกันว่า “ฝรั่ง” ร้อยละ 60 ประมาณ 120,000 ล้านเหรียญ หรือ 3.6 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว พวกกองทุนเฮดจ์ฟันด์มีน้อยมาก

การลงทุนของฝรั่งเหล่านี้ ใช้ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เงินลงทุนมากกว่าร้อยละ 95 ของทั้งหมด ลงทุนอยู่ในหุ้นที่เป็นดัชนี SET 100 แต่ไม่ใช่หุ้นทุกตัว มีการหมุนเวียน 1.5 ปีต่อรอบ เช่น มีหุ้น 1 แสนล้านบาท ก็จะซื้อขายกันแค่ 7 หมื่นล้านบาทในรอบหนึ่งปี

ดังนั้นแม้ตลาดหุ้นไทยจะผูกติดกับตลาดโลก หุ้นไทยอยู่ในมือนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก แต่ คุณบรรยง บอกว่า ไม่ต้องกลัว เพราะถ้าฝรั่งขายหุ้นในมือเกินร้อยละ 10 หรือประมาณ 360,000 ล้านบาท ดัชนีราคาหุ้นไทยก็จะหล่นตุ้บลงไปอยู่ที่ 600 จุด แล้วฝรั่งก็จะหยุดขายไปเอง เผลอๆอาจต้องวิ่งเข้ามาแย่งซื้อหุ้นคืนด้วยซ้ำ ที่ขายไปไม่กี่หมื่นล้านบาท เป็นการหมุนเวียนหุ้น

ผมจึงเห็นด้วยกับคุณบรรยงว่า ไม่มีอะไรน่าตกใจ แม้ฝรั่งจะเข้าๆออกๆ แต่หุ้นส่วนใหญ่ 3.6 ล้านล้านบาท ก็ยังกำแน่นอยู่ในพอร์ตไม่เปลี่ยนแปลง แมลงเม่าไทยจึงไม่ควรตกใจ

การที่เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งมากในวันนี้ ผมเขียนย้ำอยู่เสมอว่า เป็นฝีมือของภาคเอกชนไทยโดยตรง ไม่ใช่ฝีมือรัฐบาล แต่ รัฐบาลและนักการเมืองกลับเป็นตัวถ่วงความเจริญด้วยซ้ำ ทั้งการคอร์รัปชัน การบิดเบือนกลไกตลาด ตัวอย่างชัดๆ ตลาดข้าวไทย ที่พังยับเยิน ทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก

วันนี้แม้การเมืองจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด ผมจึงอยากให้คนไทยทุกคนจงก้มหน้าก้มตาทำมาหากินเถิด และช่วยกันคนละไม้ละมือผลักดันการปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้น ช่วยกันกำจัดการคอร์รัปชันที่เป็นมอดปลวกทำลายชาติ แล้วประเทศ ชาติจะดีขึ้นเอง พวกเราคนไทยทุกคนก็จะดีขึ้นด้วย.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้