วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับชีพจรค้าปลีก รับวิกฤติการเมือง

ในภาวะที่การเมืองไทยยังอึมครึม หาจุดลงไม่ได้ ซึ่งมียาวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนส่งผลกระทบทุกหย่อมหญ้า ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า การส่งออก การท่องเที่ยว และอื่นๆ เป็นโดมิโน

นั่นเป็นเพราะนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหดหาย ขณะที่ประชาชนคนไทยไม่มีอารมณ์การใช้จ่ายเงิน

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงออกไปสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการค้าและบริการทั้งในส่วนของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ปัจจุบันมีกว่า 7,600 สาขา และตลาดไท ตลาดกลางซื้อขายสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 500 ไร่

เพื่อประเมินการใช้จ่ายภาคประชาชนว่าในปีนี้จะมีการจับจ่ายใช้สอยมากน้อยแค่ไหน

และมีวิธีการปรับตัวรับมือกับวิกฤตินี้อย่างไรบ้าง!!!

เดอะมอลล์กรุ๊ปยอมรับไม่ฉลุย

นายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า โดยภาพรวมแล้วธุรกิจค้าปลีกปีนี้ น่าจะดีและคึกคักเหมือนปีม้า เพราะปัจจัยภายนอกประเทศ อย่างเศรษฐกิจของยุโรป สหรัฐอเมริกาฟื้น ประเทศไทยกลับมีปัจจัยภายในประเทศมาฉุดรั้งและมีผลกระทบลามทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

เวลานี้ตัวเลขติดลบกว่า 40% นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปเกือบหมด จากการที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคง แม้วันนี้รัฐบาลจะยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว แต่ พ.ร.บ.ความมั่นคง ยังมีอยู่ ต่างชาติยังขยาด และส่งสัญญาณแจ้งเตือนไม่ให้ประชาชนของแต่ละประเทศเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย

เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย หากนักท่องเที่ยวยังไม่กลับเข้ามาเที่ยวและใช้จ่ายเงินในประเทศไทยอีก ส่งผลกระทบหนักแน่ และขณะนี้วิกฤติการชะลอการใช้จ่ายเงินของคนไทย ก็ลุกลามออกไปในพื้นที่ต่างจังหวัดแล้ว

“2-3 เดือนแรกของปี 2557 การใช้จ่ายภาคประชาชนของเดอะมอลล์กรุ๊ป ตกลง 7-8% แต่ช่วงที่วิกฤติหนักสุดสำหรับห้างฯ และศูนย์การค้าในเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป คือ เมื่อคราวที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองมาปิดที่แยกมาบุญครอง และแยกราชประสงค์ ยอดการใช้จ่ายเงินของลูกค้า โดยเฉพาะที่พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์หายไปกว่า 40-50% แต่พอกลุ่มผู้ชุมนุมฯย้ายออกไปอยู่ที่สวนลุมฯ สถานการณ์ต่างๆก็เริ่มดีขึ้น ยอดการใช้จ่ายของลูกค้าตกลงเหลือแค่ 5-6% ซึ่งตั้งแต่เปิดให้บริการศูนย์การค้าสยามพารากอนมาตั้งแต่ปี 2548 รวม 9 ปี การใช้จ่ายภาคประชาชนในส่วนของห้างสรรพสินค้าไม่เคยติดลบเลยสักปี มีแต่ขึ้นตลอด ปีละไม่ต่ำกว่า 2 หลัก”

นายไพบูลย์กล่าวว่า ในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา อารมณ์ในการใช้จ่ายเงินของลูกค้านิ่งและหายหมด งานอีเวนต์ต่างๆเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ก็หายเกลี้ยง ซึ่งต่างจากช่วงที่บ้านเมืองเฟื่องฟู ที่กิจกรรมงานรื่นเริงเพียบ ยอดขายเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าแฟชั่นอู้ฟู่ เพราะคนมีความสุข

ที่น่าจับตา ปีนี้มีปัจจัยหลายๆอย่างมาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ นอกจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ดีเยี่ยมแล้ว รถยนต์คันแรก ที่เป็นปัจจัยให้คนไทยชะลอการใช้จ่ายเงิน และดูดกำลังซื้อออกจากตลาดมหาศาล ก็ส่งมอบหมดแล้วเมื่อเดือน ต.ค.2556 ขณะที่ทีวีดิจิตอล น่าจะเป็นฤดูขาย เพราะ หลายช่องเริ่มมีการออกอากาศแล้ว แต่พอเจอวิกฤติ ตลาดก็ซึมยาว โดยซึมและติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2556

ในส่วนของเดอะมอลล์กรุ๊ป ปี 2557 นี้ ก็วิ่งสู้ฟัดดันยอดขายและผลประกอบการให้ดีขึ้น ด้วยการเร่งอัดรายการโปรโมชั่นแบบเต็มสตรีมทุกเดือน เพื่อหวังปลุกกำลังซื้อ แต่นาทีนี้ประคองยอดขายและผลประกอบการสิ้นปีไม่ให้ตกก็ลำบากแล้ว โดยเป้าหมายปี 2557 คาดว่าจะทำได้ 50,000 ล้านบาท เท่ากับปี 2556 ขณะที่ผลกำไรอาจลดลงเหลือแค่ 3,000 ล้านบาท จากปี 2556 ที่มีผลกำไรรวม 4,000-5,000 ล้านบาท

“แม้จะอัดรายการโปรโมชั่นเพิ่ม และทำต่อเนื่องทุกเดือนทั้งกิจกรรมใหญ่และกิจกรรมย่อย ยังใช้งบทำตลาดต่อปี 1,500 ล้านบาทเท่าเดิม เพราะภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ดีขึ้นมาก การใช้งบทำตลาดจึงต้องระมัดระวัง ถึงวันนี้อยากให้สถานการณ์ต่างๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด และขอให้ทุกฝ่ายเดินตามกฎหมาย อย่าไปเรียกร้องอะไรให้ผิดไปจากที่กฎหมายกำหนด เพราะจะทำไม่ได้ ปัญหาเวลานี้ต่างฝ่ายต่างไม่กลัวใคร เพราะต่างคิดว่ามีแบ็กอัพอยู่ อยากให้คิดว่าบ้านเมืองยังมีขื่อมีแป”

กลุ่มเซ็นทรัลแปรวิกฤติเป็นโอกาส

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า ความกังวล ณ ตอนนี้ มีเรื่องเดียว คือ เรื่องการเมืองเพราะไม่รู้ว่าที่ยังอึมครึมและยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้จะจบอย่างไร เมื่อไร แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะยืดเยื้อออกไปอีก 6 เดือน

โดยภาพรวมในขณะนี้กลุ่มเซ็นทรัลได้รับผลกระทบบ้างโดยเฉพาะ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีลูกค้าหายไปจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชาวต่างชาติ แต่ยังมีสาขารอบนอก อาทิ สาขาพระราม 9, ลาดพร้าว และปิ่นเกล้า ที่ยังมีผลประกอบการดี โดยสาขาพระราม 9 มีอัตราการเติบโต 18% สาขาลาดพร้าวเติบโต 8-9% และสาขาปิ่นเกล้าเติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ถึงวันนี้ยังยืนยันว่า สิ้นปี 2557 ผลประกอบการของกลุ่มเซ็นทรัลยังอยู่ที่เป้าหมายเดิม คือ 267,000 ล้านบาท เติบโต 14%

“วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเมืองไทย แต่บริษัทฯไม่หวั่นและยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง โดยการลงทุนจะพิจารณาภายใต้เงื่อนไขที่สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อนานถึง 6 เดือน ส่วนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบกับกลุ่มเซ็นทรัลมากนัก และขณะนี้กำลังซื้อก็เริ่มทยอยกลับมาตามปกติแล้ว เชื่อว่าเป็นเพราะผู้บริโภคเกิดความเคยชิน และกลุ่มเซ็นทรัลเองก็เจอกับวิกฤติต่างๆมามาก ตั้งแต่วิกฤติค่าเงินในปี 2540 วิกฤติน้ำท่วม วิกฤติการเมือง ซึ่งวิกฤติต่างๆ มีข้อดี คือ ทำให้บริษัทสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในการบริหารจัดการได้ดีเยี่ยม”

ทั้งนี้ 3 ปีที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลเติบโต 20% ต่อปี ซึ่งการเติบโตในปีที่ 5 หรือ 6 นั้นจะไม่ค่อยขยับ ซึ่งเป็นกลไกปกติของการเติบโตของธุรกิจอยู่แล้ว ดังนั้นเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้ ที่จะเติบโต 14% นั้น ถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงมาก หากเทียบกับช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ที่เติบโตเพียงแค่ 7-8% เท่านั้น

นายทศกล่าวว่า ปีนี้หลังบริษัทฯได้ปรับโครงสร้างองค์กรและทีมผู้บริหารใหม่ในรอบ 4 ปี ภายใต้แนวคิด “The Next Chapter of Central Group” เพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจในอนาคตอีก 10 ปี ข้างหน้า และเสริมศักยภาพของกลุ่มเซ็นทรัลผ่านการซินเนอร์จีระหว่างองค์กรต่างๆ ภายในกลุ่มฯเพื่อความคล่องตัวในการบริหารและช่วยผลักดันการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ จากกรณีที่ น.ส.บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้เคยเปิดเผยว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมค้าปลีกครึ่งปีแรก 2557 น่าจะเติบโตได้ 4-5% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีก่อนที่เติบโต 9% ถือเป็นการเติบโตที่ลดลง แต่ปรับเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีหลังของปีที่แล้วที่เติบโตเพียง 3-4% เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอยและผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ประกอบกับที่ผ่านมากำลังซื้อที่ลดลง มาจากอารมณ์การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคลดลง จากเหตุการณ์ ทางการเมือง แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นแล้วว่า อารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคคนไทยเริ่มกลับมา ภายหลังจากที่พื้นที่ค้าปลีก ซึ่งเคยเป็นที่ที่มีการชุมนุมทางการเมืองได้มีการคืนพื้นที่และกลับมาเป็นปกตินั้น

“ผมเห็นด้วยกับความเห็นของประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยที่ว่าอารมณ์การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเริ่มเป็นบวก หลังมีการคืนพื้นที่ของกลุ่ม กปปส. กำลังซื้อแม้ไม่เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคดีขึ้นกว่าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็ไม่น่าจะจำเป็นแล้ว เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจและกลับมาท่องเที่ยวเป็นปกติ ส่งผลให้เงินจากการใช้จ่ายกลับมาสะพัดอีกครั้ง”

นอกจากนี้ อีกเรื่องที่เห็นด้วยคือ ที่บอกว่าครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะไตรมาส 4 ของปีนี้การเติบโตของอุตสาหกรรมค้าปลีกน่าจะพลิกฟื้น และทำให้ทั้งปีเติบโต 6-7% หรือมีมูลค่าการบริโภคค้าปลีกที่ 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายตามสถานการณ์โดยรวมที่เกิดขึ้นช่วง 2 เดือนของปี

ตลาดไท–สี่มุมเมืองมึนลูกค้าวูบ

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ประธาน บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารกิจการตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

ผมลงไปเดินเยี่ยมเยียนผู้ค้าของเราในตลาดบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ต้นปีที่เกิดวิกฤติการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก็ไม่คิดว่า เหตุการณ์จะยาวนานถึงเพียงนี้ แรกๆยอดขายของพ่อค้าแม่ค้าหายไปราว 7-8% แต่เวลานี้ พวกเขาเริ่มบ่นกับผมหนักว่า ตลาดเงียบ ที่สำคัญเขารู้สึกไม่มีเงินเข้ามาในระบบเลย กำลังซื้อหดหาย และยอดขายเขาตกลงราว 20%

ตลาดไทซึ่งค้าส่งอยู่กับภาคอีสานและภาคเหนือ ขณะที่ตลาดสี่มุมเมืองค้าส่งอยู่กับเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ละตลาดมีเงินทุน หมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยกันปกติปีละ 150,000 ล้านบาท รวม 2 ตลาดก็ราว 300,000 ล้านบาท คุณคำนวณดูแล้วกันว่า ทั้ง 2 ตลาดมีลูกค้าลดลงเท่าๆกันคือ 20% คำนวณคร่าวๆก็คงจะหายไปราวๆ 60,000 ล้านบาท

ผักผลไม้ทั้งของไทยของนอกในระดับกลางๆ ไม่ถึงกับเป็นระดับสูง ที่ปกติเราขายกันสบายๆอยู่ เดี๋ยวนี้ก็ขายลำบาก ในกรุงเทพฯยังพอขายได้บ้าง 10-15% จากที่ควรจะขายได้มากกว่านี้ แต่ต่างจังหวัดยอดขายหดหายไปหมดเพราะชาวนาและเกษตรกรจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับเงินจากการรับจำนำข้าวและผลผลิตอื่นๆ เมื่อเกษตรกรไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย การค้าขายก็ต้องลดลง

ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปก็ประหยัดกันมากขึ้น อาหารทะเลสดที่เคยรับประทาน ก็เปลี่ยนเป็นซื้อไก่ไปทานแทนเพราะประหยัดเงินมากกว่า ส้มเคยซื้อกันหลายกิโลกรัม เดี๋ยวนี้ชาวบ้านก็ลดจำนวนการซื้อลงไปครึ่ง เพราะผู้คนคงจะรู้สึกว่าเก็บเงินสดไว้ดีกว่า การใช้จ่ายต่างๆจึงเป็นไปอย่างระมัดระวัง

“สิ่งที่เราทำได้ก็คือ พยายามอำนวยความสะดวกแก่ผู้ค้าให้สามารถขายของได้มากขึ้น ลดรายจ่ายต่างๆช่วยเขา และแน่นอนว่าปีนี้เราคงขึ้นค่าเช่าไม่ได้ กระนั้นก็ตาม ผมว่าปีนี้ว่าหนักแล้ว ปีหน้าจะเหนื่อยกว่านี้อีกหลายเท่า”

ส่วนที่ว่า ปีนี้จีดีพีประเทศอาจจะขยายตัวติดลบ “ผมไม่ได้เซอร์ไพรส์เลยสักนิด เพราะวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ต้นปีหรือก่อนนั้นแล้ว และขณะนี้ยังไม่จบ แน่นอน แม้มันจะเป็นสิ่งที่คนไทยต้องร่วมกันรับความเสียหาย แต่มันก็เหนื่อยนะครับ อย่างโรงแรมผมน่ะ ยอดขายหายไป 30-40% ไม่ได้พูดถึงเลย”

นายประดิษฐ์กล่าวด้วยว่า เวลานี้คำถามเดียวที่คนในสังคมไทยอยากได้คำตอบก็คือ เมื่อไหร่จะจบ นี่แสดงว่า คนไทยเราต้องการให้เรื่องนี้จบเร็วที่สุด “ทั้ง 2 ท่านก็ลองหันมาคิดดูสักนิดนะครับ ไหนๆก็บอกว่า ท่านทำเพื่อประชาชนแล้ว แต่ประชาชนกำลังเดือดร้อนหนักเพราะท่าน จะทำอย่างไรดีครับ”

“7–11” หน้าปากซอยยังมีสะอึก!

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกอิ่ม “เซเว่น อีเลฟเว่น” กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดค้าปลีกในปี 2556 ที่ผ่านมาถือได้ว่าเติบโตพอสมควร มีการขยายตัวในระดับ 6.1% โดยในส่วนของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต นั้นขยายตัว 3-4% ขณะที่กลุ่มคอนวีเนียนสโตร์นั้น ขยายตัวสูงถึง 16.1%

แต่ปัจจัยวิกฤติการเมือง ได้ส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนที่เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นที่สะท้อนออกมาปรับลดลงทุกตัว อย่างดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมที่เคยอยู่ในระดับ 59.7 ปรับลดลงมาเหลือ 58.7 หรือดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตที่เคยอยู่ในระดับ 86.3 ลดลงเหลือ 84.9 และมีการประเมินเศรษฐกิจในภาพรวมว่า หากวิกฤติ การเมืองจบลงได้เร็วภายใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยโดยรวมน่าจะยังขยายตัวได้ถึง 2% แต่หากลากยาวไปกว่านี้ ก็มีสิทธิถึงขั้นติดลบ 2% เอาได้

“ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ มีการประเมินกันว่าน่าจะขยายตัวไปได้ราว 5% ซึ่งตัวเลขไตรมาสแรกที่ออกมาขยายตัวไปประมาณ 2% ขณะที่ครึ่งปีแรกก็คาดว่าจะขยายตัวไปได้ราว 3-4% ส่วนแนวโน้มในครึ่งปีหลังจึงยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมือง โดยหากจบได้เร็วสินค้าในกลุ่มคอนวีเนียนสโตร์ที่เรียกว่ากลุ่มสินค้า Fast Moving Consumer Goods: FMCG น่าจะขยายตัวได้ถึง 5% แต่หากการเมืองลากยาว โอกาสที่จะขยายตัวต่ำกว่า 5% มีสูงมากและอาจจะขยายตัวลดลงมาเหลือ 3-4% ได้”

ผู้บริหารธุรกิจร้านสะดวกอิ่มเซเว่นฯ ยังกล่าวด้วยว่า เมื่อเกิดวิกฤติการเมืองและวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับต้นๆ มักจะเป็นพวกของแพง สินค้าแฟชั่น หรือของฟุ่มเฟือยในห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมายอดขายโดยรวมลดลงไปราว 10-15% แต่ในส่วนของสินค้าที่จำเป็น พวกอาหารการกิน ของใช้ในชีวิตประจำวัน แม้จะกระทบไปบ้างก็ราว 4-5% เท่านั้นเพราะลูกค้ายังคงจำเป็นต้องใช้อยู่ แต่อาจซื้อลดลงและมีการเปรียบเทียบด้านราคามากขึ้น ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ไม่ว่าห้างสรรพสินค้า ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ คงจะมีการทำโปรโมชั่นแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้า จึงถือเป็นโอกาสทองของผู้บริโภคไป

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีปัจจัยเอื้อที่มาจากเศรษฐกิจการค้าตามแนวชายแดนและกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่การลงทุน การค้าและการท่องเที่ยวระหว่างกันเริ่มคึกคักจากการเปิดเสรีเออีซีในปี 2558 ที่กำลังจะมาถึงเพราะแม้บ้านเรามีปัญหา แต่เพื่อนบ้านลาว กัมพูชา พม่า หรือเวียดนามเขาต่างกระตือรือร้นเตรียมตัวรับการเปิดเสรีเออีซีกันแล้ว

ในส่วนของ “เซเว่น อีเลฟเว่น” นั้น ไตรมาสแรกที่ผ่านมา การขยายสาขายังคงเป็นตามเป้าหมายราว 200 สาขา และคาดว่าทั้งปีน่าจะยังคงขยายได้ตามเป้าหมาย 600 สาขาที่ตั้งไว้ ซึ่งจะทำให้ในปีนี้ เซเว่นฯจะมีจำนวนสาขาทั่วประเทศราว 8,000 สาขา จากปัจจุบันที่มี 7,426 สาขา
“แต่ในส่วนของยอดขายและการเติบโตนั้น ยอมรับว่าได้รับผลกระทบบ้าง จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวราว 12% นั้น ไตรมาสแรกเราขยายตัวไปได้ราว 10% ต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอื่นๆแล้ว บางรายขยายตัวติดลบด้วยซ้ำ”

ส่วนข้อเสนอต่อภาครัฐนั้น ผู้บริหารเซเว่นฯ กล่าวว่า ทุกธุรกิจ รวมทั้งค้าปลีกวันนี้ ต่างรอดูว่าวิกฤติการเมืองจะยุติลงอย่างไร “ในนามสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย เราอยากเห็นการเมืองยุติโดยเร็วอยากเห็นรัฐกระตุ้นกำลังซื้อ กระตุ้นการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นกลับมา โดยเฉพาะตลาดเออีซีปี 58 ที่มีตลาดอยู่แล้ว แต่เรายังมีปัญหาการเมืองชะงัก ทำให้การเชื่อมโยงขาดไป”.

 

ทีมเศรษฐกิจ

17 เม.ย. 2557 08:45 17 เม.ย. 2557 08:45 ไทยรัฐ