วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยึดกติกาฝ่าด่านวิกฤติชาติ

นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา

ชำแหละกฎหมายบนทางวิบากการเมืองโค้งสุดท้าย

วุฒิสภามีบทบาทและอำนาจมากขึ้นในจังหวะไร้ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร สุญญากาศทางการเมืองกำลังจะเกิดขึ้น หากเปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาได้ สังคมจับตาวุฒิสภาจะมีบทบาทเข้มข้นขึ้นเป็นเงาตามตัว

บทสุดท้ายจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯได้อย่างไร ค้นหาคำตอบได้จาก นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เหลือเฉพาะวุฒิสภาทำหน้าที่ต่อเนื่อง ระหว่างที่ยุบสภาจะประชุมวุฒิสภาไม่ได้ เว้นแต่ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 (2) เป็นการประชุมทำหน้าที่พิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งใดตามบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ (3) ประชุมทำหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯกลายเป็นประเด็นย้อนแย้งในข้อกฎหมายระหว่างวุฒิสภากับรัฐบาล ที่ผ่านมานายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา มีหนังสือถึงนายกฯขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา เพื่อทรงมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญฯ

เพื่อให้วุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบนางสุภา ปิยะจิตติ เป็น ป.ป.ช.แทนตำแหน่งที่ว่างลง ตามที่คณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.ได้เสนอรายชื่อต่อวุฒิสภา กระบวนการพิจารณาให้ความ เห็นชอบต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่วุฒิสภาได้รับรายชื่อ ซึ่งระยะ เวลา 30 วัน จะครบกำหนดในวันที่ 9 พ.ค.นี้

ก่อนที่วุฒิสภาจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบนางสุภา วุฒิสภาต้องแต่งตั้งคณะกรรมาธิการทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ พฤติกรรมทางจริยธรรมของนางสุภา เพื่อประกอบการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา

คณะกรรมาธิการจะมีระยะเวลาดำเนินงานไม่น้อยกว่า 7-10 วัน ก่อนที่วุฒิสภาจะพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบในวันที่ 8 พ.ค. จากเหตุเหล่านี้ระยะเวลาที่เห็นสมควรเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ คือภายในวันที่ 24 เม.ย.

ประกอบด้วย ป.ป.ช.มีมติตามคำร้องขอให้ถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่งว่าข้อกล่าวหามีมูล ได้ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงมายังวุฒิสภาแล้ว วุฒิสภาจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการพิจารณาถอนทั้ง 2 คนต่อไป

ต่อมาเลขาธิการ ครม.ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการวุฒิสภา อ้างความเห็นของคณะ กรรมการกฤษฎีกาว่า ขั้นการตราร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญฯ ยังมีประเด็นข้อเท็จจริงและประเด็นปัญหาตามข้อกฎหมายไม่ชัดเจนในหลายประเด็น

พุ่งเป้าไปที่ ส.ว.เลือกตั้งที่หมดวาระลง ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่รอ กกต.ประกาศรับรองผล เป็นห่วงว่าการดำเนินการของวุฒิสภาก่อนช่วงเวลาที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ว.ชุดใหม่ จะเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ได้ว่าองค์ประกอบของวุฒิสภาประกอบด้วย ส.ว.ถูกต้องหรือไม่

รวมถึงการเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาถอดถอนบุคคลตามที่ระบุไว้

ให้ออกจากตำแหน่งไม่สามารถทำได้

เมื่อเกิดเหตุ 2 องค์กรมองเหลี่ยมกฎหมายแตกต่างกัน นายสุรชัยอาศัยอำนาจปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา เรียกประชุมทีมกฎหมายของสำนักเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อหารือถึงการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ

ในที่ประชุมมีความเห็นให้ทำหนังสือยืนยันตามเดิมไปถึงนายกฯและเลขาธิการ ครม.ว่า การเรียกประชุมสมัยวิสามัญฯเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร คือรัฐบาลนั่นเอง

ขณะที่ นางนรรัตน์ บอกถึงภารกิจของวุฒิสภาเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯว่า เพื่อพิจารณาเห็นชอบบุคคลเป็น ป.ป.ช.แทนตำแหน่งที่ว่างลง พิจารณาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งโดยเร็ว ซึ่งไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการถอดถอนเอาไว้ รัฐธรรมนูญให้อำนาจวุฒิสภาออกข้อบังคับการประชุม

ซึ่งกำหนดไว้ว่าหลังประธานวุฒิสภาได้รับรายงานจาก ป.ป.ช.ชี้มูลบุคคลให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง จะต้องนัดประชุมครั้งแรกภายใน 20 วัน นับตั้งแต่ที่ ป.ป.ช.มีหนังสือมาถึง ครบ 20 วัน ไปเมื่อวันที่ 19 เม.ย.

แต่เมื่อยังไม่สามารถเปิดสมัยประชุมได้ วุฒิสภาจะต้องดำเนินการต่อไปตามหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ และยังมีกรณีพิจารณาเห็นชอบผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง 2 ท่าน รวมถึงกรณีการถอดถอน เท่ากับการจะเปิดประชุมครั้งนี้มีภารกิจพิจารณา 3 กรณี

มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯได้ ขณะนี้ตกผลึกหรือยัง นางนรรัตน์ บอกว่า กรณีพิจารณาเห็นชอบแต่งตั้ง บุคคลสามารถ เปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ เพราะเคยทำมาแล้วในปี 49 มีท่านสุชน ชาลีเครือ เป็นประธานวุฒิสภา

ช่วงนั้นมีการยุบสภา ต่อมามีการเลือกตั้ง ส.ว.ใหม่ แต่ยังรับรอง ส.ว.ไม่ครบองค์ประกอบตามที่รัฐธรรมนูญปี 40 กำหนดไว้ จึงเปิดประชุมครั้งแรกไม่ได้

แต่ได้ขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯเพื่อแต่งตั้ง กกต.ทั้งคณะ ประธานวุฒิสภาในขณะนั้นทำหนังสือถึงนายกฯ เพื่อเป็นผู้นำความกราบ บังคมทูลขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เมื่อนำกรณีนี้มาเทียบเคียงกรณีปัจจุบัน เชื่อมั่นว่าเปิดประชุมได้แน่นอน

มีข้อขัดข้องแค่ระยะเวลาเปิดประชุมที่กระชั้นชิดเกินไปหรือไม่ อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าสุดท้ายจำเป็นต้องส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดก็ต้องทำ ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นเกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กร อยู่ในช่วงหารือ

ส่วนกรณีการถอดถอน เป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยทำในช่วงที่ไม่มีสมัยประชุม เมื่อเป็นเรื่องใหม่ เลขาธิการวุฒิสภากับเลขาธิการ ครม.พยายามหารือคุยผ่านโทรศัพท์ว่า มีประเด็นที่ขัดแย้งจะต้องคุยกัน

ซึ่งเลขาธิการ ครม.แจ้งความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า มีปัญหาเพียงข้อกฎหมายจะอ้างมาตราใด การจะนำขึ้นกราบบังคมทูล

เพื่อเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ ต้องอ้างมาตรา อ้างข้อกฎหมายให้ถูกต้องเป๊ะ เพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

วุฒิสภากังวลมากในเรื่องความถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ละเอียดอ่อน ถ้าไม่ถูกต้องก็ไม่กล้า มิบังอาจ ขอยืนยันว่าประเด็นการอ้างข้อกฎหมายของเลขาธิการ ครม.และเลขาธิการวุฒิสภาจะต้องตรงกัน หากการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯล่าช้าก็เกิดจากสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลไม่ได้เตะถ่วง วุฒิสภาก็ไม่ได้เร่งรัด

ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่กำหนดไว้ ต้องเผื่อเวลาให้สำนักเลขาธิการ ครม. สำนักราชเลขาธิการ สำนักเลขาธิการวุฒิสภา

ซึ่งระหว่างส่งเรื่องและรับเรื่องจะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ เมื่อประเมินขั้นตอนการประสานงาน การทำงานของแต่ละหน่วยงาน คาดว่าไม่น่าจะเปิดประชุมทัน ส.ว.ชุดนี้ หากหน่วยงานต่างๆทำงานได้เร็วอาจจะทัน

ถ้าอยู่ในช่วงที่ กกต.รับรอง ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส.ว.เลือกตั้งชุดเก่าจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ามี ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่

ฉะนั้นไม่กล้าพูดว่าสุดท้ายจะเป็นหน้าที่ของ ส.ว.ชุดใหม่ แม้ กกต.แจงมาเป็นการภายในว่าวันที่ 28 เม.ย. จะพิจารณา ส.ว.เลือกตั้งน่าจะครบถ้วนไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ขั้นตอนการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ ขั้นตอนการเปิดประชุมเมื่อ กกต.รับรอง ส.ว.เลือกตั้งครบองค์ประกอบตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายกฎหมายของสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้เตรียมพร้อมทุกกรณี คิดไปข้างหน้าหากเกิดประเด็นนี้จะต้องดำเนินการอย่างไร

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เมื่อเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯได้ ส.ว.ในฐานะตัวแทนของปวงชนอาจขอหารือถึงทางออกจากวิกฤติบ้านเมือง อาจจะเสนอเป็นองค์กรเชื่อมขั้วขัดแย้งให้หันหน้าเข้าหากัน หรือหารือถึงการตั้งนายกฯมาตรา 7 นางนรรัตน์ บอกว่า วุฒิสภาจะทำ ตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 132 เท่านั้น

ขอตอบแค่นี้ ประเด็นอื่นๆไม่ขอตอบ เป็นข้าราชการไม่เติมปัญหาประเทศ ไม่เพิ่มเติมปัญหาทางการเมือง ไม่สร้างปัญหา ไม่เล่นการเมือง เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไป เราอยู่กับการเมืองรู้ว่ากำลังทำอะไร

วุฒิสภาพยายามทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อพยายามเดินตามกฎหมายจะฝ่าวิกฤติไปได้ ถ้าไม่เดินตามกฎหมายก็ยุ่งแบบนี้

ถ้าเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯได้ มีการพิจารณาถอดถอน ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ประชุมจะมีมติถอดถอนได้หรือไม่ เมื่อปล่อยให้กระบวนการเดินไปเรื่อยๆ ที่ประชุมวุฒิสภาอาจมีมติไม่ถอดถอน

วิกฤติจะคลายลงไปเรื่อยๆ.

 

ทีมข่าวการเมือง

20 เม.ย. 2557 09:04 20 เม.ย. 2557 09:04 ไทยรัฐ