วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตือนวัยโจ๋คลั่ง"ออร่า" ระวัง...ขาลาย

โดย

นอกจากความอยากสวย ผอม หุ่นดี จะเป็นที่ต้องการในหมู่สาวๆและวัยรุ่นยุคใหม่แล้ว ความอยากมีผิวขาวใส แบบที่เรียกว่า “ออร่า” ก็กำลังเป็นอีกหนึ่งความนิยมที่มาแรงไม่แพ้ความต้องการดูดีแบบอื่นๆ

เภสัชกรประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บอกว่า กระแสคลั่งความขาวกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา โดยเฉพาะค่านิยมที่อยากมีผิวขาวใสหรือที่เรียกว่าผิวมีออร่า เป็นโอกาสที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางซึ่งโฆษณาสรรพคุณ ว่า ทำให้ผิวขาว ได้รับความนิยมอย่างมาก

“จากการตรวจสอบของ อย. พบว่า เครื่องสำอางที่โฆษณาสรรพคุณในลักษณะนี้ จะใช้การโฆษณาชวนเชื่อและจำหน่ายผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือบอกปาก ต่อปากในกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิด เชิญชวนให้อยากลองใช้ โดยทำให้เชื่อว่า แม้แต่คนที่มีผิวคล้ำมาตั้งแต่กำเนิดก็สามารถที่จะมีผิวขาวได้ ทำให้มีคนหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก” รองเลขาธิการ อย.บอกพร้อมกับให้ ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การหลงเชื่อโฆษณาและใช้เครื่องสำอางประเภทนี้ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะได้รับผลข้างเคียงจากเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานได้

ภก.ประพนธ์ บอกว่า จากการสำรวจผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางที่อ้างว่าทำให้ขาว ซึ่งมีอยู่ในท้องตลาดขณะนี้พบว่า มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ได้รับความนิยม ทั้งครีมกระปุก หรือครีมที่ขายเป็นกิโลกรัมและแบ่งขายเป็นกระปุกหรือเป็นขวดที่ไม่มีฉลากอยู่หลายยี่ห้อ ล่าสุด มีรายงานจากจังหวัดเพชรบุรี ว่า มีกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16-18 ปี มีอาการแพ้ ผิวหนังมีผื่นคัน และแตกเป็นลายที่บริเวณขา เมื่อตรวจสอบพบว่า เกิดจากการใช้เครื่องสำอางที่อ้างว่าทำให้ผิวขาวได้

“นักเรียนกลุ่มที่มีอาการแพ้ให้ข้อมูลว่า ซื้อครีมจากร้านค้าแผงลอยในตลาดนัด และร้านจำหน่ายเครื่องสำอางที่น่าเชื่อถือ ร้านเสริมสวย ร้านชำทั่วไป รวมทั้งสั่งซื้อจากอินเตอร์เน็ต ซื้อจากเพื่อนและญาติ โดยใช้ครีมดังกล่าวทาผิววันละ 2-3 ครั้ง นาน 6 เดือนถึง 2 ปี จนเกิดอาการแพ้ ผิวแตกเป็นลายดังกล่าว”

หลังจากได้รับรายงาน อย.ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม เก็บตัวอย่างครีมทาผิวต่างๆที่วางจำหน่ายในท้องตลาด โดยเก็บตัวอย่าง ครีม 4 ประเภท ได้แก่ ครีมผสมเองแบ่งขายใส่กระปุกที่ไม่มีฉลาก, ครีมที่ผสมเองแบ่งขายใส่กระปุกที่มีฉลากแต่ไม่ได้จดแจ้ง, ครีมที่มีฉลากภาษาจีน และครีมที่มีฉลากภาษาจีนที่เป็นยาใช้ภายนอก จำนวน 11 ตัวอย่าง เพื่อตรวจวิเคราะห์หาสารอันตรายต้องห้าม


ภก.ประพนธ์ บอกว่า ที่น่าตกใจ คือ ครีมทั้ง 11 ตัวอย่างที่เก็บมาตรวจวิเคราะห์ พบสารสเตียรอยด์ ชนิดโคลเบทาซอล โพรพิโอเนต (Clobetasol propionate) ในครีมทั้ง 11 ตัวอย่าง ในปริมาณตั้งแต่ 8.0-449.8 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สูงมาก นอกจากนี้ ยังตรวจพบ สารคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ซึ่งจัดเป็นยาในทุกตัวอย่าง และบางตัวอย่างตรวจพบว่ามีการใส่วัตถุกันเสีย 2 ชนิด คือ เมทิลพาราเบน (Methylparaben) และโพรพิลพาราเบน (Propylparaben) ด้วย

“สารโคลเบทาซอล โพรพิโอเนต ถือเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง เป็นยาสเตียรอยด์ ใช้ทาภายนอกร่างกายที่มีความแรงสูงสุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้รักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นผิวหนังที่ดื้อยาสเตียรอยด์ชนิดรุนแรงปานกลาง หรือใช้ในบริเวณผิวหนังที่หนา เช่น ที่ขาหรือส้นเท้า” รองเลขาธิการ อย.บอกและว่า สำคัญคือ สารชนิดนี้เมื่อใช้ไปนานๆ จะทำให้ผิวหนังบางลง เกิดจ้ำเลือดง่าย หรือมีรอยแตกที่ผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการเดียวกับที่พบในเด็กนักเรียนที่ใช้เครื่องสำอางที่ตรวจพบว่ามีสารชนิดนี้ปลอมปนอยู่

“เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค อย.จะดำเนินการเฝ้าระวังการใช้เครื่องสำอางอันตรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานออกไปจากท้องตลาด และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้ต่างๆ จากการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมสารอันตรายหรือสารต้องห้าม เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถเลือกซื้อและใช้ครีมและโลชั่นได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น” ภก.ประพนธ์ บอกพร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้ผู้ประกอบการผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอาง จะต้องไปจดแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนวางขายในท้องตลาดและหากจดแจ้งแล้วผลิตภัณฑ์นั้นจะได้เลขที่ใบรับแจ้ง 10 หลัก โดยจะต้องแสดงเลขที่ใบรับแจ้งดังกล่าวไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆด้วย ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบได้ก่อนตัดสินใจซื้อจากเว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือจาก Oryor Smart Application หรือสอบถามได้ที่ อย. ที่โทรศัพท์ 0-2590-7441 หรือ 0-2590-7273-4

นอกจากนี้ ในส่วนของการดำเนินการทางกฎหมายจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง หากตรวจพบโดยผู้จำหน่ายเครื่องสำอางที่ผิดกฎหมายจะมีโทษปรับตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย หรือไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน ร้องเรียนมาได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดที่พบการกระทำความผิด

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องตกเป็นเหยื่อของการใช้เครื่องสำอางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายมากกว่าที่คิดก็เป็นได้.

18 เม.ย. 2557 11:18 ไทยรัฐ