วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การปฏิรูปประเทศ 2500 ปีก่อน

วันเสาร์สบายๆวันนี้ ผมขอนำเรื่องราวการปกครองบ้านเมืองของ “10 ยอดผู้นำแผ่นดินจีน” ของ คุณสุขสันต์ วิเวกเมธากร มาเล่าต่ออีกสักคนนะครับ เพื่อเรียนรู้ว่านายกฯที่ดีและเก่งในสมัยโบราณ เขาบริหารประเทศกันอย่างไร จึงนำประเทศไปสู่ความเจริญ รุ่งเรืองเป็นมหาอำนาจ ไม่มีปัญหาแตกแยกในบ้านเมือง

วันนี้ผมขอยกตัวอย่าง จื่อฉ่าน นายกรัฐมนตรีรัฐเจิ้ง รัฐเล็กๆ ที่มีปัญหาการปฏิวัติภายใน และมีพรมแดนติดกับรัฐมหาอำนาจสองรัฐ

ขงจื๊อ ยอดนักปราชญ์จีน ได้กล่าวยกย่อง จื่อฉ่าน ว่า เป็นบุคคลที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณลักษณะของผู้ดี คือ ประพฤติตนอย่างมีแบบแผน เคารพนับถือผู้มีอาวุโสกว่า เมตตากรุณาต่อประชาชน และปกครองผู้น้อยโดยไม่ลุแก่อำนาจ

ในสมัยที่ จื่อฉ่าน เป็นนายกฯ รัฐเจิ้งเพิ่งผ่านการรัฐประหารหมาดๆ แต่ละตระกูลใหญ่ต่างก็สร้างอำนาจอิงกับการเมือง จะทำอะไรจึงต้องระมัดระวัง ไม่งั้นจะหัวขาดเสียเอง จื่อฉ่าน จึงบริหารประเทศอย่างใจเย็น เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์สังคมของรัฐเจิ้ง ที่ฝ่ายปกครองแบ่งพวกทำลายกันเอง และโรคนี้ระบาดลงไปถึงชนชั้นล่างและประชาชนตามชนบท ทำให้บ้านเมืองแตกแยก สังคมรัฐเจิ้งจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสนแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า

จื่อฉ่าน จึงวางแผน “ปฏิรูปรัฐเจิ้ง” โดยเริ่มจากเรื่องง่ายไปหาเรื่องยาก ด้วยการ “ปฏิรูปด้านวัฒนธรรม” ก่อน กำหนดเครื่องแต่งกาย การใช้ยวดยานพาหนะแต่ละชนชั้นให้เด่นชัด ถูกต้องตามวรรณะไม่ปะปนกัน กลวิธีนี้ทำให้รู้ว่า แต่ละคนเป็นใคร มาจากไหน สังกัด

นายคนไหน เวลามีเรื่องจะได้รู้ว่าคนของใคร จากนั้นก็ปฏิรูปการปกครองระดับหมู่บ้าน ปฏิรูปที่ดินโดยการ “เก็บภาษีนา” แม้จะได้รับการต่อต้าน แต่ จื่อฉ่าน ก็ไม่ท้อเดินหน้าต่อไป

ผ่านไป 5 ปี เมล็ดพันธุ์ที่เขาลงทุนปลูกไปอย่างไม่ย่อท้อต่อพื้นดินที่เสื่อมสภาพก็เริ่มเห็นผล แตกช่อกิ่ง บางต้นก็มีรากหยั่งลึกตามสติปัญญาของแต่ละคน ประชาชนที่เคยสาปแช่งก็เริ่มเข้าใจ มองเห็นความดีจากการปฏิรูป แต่งเพลงขึ้นมาสรรเสริญกันเซ็งแซ่

ลูกหลานของเราเป็นคนดี มีศีลธรรมถือความสัตย์ ตามคำสอนของจื่อฉ่าน, ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในเล้ามีไก่ เพราะความใส่ใจของท่านนายกฯ จื่อฉ่าน, ถ้าจื่อฉ่านมีอันเป็นไป จะมีใครที่ไหนมาแทนตัวท่านได้อีก

แม้รัฐเจิ้งจะเป็นรัฐเล็กๆที่อยู่ท่ามกลางสองรัฐมหาอำนาจ แต่ด้วยความสามารถของ นายกฯจื่อฉ่าน ทำให้รัฐเจิ้งกลับสามารถยกทัพไปตีรัฐเฉินได้ เพราะรู้จักการใช้วิเทโศบาย ในการดำเนินนโยบายการทูตของ นายกฯจื่อฉ่าน เขาได้เลือกเฟ้นบุคคลที่มีความสามารถสูง 4 คน มาเป็นกำลังสำคัญด้านวิเทโศบาย เรียกว่า “4 ผู้ชำนาญการทูต” มีรายนามดังนี้

จื่อต้าซู่ เป็นคนบุคลิกสง่าผ่าเผยเป็นผู้ดี

ฝงเจียนจื่อ ตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ไม่มีผิดพลาด

ปี่กาน เชี่ยวชาญในการเขียนบทเจรจา มีนิสัยประหลาด จะคิดออกต่อเมื่ออยู่กลางทุ่งโล่งแจ้ง

กงซุนเฟย ชำนาญการหาข่าว รอบรู้เรื่องราวของคนสำคัญทั่วราชอาณาจักร เจาะตั้งแต่ชีวประวัติ จนกระทั่งใครมีบ้านเล็กบ้านน้อยกี่หลัง มีเมียกี่คนลูกกี่คน ชอบอะไรเกลียดอะไร ฯลฯ

การมีทีมงานที่มีความสามารถเฉพาะตัวแบบนี้ ทำให้การดำเนินงานการทูตของ จื่อฉ่าน เป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อเกิดมีปัญหากับรัฐใด จื่อฉ่าน ก็จะเชิญ กงซุนเฟย มาพบก่อน เพื่อหาข้อมูลรายละเอียดของคู่กรณี แล้วนำมาประมวลเป็นข่าวกรองอย่างละเอียด จากนั้นก็ชวน ปี่กาน ขี่ม้าไปยังที่โล่งแจ้ง เพื่อสร้างความคิดในการเขียนบทเจรจา ได้บทเจรจาแล้วก็นำกลับมาให้ ฝงเจียนจื่อ พิจารณาตัดสิน เลือกบทที่เห็นว่าดีที่สุด แล้วจึงส่ง จื่อต้าซู่ หนุ่มรูปหล่อมาดผู้ดี ไปเป็นทูตเจรจากับรัฐคู่กรณีทันที

เขียนถึงการทูตแล้ว ผมก็คิดถึง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ ก็ใช้วิธีนี้ จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็น พี่เบิ้มแห่งอาเซียน ผิดกับสมัยนี้สิ้นเชิง ล้มเหลวจนกลายเป็น “ผู้ป่วยแห่งอาเซียน” และกำลังจะเป็น “ตัวถ่วงแห่งอาเซียน” น่าเศร้าเต็มที.

 

"ลม เปลี่ยนทิศ"

18 เม.ย. 2557 10:14 18 เม.ย. 2557 10:14 ไทยรัฐ