วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิจารณ์หนังส่งเดช ตอน "War horse"

โดย น้าเน็ก

กาลครั้งหนึ่งเคยเขียนเม้าท์หนังหมูมาแล้ว คราวนี้ถึงคิวหนังม้า อนาคตอาจมีซักตอนที่เล่าเรื่องหนังหมา (อารมณ์เหมือนกำลังพูดถึงบัญชีหนังหมาของพญายม)

พอเข้าวรรคนี้ผู้อ่านคงเริ่มกังขากับท่าทางที่ดูเป็นคนโปรดปรานหนังแนวชีวิตสัตว์โลกซึ่งขัดกับภาพลักษณ์สิ้นดี เพราะถ้าเดาอย่างผิวเผิน

ชาวบ้านมักพากันคาดการณ์ว่าหน้าตาแบบนี้น่าจะเป็นพวกชอบจับสัตว์มาฉีกทึ้งกินมากกว่านั่งดูไป ยิ้มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู … ไม่จริงครับ พื้นเพแล้วผมชอบเสพภาพยนตร์เกี่ยวกับสิงสาราสัตว์ หมู หมา ม้า หมีอะไรทำนองนี้เหมือนกัน

เอ้าก็มันน่ารักหนิ สิ่งมีชีวิตสี่ขาเห็นเมื่อไหร่จิตใจก็อ่อนโยน (ทำตาเยิ้ม) สองชั่วโมงให้หลัง พอจบเรื่องจะเกิดอาการสัญชาตญาณเจ้านายพลุ่งพล่าน อยากเดินออกไปลูบหัวเกาคางสัตว์เลี้ยงที่นอนตากยุงอยู่ตรงหน้าบ้านของตนขึ้นมาทันที

War horse เป็นวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังที่ถูกตีพิมพ์ในช่วง ค.ศ. 1982 ของไมเคิล มอร์เพอร์โก เจ้าของรางวัลไวต์เบรดอวอร์ดในปี 2007 ยังตามมากวาดรางวัลต่ออีกหลายถ้วยจากงานโทนี่อวอร์ดในฐานะละครเวที ก่อนถูกพ่อมดฮอลลีวูด สตีเว่น สปีลเบิร์ก ตบมาสร้างเป็นหนังในที่สุด ไม่ใช่หนังเก่าอะไรมาก เพิ่งปี 2011 นี่เอง …
เอาล่ะ เริ่มต้นการสปอยล์กัน ณ บัดนี้

✖ War Horse เกี่ยวกับ … ✖
ก็ตามประสา อะ เทล ออฟ เฟรนด์ชิพ … แบ็กกราวนด์เป็นประเทศอังกฤษยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เรื่องของเด็กหนุ่มจากครอบครัวชาวไร่ชื่ออัลเบิร์ต กับลูกม้าสีแดงชื่อโจอี้ ที่ได้มาเพราะพ่อบังเกิดเกล้าดันโชว์เปรี้ยว ไปงัดข้อประมูลสู้กับเศรษฐีประจำเมือง เจ้าหนี้ที่ดินของบ้านตัวเองในราคาแพงระดับล้มละลายเนื่องจากหมั่นไส้ส่วนตัว ชนิดไม่ปรึกษาหารือใครโดยเฉพาะเมีย

ผลคือทันทีที่ตาลุงจูงไอ้โจอี้กลับบ้าน เมียก็สรรเสริญเปิดเปิง ลำพังเงินทองที่พยายามออมไว้จ่ายค่าเช่าไร่นาก็ชักหน้าไม่ค่อยถึงข้าง ยังมีหน้ากล้าไปซื้อม้าเกรดดีเกินกว่าจะไถนาเป็นในมูลค่าโคตรแพง โคตรเว่อร์ โคตรพ่อ โคตรแม่แบบไม่ถามซักคำ (ผัวทุกชาติทั้งโลกเป็นเหมือนกันหมดจริงๆ)

กระนั้น…แม้เมียจะโกรธ แต่ลูกชายก็ดีใจมาก ขนาดยอมขัดคำสั่งแม่ ไม่ยอมเอาไปคืน เพราะเป็นลูกม้าที่อยากได้มานาน แอบมองมาตั้งแต่แรกคลอด ก็มันอยู่ไร่ข้างเคียงนี่เอง ประจวบเหมาะโชคเข้าข้าง (ตัวมันคนเดียว) พ่อควักจ่ายเงินให้พอดี เลยได้โจอี้มาครอบครองสมใจ เริ่มต้นนิราศเด็กชายผู้เลี้ยงม้านับแต่นั้น

✖ ทีนี้ยังไงต่อ … ✖
แม้ฐานะความเป็นอยู่จะขัดสน งานหนักเงินน้อย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับม้าก็เข้ากันได้ดี มีบ้างตอนแรกไม่ค่อยนำพา ทั้งดื้อทั้งทื่อ ต้องให้มองหน้ามองตา ค่อยๆ ใจเย็นแล้วพูดจาดีๆ ด้วยถึงจะเชื่อฟัง เหมือนชาติก่อนเคยเกิดเป็นโคนันทวิศาล …

ที่ว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดสามารถรู้สึกสุข ทุกข์ รัก เกลียดได้เท่ามนุษย์น่าจะจริงเพราะเมื่อจูนสัญญาณสำเร็จ โจอี้นี่ก็ฉลาดผิดเหล่าผิดวงศ์น่าหมั่นไส้ สอนได้สั่งได้ สื่อสารรู้เรื่อง ขาดแต่ยังพูดไม่เป็น (ถ้าม้าพูดได้ มนุษย์คงโดนด่าทั้งวี่ทั้งวัน) มีช่วงต้องผจญความลำบากดราม่าหนังชีวิตนิดหน่อยตอนที่เคี่ยวเข็ญให้โจอี้ช่วยงานไร่ ไถนาเป็นภายในหนึ่งเดือน ไม่งั้นเจ้าหนี้ตัวพ่อจะมายึดคืนหมดทั้งที่ดินทั้งม้า นับเป็นอุปสรรคด่านแรกตั้งแต่เกิดมาที่เด็กอัลเบิร์ตต้องพยายามก้าวผ่านไปให้ได้ 

แต่เงื่อนไขเปลี่ยนชีวิตของจริงมันมาถึงในวันที่ประเทศอังกฤษเข้าสู่ช่วงสงครามโลกอย่างเต็มรูปแบบต่างหาก

✖ ไคลแม็กซ์ก็คือ … ✖
เพราะสงครามทำลายทุกอย่าง เด็กผู้ชายกับม้าที่เคยอยู่ร่วมกันดีๆ ก็มีเหตุต้องแยกห่าง เมื่อกองทัพอังกฤษเกณฑ์ไพร่พลกำลังทั้งคนทั้งม้าไปออกศึก และเป็นช่วงเดียวกับที่ครอบครัวกำลังร้อนเงิน พ่อของพระเอกเลยจูงม้าไปขายกองทัพ ต่อให้รักม้าขนาดไหนก็ไม่สามารถยอมแลกกับที่ดินทำกินของพ่อแม่ เลยต้องยอมปล่อยไป มหกรรมพลัดพรากจึงเกิดขึ้น ณ จุดนี้ขอปาดน้ำตาทิ้งรัวๆ ด้วยความเศร้า …

จำความรู้สึกตอนรู้ว่าหมาแสนรักตายได้ไหมครับ … หายไปแบบไม่มีวันกลับมาอีก
อะไรบางอย่างถ้ามันชัดเจนลงไปเลยว่าจบสิ้นแล้ว เราก็จะเสียใจกับมันแค่ครั้งเดียว สมมติไอ้ดำเพื่อนยากอยู่กันมาสิบห้าปี วันหนึ่งหมดอายุขัยเพราะแก่เหลือเกิน ก็แค่ยอมรับสภาพโดยดี แต่ถ้าอยู่ๆ หมาก็หายไป ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง ไม่รู้ว่ามันจะหาทางกลับบ้านถูกหรือเปล่า และไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน ไม่มีคำตอบอะไรเลย … อันนี้หน่วงกว่าเยอะ เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ไม่ชอบความคลุมเครือ

พระเอกเราคงรู้สึกประมาณนั้นแหละ … พูดเป็นครั้งสุดท้ายว่าสาบาน เราต้องได้เจอกันอีก ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะตามหาจนกว่าจะเจอแล้วกลับทุ่งนา กลับบ้านกัน โชคดีมีนายทหารคนนึงมองเห็นแววอาลัยอาวรณ์ เลยสัญญาว่าจะรับโจอี้เป็นม้าประจำตัวและดูแลให้ดีที่สุด เสร็จศึกเมื่อไหร่จะพามาคืน … ทอม ฮิดเดิลสตัน ที่คุ้นหน้าจากคาแรกเตอร์โลกิ น้องรักหักเหลี่ยมโหดสุดเลวของ ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า มาเรื่องนี้เป็นนายทหารอังกฤษคนที่ว่า สุภาพบุรุษจนลืมหน้าชั่วๆ ของโลกิสนิทใจ แต่น่าเศร้า พี่แกตายไวเว่อร์

สุดท้ายม้าโจอี้เลยถึงคราวเปลี่ยนมือ เหมือนจะรู้ชะตากรรมดี ปกติที่ขัดขืน ไม่ยอมเชื่อฟังใครนอกจากเจ้านาย ตอนนี้เชื่องแถมว่าง่าย เดินหน้าสลดหัวตกตามหลังโดยดี … ตลอดทั้งเรื่อง โจอี้เปลี่ยนคนดูแล เปลี่ยนเจ้าของใหม่ราวๆ สี่ห้าคน ผลัดแรกคือนายทหารแห่งกองทัพอังกฤษ จับพลัดจับผลูไปอยู่กับทหารสองคนพี่น้องในกองทัพเยอรมันพักนึง เด็กผู้หญิงตัวเล็กกับคุณตา เป็นม้าลากปืนใหญ่ ตกระกำลำบากชนิดที่ถ้ามีสมองรับรู้เท่ามนุษย์ คงเฝ้าคิดถึงแต่วันที่วิ่งตามเสียงเป่าปากเรียกของพระเอกในทุ่งหญ้า (ร้องไห้อีกรอบ)

✖ สิ่งที่ชอบ ✖
คือตอนต้นก็เป็นมิตรภาพระหว่างคนกับสัตว์ แต่หลังๆ ค่อนไปท้ายเรื่องจะกลายเป็นมิตรภาพกลางสมรภูมิแทน ซึ่งฟีลกู้ดเหมือนกัน … ถ้าดูในยุคม้วนวิดีโอ คาดว่าคงผ่านการกรอกลับฉายซ้ำใหม่ซะยานย้วย เพราะจนบัดนี้ยังไม่เลิกฟินเลยครับ

ช่วงนึงที่ม้าโจอี้วิ่งเตลิดหนีกระสุน หนีระเบิดเข้าไปติดดงลวดหนามในเขตโนแมนส์แลนด์ สนามรบระหว่างฝ่ายอังกฤษกับเยอรมัน คือเป็นจังหวะพักรบพอดี สมัยนั้นดีอย่าง กรณีประจันหน้าโต้งๆ แบบนี้ มันก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตายิงถล่มกันหูดับตับไหม้ตลอดเวลา ประมาณชั่วโมงที่ไม่มีใครยิงใคร บรรยากาศวังเวงและเงียบม้าก ฝั่งอังกฤษส่องกล้องทางไกลสำรวจสถานการณ์ตามปกติ จู่ๆ เห็นอะไรไหวๆ กลางลานรบก็แปลกใจ นอกจากลวดหนาม ค่ายคูประตูกับดักแล้ว ละแวกดังกล่าวก็ไม่ควรมีสิ่งมีชีวิตใดอีกไม่ใช่เรอะ เดาสุ่มไปสารพัด

ซักพักได้ยินเสียงถึงรู้ว่าอ้าว เหี้ยละไหมนั่น ม้านี่หว่า! พลทหารอังกฤษใจกล้านายหนึ่ง ถือธงขาวย่องออกมาจากบังเกอร์ ตะโกนนำหน้าดังลั่นว่าธงขาวนะโว้ยธงขาว จะมาช่วยม้า ไม่ต้องเสือกยิงไล่ ครั้นเห็นใกล้ๆ ถึงกับอึ้ง เพราะลวดหนามแหลมหลายเส้นพันรอบตัวม้าแน่นหนา โจอี้ที่อยู่สภาพนี้มาหลายชั่วโมงเริ่มหมดแรงดิ้น ปล่อยไว้ก็ตายแหง

ขณะที่พลทหารอังกฤษกำลังก่นด่าตัวเอง ควาย! ทำไมไม่หิ้วคีมตัดเหล็กติดมือมาด้วย ปรากฏว่าทหารเยอรมันฝ่ายโน้นก็เดินมาสืบเหตุอีกคน แบบว่ากองทัพกูก็สงสัยเหมือนกันว่านี่มันตัวอะไร นอนดิ้นกระแด่วๆ ส่วนนี่คีมตัดเหล็ก ได้ยินว่าต้องการใช้

หูย เรียกว่าบรรยากาศเลวร้ายของสงครามที่เห็นมาตลอดตั้งแต่ต้น ถูกลดดีกรีทมิฬหินชาติลงได้ทันทีด้วยภาพของทหารสองฝ่าย ปกติเป็นศัตรูคู่สมรภูมิ ฆ่าแกงแหลกลาญ กลับมายืนปรึกษาหารือร่วมมือกันว่าจะช่วยยังไง

เวร! คีมดันมีอันเดียว ไม่พอใช้ … ตัวแทนกองทัพเยอรมันเลยตะโกนหาเครื่องมือ แป๊บเดียวคีมก็ลอยข้ามบังเกอร์มาให้เป็นสิบ ตัดตรงไหนก่อนหลังจะปลอดภัย นายตัดเส้นนั้น เดี๋ยวชั้นตัดเส้นนี้ พักการเป็นอริไว้ชั่วคราวเพื่อช่วยชีวิตม้าศึก แม้โดยหน้าที่แล้วเป็นทหาร ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งให้มารบก็ต้องมา แต่ลึกๆ เราไม่มีความแค้นส่วนตัวต่อกัน หนำซ้ำมีการถามชื่อแซ่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชาติ ก่อนแยกย้ายยังการอวยชัยให้พร หลบกระสุนดีๆ ล่ะมึง ก้มต่ำเข้าไว้ ทหารฝั่งกูยิงไม่ค่อยแม่น แต่อาศัยว่าลูกเยอะ … เออ สุดยอด เท่ดี

✖ สิ่งที่ไม่ชอบ ✖
ไม่ชอบตรงมันเป็นแฟมิลี่มูวี่ที่ดูร่วมกับแฟมิลี่ไม่ได้ ต้องดูคนเดียว โฮมอโลนเลยทีนี้ ไม่งั้นภาพลักษณ์อาจบรรลัยวายสิ้น คือเห็นโปสเตอร์หน้าหนังออกจะบึกบึน ม้าศึกชาตินักรบ สมรภูมิกรุ่นควันปืน นึกว่าจะเซฟต่อต่อมเซนซิทีฟ ที่ไหนได้ โห ดูไปน้ำตาไหลโชกเป็นทางท่วมหัวหู ร้องไห้ฉิบหายวายป่วงครับ ดีที่วันนั้นดูคนเดียว ไม่งั้นพี่น้องเพื่อนฝูงอาจตกใจเอาว่ามึงซึ้งหนักไปไหม เกินราคาหนังแล้วนั่น …

แต่ก่อนเห็นผู้หญิงกอดกล่องทิชชู่ดูซีรีส์ทีไรก็ส่ายหัวเอือมระอา ใครตายใครตาย ทำไมบ่อน้ำตาตื้นจัง ลืมไปว่าตัวเองก็เป็น แต่จะเป็นเฉพาะเจอแนวสัตว์โลกน่าสงสาร … เนี่ย อย่างตอนโจอี้โดนจับไปเทียมอุปกรณ์เป็นม้าลากปืนใหญ่ โดนใช้แรงงานจนสายตัวแทบขาดงี้ ฮือ เอาทิชชู่มาม้วนนึงซิ เร็ว!!

✖ สรุป ✖
ถึงภาพยนตร์สไตล์มิตรภาพระหว่างคนกับสัตว์จะมีเยอะ แต่ที่นำเสนอในบรรยากาศสงครามโลกแถมยังชวนดูแบบนี้ก็ใช่ว่าจะหาง่าย War horse ก็เป็นอีกเรื่องที่สนุก … ภาพสวย วิวสวย เนื้อหาดีสมเป็นหนังครอบครัว ดูแล้วรักหมาขึ้นหลายเลเวล (บ้านไม่มีม้า เลยรักหมาแทน)

และอย่าลืม ถ้ารู้ตัวว่าอินง่าย ซึ้งง่าย จงดูตามลำพังเถอะครับเพื่อความปลอดภัย

น้าเน็ก

น้าเน็ก

กาลครั้งหนึ่งเคยเขียนเม้าท์หนังหมูมาแล้ว คราวนี้ถึงคิวหนังม้า อนาคตอาจมีซักตอนที่เล่าเรื่องหนังหมา (อารมณ์เหมือนกำลังพูดถึงบัญชีหนังหมาของพญายม)... 17 เม.ย. 2557 22:02 ไทยรัฐ