วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดหน้าไพ่สู้กันจนยกสุดท้าย

โดย สายล่อฟ้า

ปมประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. จะชี้ผลทางคดีทั้งเรื่องสถานภาพของนายกฯและการทุจริตรับจำนำข้าวน่าจะเป็น “เงื่อนไข” สำคัญที่ทำให้การเมืองร้อนแรงขึ้นมาแบบมีได้มีเสียทั้งในแง่กฎหมายและการนำมวลชนมาเป็นพลังต่อรอง

เรียกว่าบีบให้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงทั้งการต่อสู้กันด้านกฎหมาย การเจรจา และอาจถึงขั้นปะทะกันได้ถ้าการดำเนินการใน 2 เรื่องแรกไม่สามารถหาจุดลงตัวได้

ล่าสุดนายกฯระบุว่า ถ้าหากมีคำตัดสินให้ต้องพ้นจากตำแหน่งการเมืองก็จะไม่ไปสู่ภาวะ “สุญญากาศ” อ้างว่ารองนายกฯคนใดคนหนึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่แทนได้เพื่อบริหารประเทศต่อไปจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่

หากลำดับความสำคัญของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้อย่างคร่าวๆก็คือ การต่อสู้กันในแง่กฎหมาย การผลักดันให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด การเปิดช่องว่างด้วยแรงกดดันต่างๆเพื่อให้มีการเจรจา

ถ้า 3 ขั้นตอนนี้ทำไม่ได้ คงเลี่ยงไม่พ้นที่จะเกิดการ “แตกหัก”

การที่ ศอ.รส. ออกแถลงการณ์ 7 ประการนั้นเป็นท่าทีต้องมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการสร้างแรงกดดันไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. และเดินไปไกลถึงการใช้ ม.7 มาเป็น เกมต่อรองกับฝ่ายตรงกันข้าม

แม้จะเล็งเห็นแล้วจะต้องเกิดแรงสะท้อนกลับที่เกี่ยวเนื่องกับการแทรกแซงก้าวก่ายศาลและองค์กรอิสระรวมถึงสถาบัน

ซึ่งก็เป็นไปเช่นนั้นจริงๆ

แต่เนื่องจากในทางเลือกที่ไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการอย่างนี้ เพราะอย่างน้อยก็จะทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น

แถลงการณ์ที่ออกมานั้นคงไม่ใช่เป็นการดำเนินของ ศอ.รส. อย่างโดดๆ แต่แกนนำฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เพราะเมื่อมีข้อเสนอจากนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ชูธงในประเด็น ม.7 ขึ้นมาเป็นประเด็น

พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างเป็นทางการว่าจะมีมติต่อเรื่องนี้อย่างใด มีเพียงลูกพรรคบางคนที่แสดงความเห็นในลักษณะที่ไม่เห็นด้วย แต่โดยรวมแล้วไม่ค่อยมีใครจะพูดถึงเรื่องนี้

สุดท้ายก็ประกาศท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องนี้โดย ศอ.รส. เป็นการแยกพรรคเพื่อไทยออกไปจากวงจร นั่นคงเป็นเพราะไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยดำเนินการเองอาจจะถูกร้องว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ

ถึงขั้นถูก “ยุบพรรค” ได้

นอกจากนั้นยังมีกระแสข่าวด้วยว่าการดำเนินการในลักษณะนี้จะเป็นประเด็นที่สร้างอำนาจการต่อรองเพื่อกดดันส่งผลไปสู่การเปิดประตูให้เกิดการเจรจา ด้วยเงื่อนไขการตั้งรัฐบาลแห่งชาติให้ทุกพรรคเข้ามาร่วมบริหารประเทศ

ตั้งข้อแม้ว่าผู้นำรัฐบาลจะต้องให้พรรคเพื่อไทยเห็นชอบหรือขอเป็นคนเลือกเอง ซึ่งก็เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ

ทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยอมจนถึงที่สุดเพื่อแสดงให้เห็นว่าต้องการให้สถานการณ์ทางการเมืองเดินต่อไปได้โดยไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกันจนนำไปสู่ความรุนแรงเสียเลือดเสียเนื้อ เป็นแบบว่าไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ

และน่าจะมองเห็นตัวแล้วว่าใครคือคนคนนั้น

แต่ปฏิกิริยาเล็งผลเลิศในลักษณะนี้ แทนที่จะเป็นผลดีตรงกันข้ามกับเกิดแรงต่อต้านและเกิดความร้าวฉานมากยิ่งขึ้นไปอีก

จนยากที่จะหันมาสู่เวทีเปิดการเจรจากันได้.

 

“สายล่อฟ้า”

20 เม.ย. 2557 10:04 20 เม.ย. 2557 10:04 ไทยรัฐ