วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กะเทยกัมพูชาที่ “โรซานา บรอดเวย์”

อังคารเมื่อวานนี้ พ่อผมได้รับเชิญจากสถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ให้ไปพูดรับใช้ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรม 40 คน เรื่อง “Emerging Markets”ที่โรงแรมเดอะทวินทาวเวอร์

สองวันก่อนที่ไปพูดเรื่องนี้ มีนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งมาพบพ่อและระบายความอึดอัดใจในการไปลงทุนในประเทศรอบบ้าน เพราะนโยบายเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้านของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังหลอกหลอน ทำให้คนไทยได้รับการรังเกียจเดียดฉันท์จากผู้คนประเทศรอบบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กัมพูชา ซึ่งมีพรมแดนติดกับเพื่อนบ้านทั้งไทย เวียดนาม และลาว ยาวถึง 2,136 กิโลเมตร และเราได้รับความร่วมมือทางธุรกิจจากคนกัมพูชาน้อยกว่าคนเวียดนามมาก

ถ้ามีเวลาว่าง ท่านลองฟังนักธุรกิจไทยหลายคนพูดถึงความสัมพันธ์อันนี้ทางช่อง 3 เวลา 00.15 น.ของพุธคืนนี้ ในรายการ

“เปิดเลนส์ส่องโลก” ที่พี่ชายคนโตของผมเป็นผู้ดำเนินรายการ นักธุรกิจไทยที่ไปบุกเบิกธุรกิจที่กัมพูชาพูดไว้ชัดเจนครับ ว่าเดิมคนไทยเราเป็นจ้าวธุรกิจที่นั่น แต่พอความสัมพันธ์ไม่ดีในยุคของรัฐบาลไทยก่อนสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ธุรกิจไทยในกัมพูชาเจ๊งระเนระนาด ที่ผงาดขึ้นมาแทนก็คือ นักธุรกิจจากเกาหลีใต้ จีน และอินเดีย

นักธุรกิจไทยสมัยที่เริ่มบุกเพื่อนบ้านเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วโชคดีที่คู่แข่งมีไม่มาก แถมหน่วยงานราชการไทย ไม่ว่ากระทรวงต่างประเทศ พาณิชย์ อุตสาหกรรม ฯลฯ ต่างจัดสัมมนา พานักธุรกิจเดินทางไปตามประเทศต่างๆ เพื่อดูลู่ทางการค้าการลงทุน สมัยนั้น คู่แข่งของคนไทยในเขมรยังไม่มีมาก นักธุรกิจไทยจึงประสบความสำเร็จคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าสมัยนี้ เศรษฐีไทยสมัยนี้หลายท่านก็มีภูมิหลังจากการสร้างฐานะจากการไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน

แต่สมัยนี้ หน่วยงานราชการของไทยลดบทบาทลงไปมาก อาจจะเป็นเพราะเห็นว่ามีอินเตอร์เน็ตทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทำได้ด้วยตนเอง และอาจจะเพราะสถานการณ์ในบ้านเรามีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง พาคนไทยไปประชุมสัมมนาร่วมกับนักธุรกิจของเพื่อนบ้าน พวกเราไม่สง่าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แถมจะด้อยกว่าในเรื่องความสงบเรียบร้อยของประเทศด้วยซ้ำ

ครอบครัวผมอยู่ใกล้ชิดกับข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ สนทนากับผู้คน ทำให้เรารู้เลยว่า ปัจจุบันนี้ นักธุรกิจไทยช้าและหมดกำลังใจไปมาก สังคมไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการไปหาตลาดใหม่และการไปตักเม็ดเงินจากต่างประเทศให้เข้ามาในประเทศไทยเหมือนสมัยเมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา แต่พวกเราสนใจการเมืองเป็นหลัก นอกจากไม่หาเงินเข้าประเทศแล้ว เรายังมีค่าใช้จ่ายทางด้านการเมืองมากเกินความจำเป็น คนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่สนใจการเมือง ก็เพลิดเพลินไปกับเรื่องไร้สาระที่ไม่มีประโยชน์

หลายเดือนก่อน พ่อผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องการตลาดในกลุ่มประชาคมอาเซียนที่จังหวัดเสียมราฐของกัมพูชา หลังจากบรรยายครบ 2 รอบ 2 วันแล้ว ก็ได้มีโอกาสไปดูธุรกิจโรงละคร “โรซานา บรอดเวย์” ของนายวิชิต เทียนทองดี นักธุรกิจไทย ที่ทำโรงละครโชว์ผลงานของสาวประเทศสองของเขมรปรากฏว่าไปได้ดีมากครับ

เดิมคนเพศที่ 3 ในกัมพูชาได้รับการต่อต้าน ใครมีลูกหลานเป็นคนเพศที่ 3 จะอับอายขายหน้าและเป็นปมด้อยของสังคม แต่หลังจากที่คุณวิชิตไปบุกเบิกโรงละครของคนเพศที่ 3 ทำเพียงไม่กี่ปี ก็ทำให้คนเพศที่ 3 ลืมตาอ้าปากได้ มีงานทำ มีเกียรติเมื่อก่อน

สถานีโทรทัศน์เขมร ห้ามนำคนเพศที่ 3 มาออกรายการต่างๆแต่ตอนนี้ ทุกช่องแย่งกันเชิญแล้วครับ

คุณวิชิตมีเทคนิคในการไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างคิดนอกกรอบ ไม่ไปแข่งในตลาดที่คนเกาหลีใต้ จีน อินเดีย และเวียดนาม กำลังแย่งกัน แต่คุณวิชิตเอาธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วในประเทศไทยไปปรับใช้ ปรากฏว่าได้ทั้งเงิน ได้ทั้งบุญที่ทำให้ครอบครัวที่มีบุคคลเพศที่ 3 อยู่ สามารถอยู่ในสังคมเขมรได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี

พี่ชายผมสนใจเรื่องการไปลงทุนในกัมพูชาแบบคิดนอกกรอบของคุณวิชิตมาก มากขนาดนำมาทำรายการสารคดี และจะแพร่ภาพรับใช้ท่านทั้งหลายในพุธคืนนี้ทางช่อง 3

ท่านใดพลาดสารคดีตอนนี้ น่าเสียดายเหลือเกินครับ.

 

คุณนิติ นวรัตน์

22 เม.ย. 2557 09:21 22 เม.ย. 2557 09:21 ไทยรัฐ