วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตั้งหน่วยธุรกิจฝ่าวิกฤติสัมปทาน

ไอซีทีตั้งเป้า“ทีโอที-กสท”ต่อยอดสมาร์ทไทยแลนด์

“อนุดิษฐ์” เข็นทีโอที–กสท ฝ่าวิกฤติ เน้นนำทรัพย์สินที่มีอยู่สร้างรายได้ โดยเฉพาะโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีอยู่ทั่วประเทศ มั่นใจสร้างรายได้ปีละ 200,000 ล้านบาท ย้ำห้ามนำการเมืองมาปนกับงานองค์กรจะไปไม่รอด

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ในการเข้ารับตำแหน่ง รมว.ไอซีที และกำกับดูแลบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศนั้น ได้มุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำพาทั้ง 2 องค์กรก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงและปรับตัวสามารถแข่งขันในตลาด และสร้างรายได้ให้องค์กร ทดแทนรายได้จากสัญญาสัมปทาน

ทั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางเรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันระหว่างทีโอทีและ กสท ไว้อย่างชัดเจน ทั้งการนำสายไฟเบอร์ออปติกและเสาโทรคมนาคมที่มีอยู่ทั่วประเทศมาร่วมกันจัดตั้งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ เป็นผู้ให้เช่าโครงข่ายโทรคมนาคมหลักของประเทศ และเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศที่มีศักยภาพการให้บริการเครือข่ายติดต่อสื่อสารแบบสายและไร้สายทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมด้วย

โดยมีเป้าประสงค์ให้ประเทศไทยกลายเป็น “สมาร์ทไทยแลนด์” และที่สำคัญยังเป็นการลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกัน เพราะทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจต่างถือหุ้นโดยกระทรวงการคลังเหมือนกัน ซึ่งหน่วยธุรกิจใหม่นี้จะสามารถนำสินทรัพย์ที่มีของรัฐวิสาหกิจทั้งสองมาสร้างรายได้โดยการให้เช่าโครงข่ายแบบบริการขายส่ง (Whole sale) คาดว่าน่าจะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี

“ทั้ง 2 บริษัทขอเวลาในการจัดตั้งหน่วยธุรกิจเฉพาะของตนเองก่อน แต่ก็ได้มีการเจรจาตกลงกันไว้เบื้องต้นว่าหากไม่สามารถดำเนินการตั้งหน่วยธุรกิจของตัวเองจะต้องมาร่วมกันจัดตั้งหน่วยธุรกิจนี้ร่วมกัน แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ทำ ถือว่าเป็นการสูญเสียโอกาสเช่นกัน”

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้วางแผนกำหนดนโยบายเพื่อหาแนวทางสร้างรายได้ให้ทั้งสององค์กร แต่ด้วยข้อจำกัดของรัฐวิสาหกิจที่ต้องทำตามระเบียบขั้นตอนต่างๆ โดยนำเสนอโครงการต่างๆที่จะสร้างรายได้ให้กับทีโอทีและ กสท แล้วผ่านความเห็นจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้ว และรอเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เมื่อมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.56 ที่ผ่านมา ก็เป็นอันต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ผูกพันกับงบประมาณของรัฐบาลชุดใหม่ ประกอบกับวิกฤติการเมืองในขณะนี้ยังไร้วี่แววข้อยุติ โครงการต่างๆที่รออนุมัติก็ต้องรอต่อไป

สำหรับทางรอดของทีโอทีนั้น ต้องนำจุดแข็งที่มีอยู่คือ โครงข่ายโทรคมนาคมที่มีอยู่ทั่วประเทศทั้งโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์สาธารณะ ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ สามารถนำมาสร้างรายได้ โดยการปูพรมเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง การให้บริการเสริมต่างๆ เพราะความต้องการใช้บริการอินเตอร์เน็ตมีอัตราการขยายตัวแบบก้าวกระโดดมาก

ส่วนธุรกิจโทรศัพท์มือถือ 3 จีถึงแม้จะเป็นธุรกิจที่ยังไม่สร้างรายได้ แม้จะเป็นปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนาน แต่ทีโอทีมีจุดแข็งคือทรัพย์สินจากสัญญาสัมปทานและโครงข่าย 3 จี หากหาพันธมิตรที่ดี ก็จะกลายเป็นจุดแข็งและกลับมาสร้างรายได้มหาศาลให้ทีโอที

ส่วน กสท นั้น การทำสัญญาขายส่งโครงข่ายโทรคมนาคมก็ถือเป็นจุดแข็งที่สร้างรายได้ทด แทนสัญญาสัมปทาน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการให้บริการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจากหน่วยงานราชการต่างๆ ต้องการใช้บริการดังกล่าวอยู่แล้ว หาก กสท ลงทุนเพื่อรองรับ ความต้องการดังกล่าวก็จะสามารถสร้างรายได้มหาศาลเช่นเดียวกัน รวมถึงยังช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อนของหน่วยงานราชการต่างๆได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนองค์กรขนาดใหญ่ โดยทีโอที มีพนักงานกว่า 19,000 คน กสท 6,500 คนนั้น ต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักความสามัคคีในองค์กร ที่ผู้บริหารในทุกระดับชั้นต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะทีโอทีและ กสท จะรอดหรือไม่ ทุกคนในองค์กรต้องช่วยเหลือกัน

“เราได้เห็นตัวอย่างของรัฐวิสาหกิจอื่นที่มีความแตกแยก แบ่งสี แบ่งพวก นำการเมืองภายนอกเข้ามาเล่นกันภายในองค์กร จนกระทั่งจากบริษัทที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ปัจจุบันเหลือแต่เพียงการเป็นผู้ให้บริการระดับธรรมดาๆเท่านั้น ทีโอทีและ กสท ก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังปล่อยให้บุคลากรในทุกระดับชั้น เริ่มตั้งแต่นักการเมือง ผู้บริหารระดับสูงไปจนกระทั่งถึงพนักงานนำการเมืองเข้ามาปนกับการงาน การที่จะขับเคลื่อนองค์กรทีโอทีให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นก็จะไม่เกิดขึ้น”

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ แก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อกิจการของทั้ง 2 หน่วยงาน รวมถึงต้องกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐ ในทุกกระทรวง เช่าใช้บริการงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจาก กสท และทีโอที ควบคู่กับการหารายได้จากการขายบริการด้านอื่นๆ ชดเชยสัมปทานที่ได้หมดสัญญาไป

ทั้งนี้ ปี 2557 ทีโอทีได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีรายได้จากการดำเนินงาน 31,744 ล้านบาท ขาดทุน 5,000 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีรายได้จากสัญญาสัมปทานแล้ว ส่วน กสท ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีรายได้ 46,000 ล้านบาท กำไร 3,000 ล้านบาท.

“อนุดิษฐ์” เข็นทีโอที–กสท ฝ่าวิกฤติ เน้นนำทรัพย์สินที่มีอยู่สร้างรายได้ โดยเฉพาะโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีอยู่ทั่วประเทศ มั่นใจสร้างรายได้ปีละ 200,000 ล้านบาท ย้ำห้ามนำการเมืองมาปนกับงานองค์กรจะไปไม่รอด 17 เม.ย. 2557 00:21 17 เม.ย. 2557 04:56 ไทยรัฐ