วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระอัจฉริยภาพดิน-น้ำ พอเพียงแก้จนยั่งยืน

โดย

วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น... “วันดินโลก (World Soil Day)” เพื่อเทิดพระเกียรติพระวิริยะอุตสาหะของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการปกป้องและพัฒนาทรัพยากรดิน

“ในโลกนี้มีพระมหากษัตริย์ประเทศไทยพระองค์เดียวที่ลงมาสนใจเกี่ยวกับเรื่องดิน...สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำคือการแก้ปัญหาเรื่องการทำการเกษตร โดยเน้นเรื่องทรัพยากร ถ้าแก้ปัญหาเรื่องดิน ทำให้ดินให้ผลผลิตได้...ได้สูง ก็จะแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้”

อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน บอกว่า เวลาที่เสด็จทรงงานในที่ต่างๆ ราษฎรก็จะมาถวายฎีกา กราบบังคมทูลเรื่องความทุกข์ยาก ปัญหาในการทำมาหากินไม่ได้ ผลผลิตตกต่ำ พระองค์ท่านก็ทรงหาสาเหตุ...ขาดน้ำก็ให้ทำเรื่องน้ำเอาน้ำมาช่วย มีปัญหาเรื่องดินท่านก็ทรงคิดหาวิธีที่จะแก้ได้อย่างไรบ้าง

“กลไกการทดลอง หาวิธีแก้ปัญหา ผ่านทางศูนย์ศึกษาการพัฒนา ที่มีอยู่ 6 แห่งทั่วประเทศ ที่พระองค์ท่านทรงตั้งไว้ พอแก้ได้ก็นำผลการ ศึกษาไปแก้ปัญหากับราษฎร”

งานทุกอย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำก็คือการแก้ปัญหาให้กับราษฎรที่มีปัญหาเรื่องการทำกิน เรื่องความเดือดร้อนทั้งนั้น ในปี 2555 พระองค์ท่านก็ได้รับเหรียญ “นักวิทยาศาสตร์ทางดินเพื่อมนุษยธรรม” จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ

ยกตัวอย่างแก้ปัญหา “ดินเปรี้ยว” ทรงให้ศึกษาที่แปลงแกล้งดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ปกติดินเปรี้ยวจะเกิดโดยธรรมชาติเป็นกรดกำมะถัน ถ้าน้ำท่วมขังไม่เป็นไร แต่พอน้ำแห้งก็จะเกิดกรดจนกระทั่งดินไม่สามารถปลูกอะไรได้

“ปัญหาดินเปรี้ยว พระองค์ท่านอยากจะรู้ว่าดินจะเปรี้ยวได้มากที่สุดแค่ไหน ก็เลยให้กรมพัฒนาที่ดินศึกษาเร่งการเปรี้ยวของดิน เรียกว่าการแกล้งดินให้เปรี้ยวให้มากที่สุด จนกระทั่งไม่มีพืชอะไรขึ้นได้ หญ้าก็ไม่ขึ้นแล้ว จากนั้นก็รับสั่งให้ศึกษาวิธีที่จะแก้ดินที่แย่สุดๆ เปรี้ยวสุดๆให้กลับมาปลูกพืชได้”

วิธีการต่างๆที่ทำ เอาน้ำจืดมาล้าง เอาปูนมาใส่ และพยายามหาทางแก้ทุกวิธีจนกระทั่งดินที่ปลูกพืชอะไรก็ไม่ขึ้น สามารถกลับมาปลูกพืชเหมือนกับดินธรรมดาได้

พระองค์ท่านก็รับสั่งว่า “นี่คือ...ดินโกรธ เราก็ต้องหาน้ำมาให้ดินทำงาน ดินหายโกรธ...ดินก็จะทำงาน” แล้วก็เอางานที่ได้จากการศึกษาไปขยายผลในพื้นที่ของเกษตรกรจริงๆที่มีปัญหาดินเปรี้ยวอื่นๆ

อย่างที่อำเภอตากใบ ก็มีปัญหานี้ ชาวบ้านทำได้แค่ปลูกพืชได้เป็นหย่อมๆ ผลผลิตไม่ดี ปลูกข้าวได้ไร่ละไม่ถึง 10 ถัง ก็ได้นำความรู้เรื่องแกล้งดินไปปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จนเขียวขจีไปทั้งพื้นที่

ทรงรับสั่งว่า “อันนี้สิ เป็นชัยชนะ ที่ประชาชน ราชการทำงานร่วมกันจนแก้ปัญหาได้”

แล้วก็มีเรื่อง “หญ้าแฝก” คนส่วนใหญ่น่าจะเคยได้ยิน รู้จักกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ แต่พระองค์ท่านทรงศึกษาจนพบว่าหญ้าแฝกมีระบบรากที่ลึก ยึดดินได้และไม่ขยายพันธุ์โดยดอก ทำให้ไม่แพร่เป็นวัชพืช ฉะนั้นเมื่อเอามาปลูกเป็นแถวต่อเนื่องกันก็จะเป็นเหมือนกำแพง

“เวลาน้ำมาก็สามารถชะลอความเร็วของน้ำ ดักตะกอนเอาไว้ได้ ดินที่รากหญ้าแฝกจับยึดเอาไว้ก็ไม่พัง พระองค์ท่านก็นำความรู้ที่ศึกษามาเผยแพร่ เป็นที่มาของโครงการหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ”

เมื่อนำหญ้าแฝกมาปลูกรอบสระน้ำยังช่วยกรองไม่ให้ตะกอนลงไปในสระ แก้ปัญหาการตื้นเขิน วิธีมากมายที่พระองค์ท่านทรงคิด แม้กระทั่งวิธีปลูกจะห่างกันเท่าไหร่จะได้ไม่มีช่องว่าง หากจะปลูกขวางลำน้ำ...ลักษณะเป็นร่อง ถ้าจะให้ได้ผลดีก็ต้องเป็นรูปตัววีหัวคว่ำ คำนวณแรงน้ำเมื่อมากระทบก็จะแตกแรงออกไปด้านข้าง ทำให้ไม่พังง่าย กลับ กันถ้าปลูกแบบวีหงาย หรือเป็นแนวตรงๆ พอน้ำมากระทบก็พังได้ง่ายกว่า

ทั้งหมดเหล่านี้จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงห่วงเรื่องทรัพยากร “ดิน”...“น้ำ” ศึกษาแต่ละเรื่องอย่างละเอียด ลึกซึ้ง นอกจากนี้ ยังมีอะไรอีกมากมาย เรื่องย่อยๆเล็กๆน้อยๆที่พระองค์ทรงทำไว้ในเรื่องของดิน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ แก้ปัญหาให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้

เพื่อแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน ร่วมกันจัดนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติ ภายใต้ชื่องาน “ดินอุดม น้ำสมบูรณ์ ด้วยพระบารมี” ระหว่างวันที่ 25-27 เมษายนนี้ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน

การจัดงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งานนิทรรศการเกี่ยวกับหลักการทรงงาน แนวคิด ทฤษฎี ของพระองค์ท่านด้านดินและน้ำ รวมทั้งเรื่องราวการนำแนวคิดและทฤษฎีไปปรับใช้กันอย่างไรบ้าง บูรณาการแก้ปัญหาทรัพยากรดินและน้ำร่วมกัน รวมถึงตัวอย่างโครงการที่สำคัญในแต่ละภาคและงานที่สำคัญที่พระองค์ท่านทำ

เรื่อง “น้ำ” พระองค์ท่านก็แก้ปัญหาทั้งเรื่องคุณภาพและการขาดแคลน เรื่อง “ดิน” นอกจากพัฒนา ฟื้นฟูคุณภาพดิน ก็นำงานทั้งสองมาบูรณาการร่วมกัน จนนำไปใช้แก้ปัญหาอย่างได้ผล

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด การบรรยายจากผู้ที่ทำงานในส่วนงานที่เกี่ยว ข้อง วันแรกท่านองคมนตรี อำพล เสนาณรงค์ ดูงานด้านเกษตรจะบรรยายในเรื่องพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านด้านดินและน้ำ ดร.สุเมธ ตันติ-เวชกุล พูดเรื่องการสนองพระราชดำริด้านดินและน้ำ...อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด มาพูดเรื่องน้ำ ดร.สันทัด โรจนสุนทร ราชบัณฑิต...ทำงานด้านดินมาโดยตลอดก็จะมาพูดเรื่องพระอัจฉริยภาพด้านดินของพระองค์ท่าน

วันที่ 27 เมษายน ก็จะมีเสวนา ดร.พิสุทธิ์ วิจารสรณ์ ที่ปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนาสนองพระราชดำริเรื่องดิน และในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินก็จะพูดถึงการสนองพระราชดำริด้านดิน เปิดวงพูดคุยกับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจากการน้อมนำพระราชดำริต่างๆไปปฏิบัติทั้งด้านดินและด้านน้ำ

ประเทศไทยในอดีตเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ปัญหาสำคัญวันนี้ คนรุ่นใหม่หันหน้าหนีอาชีพการเกษตร แถมคนรุ่นเก่าก็รอวันโรยรา? อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน บอกว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะภาคการเกษตร เกษตรกรก็มีอายุเฉลี่ยมากกว่า 50 ปี...ลูกหลานก็ไม่กลับไปทำอาชีพเกษตรกรรมแล้ว

“อาชีพเกษตรกรรมเป็นงานที่หนัก ได้ผลตอบแทนต่ำ พ่อแม่ก็ไม่อยากจะให้ลูกหลานลำบาก ถ้าส่งเรียนหนังสือแล้วก็อยากให้ ทำงานมีเงินเดือน ที่เป็นปัญหาต่อเนื่องที่สำคัญก็คือที่ดิน ไร่นา เมื่อไม่มีใครทำก็ถูกขายไป คิดจะหันกลับมาทำการเกษตรอีกก็ต้องเช่าที่ดิน”

ปัจจัยด้านแรงงานภาคการเกษตรก็มีปัญหา อยู่ในภาวะขาดแคลน ทุกวันนี้...ไม่ว่าเกี่ยวข้าว เก็บเกี่ยวผลผลิต ก็มักจะเป็นแรงงานต่างด้าว ในสังคมโลกก็มีปัญหานี้ หลายประเทศจึงเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาทดแทน...แต่ก็มีปัญหาอีกว่า เกษตรกรไทยทำนาเป็นแปลงเล็กแปลงน้อย ก็จะมีปัญหาในการลงทุน

เกษตรกรรายย่อยมีข้อดีในเรื่องการกระจายรายได้ ถ้ารายใหญ่รายเดียวจะเป็นในลักษณะ “รวยกระจุก จนกระจาย” แนวทางอีกทางหนึ่งที่จะเป็นทางออกคือการนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำการเกษตรเชิงคุณภาพ ก็จะยกระดับขึ้นมาได้

“แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว... ตรงข้ามกับแนวคิดการผลิตเพื่อส่งออก ต้องทำเป็นแปลงใหญ่ๆ เพื่อรายได้ที่มากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว...เกษตรกรก็จะเป็นลูกจ้าง

อยู่ในที่ทำกิน ไม่ได้ช่วยรักษาอาชีพเกษตรกรรมเอาไว้ให้ยั่งยืน”.

18 เม.ย. 2557 08:22 18 เม.ย. 2557 09:00 ไทยรัฐ