วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เตือน 'โคโรน่าไวรัส 2012' ติดง่ายจากไอ-จาม!

เตือน 'โคโรน่าไวรัส 2012' ติดง่ายจากไอ-จาม!

  • Share:

สธ.เร่งกำชับ สสจ.ทุกจังหวัด-โรงพยาบาลทุกแห่ง เฝ้าระวังผู้ป่วยที่ติดเชื้อ "โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2012" หรือเมิร์สคอฟ เน้นพิเศษในกลุ่มที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ไอ ถ่ายเหลว อาเจียน และมีประวัติเดินทางกลับจากประเทศที่พบผู้ป่วย...

จากกรณีที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในภาคตะวันตกของประเทศซาอุดีอาระเบีย ในการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส "โคโรน่า" สายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือ เมิร์สคอฟ (Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus : MERS-CoV) เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2557 ภายหลังมีรายงานพบการแพร่ระบาดของโรคนี้ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซาอุดีอาระเบีย ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2555 และเริ่มพบผู้ป่วยในเมืองเจดดาห์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตภาคตะวันตกของประเทศนั้น

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 57 นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ตื่นตัวในการเฝ้าระวังโรคนี้ หลังจากที่เริ่มมีรายงานพบผู้ป่วย เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2555 เป็นต้นมา และให้กรมควบคุมโรคตั้งศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคนี้อย่างใกล้ชิด จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทยแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่อาจวางใจได้ เนื่องจากยังพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องใน 11 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส ตูนีเซีย เยอรมนี อิตาลี โอมาน และคูเวต โดยพบผู้ป่วยมากที่สุดในซาอุดีอาระเบีย ล่าสุด องค์การอนามัยโลกรายงาน ณ วันที่ 16 เม.ย. 2557 พบผู้ป่วยยืนยัน 238 ราย เสียชีวิต 92 ราย

ในการป้องกันโรคนี้ ได้เน้นย้ำ 2 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทุกแห่ง เฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ไอ ถ่ายเหลว อาเจียน และมีประวัติเดินทางกลับจากประเทศที่พบผู้ป่วย หรือเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศที่พบผู้ป่วย หากพบผู้ป่วยที่มีอาการที่กล่าวมาขอให้จัดไว้อยู่ในข่ายสงสัย ให้ปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในสถานพยาบาลในระดับสูงสุดเช่นเดียวกับโรคซาร์ส และ 2.มอบให้กรมควบคุมโรควางแผนการดูแลสุขภาพชาวไทยมุสลิมประมาณ 10,000 คน ที่จะเดินทางไปร่วมพิธีฮัจญ์ ประจำปี 2557 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงให้จัดทำคำแนะนำในการดูแลสุขภาพและป้องกันโรคแก่ผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้รับการชื่นชมจากประเทศต่างๆ เช่นอินโดนีเซีย ว่าไทยมีระบบในการดูแลป้องกันโรคแก่ผู้แสวงบุญที่ดี
         
ทางด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส จัดเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน ที่มีอาการรุนแรงคล้ายโรคซาร์ส เชื้อจะลุกลามเข้าปอดอย่างรวดเร็ว เชื้อจะอยู่ในละอองน้ำมูกน้ำลายผู้ป่วย ติดต่อได้ง่ายจากการไอจาม จากการวิเคราะห์อาการของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าอาการของผู้ป่วยที่พบบ่อย คือ มีไข้สูงร้อยละ 98 ไอร้อยละ 83 หายใจหอบร้อยละ 72 ถ่ายเหลวร้อยละ 26 อาเจียนร้อยละ 21 ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดร้อยละ 96 มีโรคประจำตัว 1 โรคหรือมากกว่า ได้แก่ เบาหวาน รองลงมา คือ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต และยังพบผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวมากกว่า 1 โรคร้อยละ 72                         

สำหรับด้านการดูแลรักษาผู้ป่วย กรมควบคุมโรคได้ตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญระหว่างกรมการแพทย์และกรมควบคุมโรค โดยมี รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และมีทีมให้คำปรึกษาด้านการป้องกันควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาล โดยมี พญ.จริยา แสงสัจจา ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร เป็นประธาน

ขณะนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่มีข้อห้ามในการเดินทางไปยังประเทศที่พบผู้ป่วย ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยให้ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ ฟอกสบู่บ่อยๆ และภายหลังสัมผัสสิ่งสาธารณะต่างๆ เช่น ปุ่มลิฟต์ ราวบันไดเลื่อน ลูกบิดประตู หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้คนที่เป็นหวัดและการอยู่ในสถานที่แออัด 

ทั้งนี้ หากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัด คือ ไข้สูง ไอ มีน้ำมูก ขอให้ใส่หน้ากากอนามัย และพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา พร้อมบอกประวัติการเดินทางไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอถึง 2 วัน แม้ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยดังกล่าว แต่ก็ต้องจัดระบบเฝ้าระวังในสถานพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัย โทรสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้