วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มาดใหม่บีโอไอ ปรับทิศนักลงทุน

โดย

อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปรับทิศทางนักลงทุน

บีโอไอ หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้นำร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนช่วง 5 ปี (พ.ศ.2556–2560) ออกเปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกไปเมื่อปีที่แล้ว

ทุกครั้งที่จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนทั่วประเทศ ปรากฏว่า มีนักลงทุนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับร่างยุทธศาสตร์ฉบับ

ดังกล่าว โดยเฉพาะนักลงทุนกลุ่มที่กำลังจะถูกบีโอไอยกเลิก หรือปรับลดสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน ได้ออกมาเรียกร้องให้บีโอไอทบทวนร่างยุทธศาสตร์นี้

ประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยหลักๆ มีอยู่ 3 กรณี คือ การกำหนดบัญชีประเภทกิจการที่จะได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุน รูปแบบการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน และการยกเลิกเขตส่งเสริมการลงทุน และการพัฒนารวมกลุ่มเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน (คลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่) ในภูมิภาค

พิจารณาจากสถิติการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2557 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้นเพียง 188 โครงการ หรือลดลง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนรวม เทียบกับปีที่แล้วลดลงไป 58% เหลือเพียง 63,100 ล้านบาท

โครงการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ มีการยื่นขอรับส่งเสริมทั้งสิ้น 121 โครงการ ลดลงไป 40% จากปีที่แล้ว มูลค่าเงินลงทุนเหลือแค่ 47,296 ล้านบาท หรือลดลง 43%

สาเหตุเป็นเพราะนักลงทุนส่วนหนึ่ง รอดูสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อภายในประเทศของไทย จึงชะลอแผนการยื่นขอรับการส่งเสริมออกไปก่อน

อย่างไรก็ตาม มีนักลงทุนอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมสวนกระแสเข้ามา บ่งชี้ว่า ยังมีกลุ่มนักลงทุนส่วนหนึ่งต้องการเข้ามาขยายการลงทุนในไทย นอกจากนี้ยังไม่พบสัญญาณใด ที่นักลงทุนซึ่งปักหลักอยู่เดิมจะถอนการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตไปจากไทย

เว้นแต่สถานการณ์ทางการเมืองในไทยจะเลวร้ายลงกว่านี้ จนนักลงทุนเหล่านั้นเริ่มกังวลเป็นอย่างมาก อะไรที่ยังไม่เกิดตอนนี้ ก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนไป การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของต่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเพื่อดูแลฐานภาษีเงินได้ของประเทศให้สอดคล้องกับการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล บีโอไอจำต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์บางอย่าง

ตัวอย่างเป็นต้นว่า ขณะนี้ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เริ่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของโลกมากขึ้น การเปิด “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ AEC ในปลายปีหน้า จะส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญ และมีแนวโน้มจะเกิดการแย่งชิงการลงทุน จากคู่แข่งในภูมิภาคนี้รุนแรงขึ้น

นอกจากนั้น การลงทุนในภาคบริการยุคนี้มีสัดส่วนสูงขึ้น และแตกย่อยออกไปเป็นธุรกิจใหม่ๆ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น ธุรกิจ รองรับสังคมผู้สูงอายุ, ธุรกิจรองรับชีวิตคนเมือง (Urbanization), ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Industries), ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น

อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่บีโอไอจำต้องปรับทิศทางยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมการลงทุนเสียใหม่

“คนไทยมีรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap เฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 กว่าเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 150,000 บาท/คน/ปี มานานหลายสิบปี เทียบกับรายได้เฉลี่ยปานกลางของโลกปัจจุบันอยู่ที่ 12,000 เหรียญสหรัฐฯ/คน/ปี ถึงเวลาแล้วที่ต้องมาหาทางกันว่า ทำอย่างไรจึงจะส่งเสริมการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวพ้น Middle Income Trap”

เขาบอกว่า ที่ผ่านมาการส่งเสริมการลงทุนในไทยเป็นไปแบบครอบคลุมเกือบทุกประเภทกิจการ ณ วันนี้ จำเป็นต้องเปลี่ยนมาส่งเสริมแบบ มีเป้าหมายที่ชัดเจน

อุดมยกตัวอย่างและไล่เรียงกลุ่มอุตสาหกรรมที่บีโอไอจะเน้นส่งเสริมในอนาคต เช่น

1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เช่น ศูนย์โลจิสติกส์ เขตอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า ผลิตน้ำประปา หรือน้ำเพื่ออุตสาหกรรม การขนส่งมวลชน ขนส่งสินค้า และสนามบินพาณิชย์

2. กลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐาน เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี และเครื่องจักร

กรณีนี้เลขาฯบีโอไอ ยกตัวอย่างว่า ทางออกของอุตสาหกรรมที่สกปรก อย่างเช่นการนำเอาผงแร่เหล็กเข้ามาถลุงในไทย ต่อไปอาจถูกประชาชนและสังคมต่อต้านมากขึ้น ทางออกในเรื่องนี้จึงอาจต้องผลักดันให้ไปลงทุนในประเทศข้างเคียง จากนั้นค่อยนำกลับมาใช้ในประเทศ ในรูปของผลิตภัณฑ์เหล็กสำเร็จรูป เป็นต้น

3.กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และบริการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน กิจการรีไซเคิล การบริการบำบัดน้ำเสียและกำจัดกากอุตสาหกรรม และบริการด้านจัดการพลังงาน

“แก๊สในอ่าวไทย และของประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะเหลือให้เราใช้ได้อีกแค่ 10 กว่าปีเท่านั้น สิ่งที่จะเข้ามาทดแทนแก๊สธรรมชาติที่หมดไปก็คือ พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน นอกจากนี้การบำบัดและกำจัดมลพิษ ก็ต้องทำอย่างเข้มข้นมากขึ้นไปด้วย”

4.กลุ่มธุรกิจบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม เช่น งานวิจัยและพัฒนาต่างๆ สถานฝึกฝนวิชาชีพ การออกแบบทางวิศวกรรม การพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมทั้งกิจการที่สนับสนุนการค้าและการลงทุน

เลขาฯบีโอไอขยายว่า การเข้ามาตั้งกิจการเหล่านี้ จะช่วยส่งเสริม ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ซึ่งหมายถึง ความพยายามที่จะทำให้เกิดความมีประสิทธิภาพในด้านการผลิตและจัดส่งสินค้า หรือบริการจากผู้ผลิตสินค้า ถึงผู้ซื้อหรือลูกค้า โดยเน้นให้การสั่งซื้อวัตถุดิบ และส่วนประกอบเป็นไปอย่างราบรื่น และประหยัดที่สุด

แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตจะเป็นตัวจักรสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน เพราะเป็นผู้ควบคุมปริมาณการผลิตและจัดจำหน่าย แต่ทุกวันนี้ลูกค้ามีความสำคัญมากขึ้น...คุณภาพในการผลิตสินค้า บริการแทบจะไม่ต่างกัน การตอบสนองความต้องการลูกค้าให้เป็นไปด้วยความพึงพอใจสูงสุด จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ทำให้บริษัทได้เปรียบ

การจัดการกับห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องการการเตรียมความพร้อมที่ดีเยี่ยม และมีการวางแผนที่เหมาะสมพร้อม รับมือกับข้อมูลในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ยกตัวอย่าง ทุกวันนี้ห้องปฏิบัติการทางอุตสาหกรรม หรือ LAB วิเคราะห์ต่างๆ ยังไปกระจุกตัวอยู่ที่สิงคโปร์ ทำอย่างไรจึงจะเข้ามาลงทุนจัดตั้งในไทยมากขึ้น

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย บีโอไอ ยังเปลี่ยนจากนโยบายเดิมที่เคยส่งเสริมการลงทุนเฉพาะในประเทศเป็นหลัก มาเป็นส่งเสริมลงทุนในประเทศ และเพิ่มบทบาทในการส่งเสริมการลงทุนของไทยในต่างประเทศพร้อมกันไปด้วย

“สถานการณ์วันนี้เราจะมัวขลุกอยู่แต่ในบ้านไม่ได้แล้ว ขืนทำอย่างนั้น ก็เหมือนกับเราตั้งรับรอให้ข้าศึกเข้ามาตี ซึ่งมีแต่เสมอตัวกับแพ้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันจัดทัพนักลงทุน บุกออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วย จึงจะมีสิทธิชนะ” เลขาธิการบีโอไอฟันธง.

20 เม.ย. 2557 08:28 20 เม.ย. 2557 09:12 ไทยรัฐ