วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เดิมพันการเมืองว่าด้วย “อำนาจ”

โดย สายล่อฟ้า

ว่ากันว่าสถานการณ์การเมืองหลังสงกรานต์น่าจะได้เห็นอะไรเป็นอะไรแล้วเพราะทุกอย่างเดินเข้าสู่การเผชิญหน้าด้วยความเป็นจริง ซึ่งตัวแปรสำคัญก็คือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.

จุดแตกหักที่จะเกิดขึ้นนั้นน่าจะออกมาก่อนสิ้นเดือนเมษายนเพราะวันนี้ 18 เม.ย. ศาลรัฐธรรมนูญได้ขีดเส้นตายให้นายกฯเข้ามาชี้แจง

หากไม่มาชี้แจงก็หมายความว่าศาลสามารถวินิจฉัยได้ทันที เนื่องจากผู้ถูกร้องไม่ติดใจศาลจึงสามารถดำเนินการชี้ขาดได้เลย

คดีนี้ดูเหมือนนายกฯและรัฐบาลเพื่อไทยมีความหวั่นไหวมากพอสมควร เพราะคาดการณ์ว่าจะโดนแน่ จึงใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้เห็นว่าศาลไม่มีความชอบธรรมที่จะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาเนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินไปแล้ว และได้ย้ายนายถวิลกลับสู่ตำแหน่งเดิม

เป็นการหาเรื่องที่จะทำให้นายกฯและรัฐบาลรักษาการพ้นสภาพ

ที่ว่าเกิดความหวั่นไหวก็คงเนื่องมาจากผลแห่งคดี ถ้าศาลชี้ว่ามีความผิดจริงก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯรวมถึง ครม.ทั้งชุด

หมดสิ้นอำนาจไปทันที

นั่นเท่ากับว่าเป็นการเปิดทางให้ กปปส.สามารถที่จะดำเนินการเพื่อหา “นายกฯคนกลาง” เข้ามาตั้งรัฐบาลบริหารประเทศแทน แม้ว่าถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร

อีกคดีก็คือ ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดนายกฯเกี่ยวกับคดีรับจำนำข้าว ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต

ซึ่งคดีนี้ฝ่ายรัฐบาลพยายามที่จะดึงเกมด้วยการเสนอให้มีการเลื่อนการพิจารณามาเป็นระยะๆโดยขอให้เพิ่มพยานมา 2-3 ครั้งสุดท้าย ป.ป.ช.ได้เพิ่มเติมพยานได้อีก 4 คน เพื่อให้มาชี้แจงเป็นลำดับ

ซึ่งในวันที่ 18 เม.ย. จะเข้าชี้แจงได้ครบจำนวนที่ร้องขอมา ขั้นตอนต่อไป ป.ป.ช.ก็คงนำคำชี้แจงเพิ่มเติมไปพิจารณารวมกับสำนวนการสอบสวนเดิมเพื่อให้ครบองค์ประกอบ

คาดว่าวันที่ 1 พ.ค. 57 ทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย

เพียงแต่ว่ากรณีนี้หาก ป.ป.ช.ชี้ว่ามีมูลความผิดจริง นายกฯก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าขั้นตอนการดำเนินการถอดถอนจะเสร็จเรียบร้อย และอีกด้านหนึ่งก็คือการดำเนินคดีทางอาญาว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร

ทั้ง 2 คดีนี้จึงมีความต่างกัน เพราะถ้า ป.ป.ช.ชี้ว่ามีมูลความผิด นายกฯเพียงแค่หยุดปฏิบัติหน้าที่ สามารถตั้งรองนายกฯคนใดคนหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐบาลก็ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่

หรือการเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลง

แต่คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนั้นมีผลต่อนายกฯ และรัฐบาลโดยตรง หากชี้ว่าผิดนายกฯจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีพร้อมกับ ครม.ทั้งคณะ

เป็นเรื่องที่หนักหนาสากรรจ์จริงๆ

อยู่ที่ว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดออกมาแล้วจะยอมรับหรือไม่ นี่คือประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพราะดูจากท่าทีแล้วมีความพยายามในหลากหลายรูปแบบที่แสดงให้เห็นว่าจะไม่ยอมรับ

อีกด้านหนึ่งก็คือ การผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อให้ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เร็วที่สุด เพราะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ได้อำนาจรัฐกลับคืนมาเพราะเชื่อว่าชนะแน่

เหนืออื่นใดในท่ามกลางสถานการณ์เผชิญหน้าที่จะไปสู่จุดแตกหัก การเปิดหน้าที่วิธีการต่างๆเพื่อกดดันศาลและองค์กรอิสระด้วยการใช้มวลชน แต่ฉากหลังก็หาทางที่จะให้มีการเจรจา

“เดิมพัน” การเมืองมันจึงต้องไม่พลาดแม้แต่ก้าวเดียว.

 

“สายล่อฟ้า”

17 เม.ย. 2557 11:39 ไทยรัฐ