วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เชือด‘ปู’ต้นพ.ค.ปิดคดีข้าว

เชือด‘ปู’ต้นพ.ค.ปิดคดีข้าว

โดย ทีมข่าวหน้า1
19 เม.ย. 2557 08:20 น.
  • Share:

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกับโครงการรับจำนำข้าว

พรรคเล็กบี้จัดเลือกตั้งวันที่15มิ.ย.

“อุกฤษ”ร่อน จ.ม.เปิดผนึกตอกหน้าศาล รธน.ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยสถานภาพ “ปู” ขืนดันทุรังฟันนายกฯ-รมต.ยังต้องอยู่รักษาการต่อ หนุนทูลเกล้าฯขอพระบรมราชวินิจฉัยเคลียร์ข้อสงสัย “ยิ่งลักษณ์” ท่องตำราใช้ ม.7 ต้องอยู่ในกรอบ รธน. มั่นใจไม่เกิดสุญญากาศการเมือง “คณิน” งัด ม.181 โต้คำวินิจฉัยตุลาการศาล รธน.หักล้างไม่ได้ “มาร์ค” เตือนสติคิดให้ดีคำวินิจฉัยกระทำภายใต้พระปรมาภิไธย 64 พรรคร่วมวงหารือ กกต. กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ปลาย เม.ย. 5 เสือจ่อหารือรัฐบาล มติ 30 พรรคเล็กจี้เร่งหย่อนบัตร 15 มิ.ย. ด้าน ป.ป.ช.เล็งเชือดนายกฯคดีจำนำข้าวต้น พ.ค.

กรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมจะวินิจฉัยสถานภาพการเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยผู้เกี่ยวข้องต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์บทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเผ็ดร้อน ล่าสุดนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ได้ตอกย้ำว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้อง และถึงแม้จะชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่นายกฯและครม.ต้องอยู่รักษาการต่อไป

“อุกฤษ” ร่อน จม.เปิดผนึกอัดศาล รธน.

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) อดีตประธานรัฐสภา ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนประจำรัฐสภา เรื่อง “ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) และต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร” ว่า จากกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา พร้อมส.ว.จำนวนหนึ่ง ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 91 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3) กรณีโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าเป็นการแต่งตั้งโดยไม่ชอบ และให้คืนตำแหน่งแก่นายถวิล เมื่อพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นว่า 1.นายกฯและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว เมื่อมี พ.ร.ฎ.ยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2556 จึงไม่มีเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้อีกว่านายกฯต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

ถึงชี้ผิด “ปู–ครม.” ต้องอยู่รักษาการ

นายอุกฤษกล่าวว่า 2. คำสั่งย้ายนายถวิล เป็นการใช้อำนาจบริหารแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งนายกฯมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซง จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 3.ถึงแม้ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์กระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ก็ไม่มีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามมาตรา 182 (7) และไม่มีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) ไปโดยอัตโนมัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งนายกฯและรัฐมนตรีอื่นนั้น พระมหากษัตริย์ทรงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง โดยมีประธานสภาฯ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลง ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น ดังนั้นนายกฯและรัฐมนตรียังต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 181 ที่ต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่ให้มีช่องว่างแห่งการใช้อำนาจมหาชน

หนุนทูลเกล้าฯขอบรมราชวินิจฉัย

นายอุกฤษกล่าวอีกว่า หากฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและคิดว่าตนเองมีอำนาจ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ก็ควรนำเรื่องดังกล่าวทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ และเมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ทุกฝ่ายต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัยนั้นต่อไป

นายกฯย้ำใช้ ม.7ต้องอยู่ใต้ รธน.

ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางมาตรา 7 ของกลุ่ม กปปส. คณะรัฐบุคคล และข้อเสนอของนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายกฯและคณะรัฐมนตรีพ้นสภาพ จากการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ในแง่ของข้อกฎหมายยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ต้องขอศึกษาและรอความชัดเจนก่อน แต่อย่างไรก็ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า กปปส.มองว่าจะเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ นายกฯ กล่าวว่า ต้องเรียนว่าไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็มีข้อถกเถียงกันทั้งนั้น ถ้าเราปฏิบัติตามขั้นตอนข้อกฎหมายน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า และทุกอย่างในแง่ของข้อกฎหมายมีทางออกอยู่แล้ว

มั่นใจสุญญากาศไม่เกิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลเตรียมทางออกอย่างไรบ้าง ในกรณีที่นายกฯอาจพ้นสภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตามหลักมีขั้นตอนอยู่แล้ว ในกรณีที่เราอาจไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็มีรองนายกฯท่านอื่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ มีผู้รักษาการหรือผู้ที่มาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เมื่อถามว่ายืนยันไม่เกิดสุญญากาศทางการเมืองใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า ตามหลักกฎหมายไม่มีสุญญากาศทางการเมือง เพราะข้อกฎหมายด้วยตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล ต้องเป็นตำแหน่งที่ต้องรักษาการและต้องปฏิบัติ และอย่างที่เรียนตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการ ตำแหน่งสำคัญๆ บทบัญญัติของกฎหมายมีข้อกำหนดไว้อยู่แล้วว่าต้องมีผู้เข้ามาทำงาน ตำแหน่งสำคัญว่างเว้นไม่ได้หลังตัดสินคดีหวังไม่มีเหตุรุนแรง

เมื่อถามว่าได้ให้ทนายส่งเอกสารคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.ร้องให้มีการวินิจฉัยสถานภาพความเป็นรัฐมนตรี ของนายกฯและ ครม.จากกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.ไปบางส่วนแล้วใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า ได้ส่งคำชี้แจงไปบางส่วนแล้ว และยังขอขยายเวลาชี้แจงออกไปอีก 15 วัน และขอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมด้วย เมื่อถามว่ายังหวังจะได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรอิสระหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า คงต้องรอ เพราะทราบว่าทางศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในวันที่ 23 เม.ย.คงต้องรอผลก่อน เมื่อถามว่า ศอ.รส.เป็นห่วงว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าของคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย นายกฯ กล่าวว่า ทุกคนต้องมองในแง่ของความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน เราไม่อยากให้เหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้ปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้น เพราะอยากให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตเป็นปกติ ไม่มีความรุนแรงและปลอดภัย

ยันศาล รธน.หักล้าง ม.181 ไม่ได้

นายคณิน บุญสุวรรณ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่องค์กรอิสระจะตัดสินคดีเกี่ยวพันกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรมว.กลาโหม ต่อให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายกฯในคดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว นายกฯก็ไม่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมาตรา 181 บัญญัติให้นายกฯต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายกฯคนใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งจะเข้ารับหน้าที่ เป็นไปตามเงื่อนไขของการยุบสภาฯ จะใช้บทบัญญัติมาตรา 10 วรรค 5 ของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ที่ให้รองนายกฯคนใดคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานภาพของนายกฯตามคำร้องของกลุ่ม 40 ส.ว. ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้นายกฯพ้นจากตำแหน่งเฉพาะตัวจะไม่มีผลอะไร เพราะนายกฯพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ไม่สามารถจะพ้นจากตำแหน่งอีกครั้งหนึ่งได้ ขณะเดียวกันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถลบล้างมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญได้

จวกดับเบิ้ลสแตนดาร์ดอุ้ม “มาร์ค”

นายคณินกล่าวว่า กรณีที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยสถานภาพนายกฯ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะยังรับเงินเดือน ต่างจากกรณีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพ้นสภาพ ส.ส.ไปแล้ว เนื่องจากการยุบสภาฯ ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องจำหน่ายคดีไป เป็นตรรกะที่ใช้ไม่ได้ กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยตั้งแต่ต้น เพราะไม่ได้กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 แต่กรณีนายอภิสิทธิ์ ศาลรัฐธรรมนูญเลี่ยงบาลีอุ้มนายอภิสิทธิ์ชิงจำหน่ายคดีไปโดยอ้างการยุบสภา ทั้งที่มีหน้าที่วินิจฉัยว่า ส.ส.ซึ่งเคยถูกปลดออกจากราชการกรณีการทุจริตต้องพ้นจากตำแหน่ง ถ้าศาลฯวินิจฉัยว่าผิด นายอภิสิทธิ์จะไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ได้อีกตลอดชีวิต เพราะมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 102 (6) เป็นหนังม้วนเดียวกับ ป.ป.ช.ดองคดีนายอภิสิทธิ์ถูกร้องว่าทุจริตโครงการระบายข้าวเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่กลับให้มาเป็นพยานปากเอกกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์รู้เห็นการทุจริตรับจำนำข้าว

“อภิสิทธิ์” เตือนสติ รบ.ต้องรอบคอบ

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอที่จะให้รัฐบาลขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งไปหรือไม่ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสถานภาพความเป็นนายกฯว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สิ้นสุดและมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร แต่หากมีพยานหลักฐานยืนยันว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใดไม่สุจริต สามารถโต้แย้งทางกฎหมายได้ แต่ในกรณีที่ ครม.จะนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยขอเตือนว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำในพระปรมาภิไธย ดังนั้นจะนำคำวินิจฉัยในพระปรมาภิไธย เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยอีกจะทำได้หรือไม่ ที่สำคัญหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ ครม.ต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลจะใช้สถานะใดนำความขึ้นทูลเกล้าฯ

64 พรรคตอบรับหารือ กกต.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต.แถลงถึงกรณีเชิญพรรคการเมืองมาร่วมหารือวันที่ 22 เม.ย.ว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองตอบกลับมาแล้ว 67 พรรค แต่ไม่ขอร่วมประชุม 3 พรรคคือพรรคกสิกร พรรคเพื่อฟ้าดิน พรรคไทยมหารัฐพัฒนา จึงเหลือ 64 พรรค โดยพรรคประชาธิปัตย์จะมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค ส่วนพรรคเพื่อไทยส่งนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคและนายโภคิน พลกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรค เข้าร่วมหารือ โดยกรอบการหารือ กกต.จะปรึกษาความเหมาะสมในการจัดเลือกตั้ง กกต.เห็นว่าถ้าเร็วที่สุดคือ 60 วันหลังมี พ.ร.ฎ.วันเลือกตั้งใหม่ อยากจะฟังความเห็นพรรคการเมือง เมื่อได้ข้อสรุปจะนำไปประเมินร่วมกับข้อมูลฝ่ายความมั่นคงที่เคยหารือก่อนหน้านี้ และปลายเดือนจะหารือกับรัฐบาลเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง นอกจากนี้ กกต.ยังได้ยกร่างระเบียบข้อกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการรับสมัครรับเลือกตั้ง เช่น อาจมีการสมัครทางไปรษณีย์ หรือสมัครผ่านอินเตอร์เน็ต ได้เตรียมการไว้หากมี พ.ร.ฎ.วันเลือกตั้งใหม่ ก็เสนอให้ กกต.เห็นชอบได้

อ้อมแอ้มเอาผิดคนขวาง ลต.

นายภุชงค์กล่าวว่า ส่วนการดำเนินคดีอาญากับกลุ่มที่ขัดขวางการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ได้รับรายงานการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในพื้นที่ต่างๆ 26 จังหวัด แจ้งความแล้ว 22 จังหวัด นอกจากนี้ คดีขัดขวางการเลือกตั้งได้แจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งรับเป็นคดีแล้ว 19 คดี ส่วนคดีที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ กกต.มีมติให้สำนักกฎหมายและคดีร้องทุกข์ดำเนินคดีไปแล้ว 6 คดี เช่น การขัดขวางปิดล้อมสถานที่พิมพ์บัตรเลือกตั้งที่โรงพิมพ์องค์การค้าคุรุสภา ปิดล้อมสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในวันรับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.56 ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.รวมอยู่ด้วย ซึ่ง กกต.จะร้องทุกข์ดำเนินคดีทุกราย ส่วนกรณีที่ กกต.ถูกแจ้งความร้องทุกข์ทั่วประเทศ ทั้งหมด 24 คดี อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อแก้ข้อกล่าวหา และได้ตั้งคณะอนุกรรมการช่วยเหลือทางคดีกรณีเจ้าหน้าที่ กกต.และเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติงานช่วยจัดการเลือกตั้งแล้วถูกดำเนินคดี

พท.ไล่บี้ 4 เสือเตะโด่ง “สมชัย”

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง ระบุต้องใช้เวลาอย่างน้อย 90 วันถึงจะจัดการเลือกตั้งได้ ว่า กกต.ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญกำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายในกรอบเวลาเท่าใด กกต.ก็ต้องจัดการให้ได้

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้อำนาจอยู่ที่ กกต. สามารถกำหนดประเทศไทยได้หมด ไม่ใช่คนธรรมดา อยากให้รัฐบาลออก พ.ร.ฎ.ก็สั่งมา ทำหนังสือมาให้ชัดเจน รัฐบาลจะทำหน้าที่ตามกฎหมาย กกต.อย่ามาอ้างโน้นอ้างนี่ ประเทศชาติเสียหายไปเยอะแล้ว

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ประธาน กกต.และ กกต.ที่เหลือทบทวนบทบาทหน้าที่ของนายสมชัยว่าเหมาะสมหรือไม่ หรือควรเปลี่ยนหน้าที่ไปทำงานด้านอื่น การโพสต์ข้อความทำให้ประชาชนสับสน สร้างความแตกแยก เวลานายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.และพวกขัดขวางการเลือกตั้ง ทำไมไม่ประณามและเอาผิด ที่ไม่กล้าเพราะเป็นญาติกันหรือไม่

“มาร์ค” ดักคออย่าเป็นเวทีวิวาทะ

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ทำหนังสือยืนยันไปยัง กกต.แล้วว่า พร้อมจะร่วมหารือกับพรรคการเมืองในวันที่ 22 เม.ย. ส่วนพรรคเพื่อไทยจะส่งนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกับนายโภคิน พลกุล ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยไปร่วมหารือด้วยก็เป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง ตั้งใจว่าจะร่วมหารือพูดคุยในสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่อยากให้เป็นเวทีมาทะเลาะกัน แต่หากฝ่ายหนึ่งบอกให้เลือกตั้งเร็ว อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าทำให้ถูกต้อง คงไม่มีอะไรคืบหน้า

“สหพรรค ปชต.” สัมมนาปฏิรูป

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กลุ่มสหพรรคการเมืองประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของพรรคการเมืองขนาดเล็กกว่า 30 พรรค เชิญตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนภาคประชาชน จัดสัมมนาหัวข้อ “ประชาชนปฏิรูป” มีนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายลิขิต ธีรเวคิน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. นายเอกชัย ไชยนุวัฒน์ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สยาม เข้าร่วมสัมมนา โดยนายเอกชัยกล่าวว่า ทางออกของประเทศในขณะนี้คือการเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะขณะนี้ประชาชนไม่มีตัวแทนเข้ามาทำงานที่รออยู่

ด้านนางสดศรี กล่าวถึงพฤติกรรมของ กกต.บางคนในชุดนี้ที่ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่าต้องเอียงเพื่อทำงานใหญ่ว่า สังคมอย่าไปใส่ใจคนที่อยากดัง ต้องพร้อมใจกันไม่ให้ความสำคัญ แต่ต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่การจัดการเลือกตั้ง ถ้าทำไม่ได้ก็ผิดกฎหมาย บิดพลิ้วไม่ได้ กกต.ทั้ง 5 ต้องจัดเลือกตั้งส่วนวันที่ 22 เม.ย.ที่ กกต.จัดประชุมร่วมกับพรรคการเมือง ขอให้ทุกพรรคเร่งให้ กกต.จัดเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศ

“อลงกรณ์” แนะ 4 ทางออกชาติ

ขณะที่นายอลงกรณ์กล่าวว่า มีทางออกจากวิกฤติปัจจุบัน 4 ประการ คือ 1.ต้องเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ 2.องค์กรอิสระและกองทัพต้องเป็นหลัก และทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เอนเอียง 3.จัดประชุม 4 ฝ่าย คือรัฐบาล กปปส. กกต. และทุกพรรคการเมือง เพื่อหารือเจรจาหาข้อสรุป 2 เรื่องคือกำหนดวันเลือกตั้งครั้งใหม่ และกำหนดวาระปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นวาระเร่งด่วน 4.การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และจัดเลือกตั้ง หากพรรคใดเป็นประชาธิปไตยต้องลงเลือกตั้ง ซึ่งทั้งการปฏิรูปประเทศและการเลือกตั้งทำไปพร้อมกันได้ เพราะไม่ใช่ว่าเลือกตั้งแล้วจะปฏิรูปเสร็จในทันทีต้องทำต่อ

มติพรรคเล็กจี้ ลต.ใหม่ 15 มิ.ย.

กระทั่งเวลา 14.00 น. นายสุรทิน พิจารณ์ ประธานกลุ่มสหพรรคประชาธิปไตย พร้อมด้วยตัวแทนที่มาจากพรรคการเมืองขนาดเล็กกว่า 30 พรรค แถลงข่าวแสดงเจตนารมณ์ของกลุ่ม พร้อมเสนอแนวทางหรือพิมพ์เขียวเพื่อให้ใช้เป็นข้อเสนอแนะในการปฏิรูปประเทศ 1.เสนอให้จัดการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ วันที่ 15 มิ.ย.2557 คือไม่เกิน 60 วัน 2.เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะมาเป็นนายกฯ คือ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ นพ.บุญ วนาสิน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โดยทั้ง 3 คนต้องเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ขอเรียกร้องไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าประชุมพรรคการเมืองร่วมกับ กกต. ในวันที่ 22 เม.ย.นี้ เพื่อให้ได้ข้อยุติเรื่องการเลือกตั้ง พร้อมกันนี้ทางกลุ่มขอสอบถาม กกต.ว่าเหตุใด กกต.ไม่จัดหารือ เพื่อสอบถามเรื่องการเลือกตั้งกับพรรคการเมือง แต่กลับไปหารือกับฝ่ายที่ทำปฏิวัติก่อน

“ปู” โยน 3 เลขาฯถกเปิดประชุมวุฒิฯ

อีกเรื่องหนึ่ง ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการที่วุฒิสภาขอให้รัฐบาลทูลเกล้าฯ ออก พ.ร.ฎ.เปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญว่า เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปหาร่วมกับเลขาธิการวุฒิสภาด้วย คงต้องรอข้อสรุปก่อน

สคก.ตีกันพิจารณาได้แค่ตั้ง ป.ป.ช.

ด้านนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. เพิ่งได้รับหนังสือจากนางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ที่ขอคำยืนยันและแนวทางเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยสามัญ ซึ่งต้องอาศัยอำนาจนายกฯนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 128 ประกอบมาตรา 195 เพื่อพิจารณาการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา หลังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ และวาระเพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงยังไม่ได้ดูในรายละเอียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นในเบื้องต้นมายังรัฐบาลต่อการเสนอขอเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญว่า อาจทำได้เพียงการแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช.เท่านั้น แต่ไม่สามารถดำเนินกระบวนการถอดถอนนายนิคมได้

สามฝ่ายหารือแต่ไร้ข้อยุติ

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ได้เชิญนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาฯ ตัวแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าหารือเพื่อหาข้อสรุปการตรา พ.ร.ฎ.ขอเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ หลังจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำหนังสือตอบกลับมาว่าการขอเปิดประชุมวิสามัญวุฒิสภาเพื่อพิจารณาถอดถอน ไม่สามารถทำได้ เพราะถือเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ หลังหารือกันนานกว่า 1 ชั่วโมง นางนรรัตน์เปิดเผยว่า การประชุมยังไม่ได้ข้อยุติ เป็นการพูดคุยในข้อกฎหมาย เพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต้องหารือกันอีก เชื่อว่าจะได้ข้อยุติเร็วๆนี้ โดยยังไม่มีการพิจารณาประเด็นที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

นายกฯติวเข้ม “โต้ง” สู้จำนำข้าว

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี เพื่อติดตามรับฟังรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองจากนั้นได้หารือร่วมกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพิชิต ชื่นบาน ทีมที่ปรึกษากฎหมาย พรรคเพื่อไทย และทีมทนาย ก่อนที่นายกิตติรัตน์จะเดินทางเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะพยานนายกฯ ในคดีข้อกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว พร้อมทีมทนาย
ป้องนายกฯไม่ได้เปิดช่องโกง

ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช.

จ.นนทบุรี นายกิตติรัตน์เดินทางเข้าชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ถึงภาพรวมโครงการและความเสียหายทางการคลังในโครงการดังกล่าว โดยใช้เวลา 4.30 ชั่วโมง จากนั้นนายกิตติรัตน์กล่าวว่า นำเอกสารมาประกอบการชี้แจง 90 หน้า โดยชี้แจงว่าโครงการนี้ได้ตั้งงบประมาณมาดูแลชาวนาและครอบครัว 12 ล้านคนในระดับที่เหมาะสม การใช้งบฯหมื่นล้านถึงแสนล้านบาทถือว่าไม่เกินเลย เมื่อเทียบกับเงินหมุนเวียนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ 3 แสนล้านบาท แต่ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการทุจริตในระดับปฏิบัติ ใครทุจริตมีโอกาสถูกจับได้สูง เพราะมีขั้นตอนตรวจสอบรัดกุม ยืนยันนายกฯไม่ได้ละเว้นให้เกิดการรั่วไหล และมีหน้าที่ต้องดำเนินโครงการต่อไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ไม่สามารถหยุดได้ ส่วนปริมาณข้าวที่อยู่ในสต๊อกขณะนี้มีจำนวน 15-16 ล้านตัน โดยรอการส่งมอบอยู่ 5 ล้านตัน อยู่ระหว่างการทำสัญญาส่งมอบ 3 ล้านตัน จึงเหลือข้าวในสต๊อกประมาณ 7 ล้านตัน ใช้งบดูแลไม่เกิน 100,000 ล้านบาทต่อปี ถือว่าไม่มาก

ป.ป.ช.เล็งฟัน “ปู” ต้นเดือน พ.ค.

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติไม่ให้ไต่สวนพยานคดีจำนำข้าวตามที่ทีมทนายความนายกฯขอให้สอบเพิ่มเติม 2 ปากคือ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. และนายสมชัย สัจจพงศ์ ผอ.สำนักเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เนื่องจากเห็นว่า ข้อมูลในส่วนของนายอำพน เรื่องมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจำนำข้าวนั้น ป.ป.ช.มีข้อมูลเอกสารครบถ้วนแล้ว ส่วนกรณีนายสมชัยนั้น เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่นายกิตติรัตน์ได้มาให้การต่อ ป.ป.ช.ในวันที่ 18 เม.ย. ถือว่ามีความครบถ้วนหมดแล้ว ไม่ต้องเชิญมา หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะไม่เรียกใครมาให้การเพิ่มเป็นพยานแล้ว ถือว่าข้อมูลพยาน 4 ปากเพียงพอแล้ว หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะให้เวลาเจ้าหน้าที่ 1 สัปดาห์ไปสรุปสำนวนว่า ข้อมูลที่นายกฯมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและสิ่งที่พยานมาให้การชี้แจงในโครงการจำนำข้าว มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวหาได้หรือไม่ คาดว่าจะสรุปสำนวนส่งเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่เพื่อลงมติคดีนี้ได้ในช่วงประมาณต้นเดือน พ.ค.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้