วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สแกน 3 ขุนพลใหม่เอี่ยมบอร์ดแบงก์ชาติ ใครพวกไหน รู้กัน!

สแกน 3 ขุนพลใหม่เอี่ยมบอร์ดแบงก์ชาติ ใครพวกไหน รู้กัน!

  • Share:

ภายหลังจาก นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ลงนามแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ "แบงก์ชาติ" คนใหม่ทั้ง 3 คน เพื่อมาทำหน้าที่แทนคนเก่าที่ครบวาระไปแล้ว แต่สุดท้าย  ก็หนีไม่พ้นความเคลือบแคลงสงสัยในตัวของบอร์ดแบงก์ชาติป้ายแดงเหล่านี้

กระนั้นเอง จึงไม่แปลกแต่อย่างใด หากจะมีผู้สงสัยในความเป็นมาเป็นไป รวมถึงความสามารถของผู้ที่จะมานั่งเก้าอี้บอร์ดแบงก์ชาติ เพราะด้วยภารกิจ ที่จะต้องดูแลจัดการสถานะทางเศรษฐกิจทั้งขาขึ้นและขาลงของชาติให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี

ด้วยภาระหน้าที่อันจะเกิดขึ้นในทุกขณะ แม้แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างรวดเร็วนั้น ก็ยังหนีไม้พ้นความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความไร้เสถียรภาพ ดังนั้น แบงก์ชาติจึงจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายการเงิน เพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจชะลอตัว แบงก์ชาติก็จะต้องใช้นโยบายการเงินเพื่อเสริมนโยบายการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน เพราะฉะนั้น ความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ จึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง

ทว่า ผู้ที่มานั่งเก้าอี้ของแบงก์ชาติ จึงเป็นที่จับตามอง ทั้งในแง่ของความเป็นมาเป็นไป ความเหมาะสม ความสามารถ และที่สำคัญ คือ เรื่องของสีเสื้อ!

สำหรับตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แก่ 1.นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) 2.นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 3.นายอัชพร จารุจินดา ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ 4.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ทั้งนี้ กรณีนายอัชพร ที่นั่งเป็นกรรมการ ธปท. อยู่แล้วก่อนหน้านี้ เป็นการเข้ามาในตำแหน่งของนายอำพน กิตติอำพน ที่ขยับจากกรรมการขึ้นไปเป็นประธานกรรมการ ธปท. ซึ่งต้องนับวาระต่อจากกรรมการคนเดิม

โดย ‘ไทยรัฐออนไลน์’ จะพาคุณไปเจาะประวัติ พลิกเบื้องหน้าเบื้องหลัง "อารีพงศ์-พิชัย-อนุสรณ์" ก่อนมาเป็นบอร์ดแบงก์ชาติ และมาดูกันซิว่า แต่ละคนมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง?

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม

อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม (ปลัดตุ้ม) บิ๊กข้าราชการสังเวยเก้าอี้ ฐานไม่รักษาหน้า

ประเดิมด้วยคนแรก คือ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม หรือที่คนสนิทมิตรสหายเรียกกันในนาม “ปลัดตุ้ม” แต่ก่อนเก่า นายอารีพงศ์เป็นปลัดกระทรวงการคลัง แต่ถูกเด้งกลางอากาศให้ไปนั่งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ชนิดที่ว่ายังไม่ได้แต่งตั้งใครมาดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งมีแค่เพียงรักษาการเท่านั้น แต่ก็ถูกสั่งย้ายในทันที โดยไม่รอคนใหม่

หลายฝ่ายต่างออกมาวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์โยกย้ายนายอารีพงศ์ในครั้งนั้นว่า มีสาเหตุจากอะไร สำรับผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ต่างฟันธงไปในเรื่องของแนวทางการทำงานของนายอารีพงศ์ ที่ขณะนั้นกุมบังเหียนกระทรวงการคลังอยู่ แต่ดันเดินงานสวนทางกับรัฐบาล

ส่วนเรื่องชัดๆ ที่ขัดอกขัดใจรัฐบาล ก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของการส่งหนังสือคัดค้านการประมูลคลื่น 3G โดยให้เหตุผลว่า การประมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และเหตุผลหลักในการเด้งครั้งนี้ คงจะหนีไม่พ้นประเด็นฉาวข่าวคราวจำนำข้าวนั่นเอง เพราะผู้ใหญ่เกิดอาการไม่พอใจที่ข้อมูลภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ดันไหลทะลักออกมาสู่สาธารณะเสียอย่างนั้น

แต่มิใช่ว่า ข้าราชการผู้นี้จะเดินงานค้านรัฐบาลมาตลอด เพราะก่อนหน้านี้ นายอารีพงศ์ก็ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร จนแทบจะเรียกได้ว่า ยอมจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ ทั้งในเรื่องนโยบายรถคันแรก โครงการรับจำนำข้าว หรือแม้แต่เรื่องเสี่ยงๆ อย่างการกู้เงินโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็ยังกล้าเซ็นลงนามมาแล้ว

 

นายพิชัย ชุณหวชิร

พิชัย ชุณหวชิร - นักบัญชีมือหนึ่งแห่งดูไบ

นายพิชัย ชุณหวชิร เคยได้รับตำแหน่งใหญ่ๆ มาอย่างมากมาย ชนิดที่เรียกว่า ถ่างขาควบซุปเปอร์บอร์ดมาแล้วหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (สมัยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร), ประธานกรรมการ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (สมัยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร), กรรมการอิสระ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (สมัยนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช), ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (สมัยนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช และสมัยนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์)

ไล่เรียงมาติดๆ ด้วย ตำแหน่งกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (สมัยนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร), กรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สมัยนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร), กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (สมัยนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร), รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและบัญชีองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (สมัยนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร) และยังมีอีกมากมายไล่กันแทบไม่หวาดไม่ไหว

ส่วนยศตำแหน่งที่ได้มา จะมาเพราะความสามารถ ความเชี่ยวชาญในด้านพลังงาน หรือได้มาเพราะผู้ใหญ่ให้ จุดนี้คงต้องพินิจพิเคราะห์กันเอาเองเสียแล้ว เพราะที่ผ่านมาการทำงานของชายผู้นี้ ล้วนแล้วแต่เคยทำงานอย่างใกล้ชิด หรือมีมุมมองเชิงเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นอย่างดี

ล่าสุด กับการเป็นพยานปากสำคัญของรัฐบาล ในคดีจำนำข้าว โดยฟากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการให้ นายพิชัย ชุณหวชิร ซึ่งเป็นนายกสภาวิชาชีพบัญชีแห่งประเทศไทย เข้ามาเป็นพยานชี้แจง พร้อมกับให้เหตุผลว่า การปิดบัญชีต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของนักบัญชีผู้นี้ ที่ได้รับการขนานนามว่า “มือหนึ่งบัญชี ณ ดูไบ” โดยเป็นพยานปากคำสำคัญ ที่มุ่งหมายจะมาหักล้างข้อกล่าวหา เรื่องการทุจริต และหักล้างข้อมูลการปิดบัญชีในโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ แต่สุดท้าย ป.ป.ช.ก็ตัดพยานปานเอกผู้นี้ทิ้งจนได้

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ

อนุสรณ์ ธรรมใจ - นักวิชาการที่ถูกติติงว่า "หางแดง" 

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ซึ่งมาแทนนายนนทพล นิ่มสมบุญ ที่ครบวาระเนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น นายอนุสรณ์ จึงเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาดำรงตำแหน่งแทนนายนนทพล ตามวาระที่ยังเหลืออยู่ ซึง ณ ขณะนี้ อนุสรณ์ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และเคยผ่านงานเศรษฐกิจในระดับบริหารมาแล้วหลายองค์กร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยประสบการณ์การทำงานนั้น ถ้าให้ไล่เรียงกันพอหอมปากหอมคอ ก็จะพบว่า อนุสรณ์ดำรงตำแหน่งกรรมการสถาบันปรีดี พนมยงค์, ประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), กรรมการและประธานกรรมการจัดวางระบบควบคุมภายในบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, คณะกรรมการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี

หากใครที่ติดต่ามข่าวสารบ้านเมืองอยู่บ่อยครั้ง อาจเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนักวิชาการผู้นี้อยู่บ้าง ทั้งจากการออกมาแสดงความคิดเห็นทางเศรษฐกิจ และการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

หลายฝั่งหลายฝ่ายที่รู้จักและติดตามการพูด การแสดงออกของนักวิชาการผู้นี้ ก็พอจะประเมินได้อย่างง่ายๆว่า อนสรณ์มีแนวคิดและการแสดงความเห็นที่พยายามจะเป็นสีขาว แต่คนฟัง ฟังอย่างไร ก็ดูจะเอนเอียงไปทางสีแดงเสียมากกว่า ซึ่งจะเห็นได้จากการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่ค่อนข้างจะเห็นชอบกับแนวทางของรัฐบาลอย่างผสานลงตัว

จนทำให้หลายคนมองว่า ความคิดเห็นของนักวิชาการผู้นี้ ค่อนข้างที่จะเอนเอียงไม่ใช่น้อย ทั้งจากการแสดงความคิดเห็นที่สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง แต่เมื่อพูดถึงกรอบการปฏิรูปนั้น กลับให้ความเห็นว่า อาจใช้เวลา 1-2 ปี หรือมากกว่านั้น เพราะอดีตที่ผ่านมาไม่มีประเทศไหนในโลกสามารถปฏิรูปประเทศโดยใช้เวลาได้อย่างรวดเร็ว และด้วยแนวคิด แนวทาง ที่แสดงออกมาอยู่บ่อยครั้งนั้น จึงทำให้ฝ่ายที่ไม่พอใจ ต่างเรียกขานอนุสรณ์ ว่า นักวิชาการหางแดง

ทันทีที่ได้อ่านจากประวัติ ดูหน้าดูตา ฟังแนวคิด วิเคราะห์ประสบการณ์การทำงานของแต่ละคนแล้ว พูดได้คำเดียวเลยว่า งานนี้มีหนาว!

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้