วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'สแตนดาร์ดฯ' ชี้ หลายปัจจัยหนุน ศก.ไทย ปีนี้โต 3.5%

"แบงก์สแตนดาร์ดฯ" มอง ศก.ไทยปีนี้โต 3.5% แม้เจอปัญหาการเมือง จากหลายปัจจัยหนุน ศก.โลก ฟื้น บาทอ่อนและเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า คาด กนง.ครั้งหน้ายังคงดอกเบี้ยต่อที่ 2%...

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 57 น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง จะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก มองว่าทั้งปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ถึง 3.5% ซึ่งถือว่าดีกว่าหลายหน่วยงานที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แม้จะยังไม่มีสัญญาณว่าการเมืองจะคลี่คลายในระยะอันใกล้ แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก

ทั้งนี้ เหตุผลที่เป็นปัจจัยสนับสนุนมาจาก 3 ปัจจัย 1.เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้น โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ถึง 3.4% จะส่งผลให้ประเทศที่เป็นคู่ค้าของไทย กลับมานำเข้าสินค้าจากไทยได้มากขึ้น 2.เงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะเห็นได้จากปัจจุบันในเดือน เม.ย. 2557 เงินบาทอ่อนค่าไปจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 12% ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย มีโอกาสเติบโตได้ถึง 9% และ 3.ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังอยู่ในระดับที่ดี โดยมีอัตราเฉลี่ยเดือนทางเข้าไทยมากกว่า 2 ล้านคน/เดือน และเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ หลังจากที่มีบอร์ดบีโอไอ ชุดใหม่ ซึ่งรวมไปถึงการบริโภคของภาครัฐยังคงดำเนินได้ตามปกติ แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่การเบิกจ่ายยังสามารถทำได้ต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน

ส่วนสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยคาดว่า จะอยู่ที่ระดับ 2% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% ประกอบกับประชาชนยังมีความไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และขณะนี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง มีการลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อลง ดังนั้น แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็เชื่อว่าไม่ได้ช่วยส่งผลในการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนให้เพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการประชุม กนง.ในวันพุธนี้ (23 เม.ย.) ไปจนถึงที่เหลือของปี กนง. จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2%

ขณะที่ นายคัลลัม เฮนเดอร์สัน หัวหน้าทีมวิจัยด้านการแลกเปลี่ยน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวถึงแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งปีหลัง ว่า ตลาดเกิดใหม่จะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยนักลงทุนจะเริ่มกลับมาเข้าซื้อ Local Assets ในตลาดเอเชียมากขึ้น ดังนั้น ค่าเงินในเอเชียจะกลับมาแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ มีตัวแปรสำคัญ คือ ขึ้นอยู่กับการเมืองในประเทศว่าจะคลี่คลายลงได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากยังมีความไม่ชัดเจน จะเป็นตัวกดดันให้เงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง ในช่วงไตรมาส 2 โดยมีโอกาสอ่อนค่าไปได้ถึง 33.00-33.50 บาท/ดอลลาร์ แต่หากช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น กระแสเงินทุนเริ่มไหลกลับ และการเมืองมีความชัดเจน เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยช่วงไตรมาส 4 เงินบาท น่าจะอยู่ที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์.

 

"แบงก์สแตนดาร์ดฯ" มอง ศก.ไทยปีนี้โต 3.5% แม้เจอปัญหาการเมือง จากหลายปัจจัยหนุน ศก.โลก ฟื้น บาทอ่อนและเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า คาด กนง.ครั้งหน้ายังคงดอกเบี้ยต่อที่ 2%... 21 เม.ย. 2557 19:06 ไทยรัฐ