วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเมืองไทยหลังสงกรานต์ : จบจริงหรือวิกฤติยาว?

และแล้วเทศกาลแห่งความสุข “สงกรานต์” ก็กำลังผ่านไป ไทม์ไลน์ใน Social Media ที่มีแต่อาหาร แหล่งท่องเที่ยวและภาพความอบอุ่นในครอบครัวของคนไทย ก็กำลังจะเลือนหายไปเช่นกัน

โลกแห่งความเป็นจริง หรือความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยังคงดำรงอยู่ กำลังกลับมาเป็นกระแสถกเถียงกันในโลกออนไลน์อีกครั้ง ด้วยสถานการณ์ที่เข้มข้นมากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความที่มีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เนื่องจากได้กระทำการขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ กรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างไม่เป็นธรรม

หรือกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กำลังสอบสวนเพื่อชี้มูลความผิดในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบพยานเพิ่มเติมตามที่นายกรัฐมนตรีร้องขอ โดยเป็นคิวของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ขอเลื่อนมาเป็นวันศุกร์ที่ 18 เม.ย.นี้ หลังติดภารกิจไปประชุมต่างประเทศ

ในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญนั้น กำหนดให้นายกรัฐมนตรีส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในวันที่ 18 เม.ย.นี้ เช่นกัน ซึ่งหากนายกฯ ไม่ส่งคำชี้แจง หรือขอเลื่อนส่งคำชี้แจง ก็เป็นดุลยพินิจของศาลฯ ว่าจะวินิจฉัยเลยหรือไม่ หรือจะยินยอมให้มีการเลื่อนส่งคำชี้แจงออกไป

จะว่าไปแล้ว กรณีคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีความหนักหนาสาหัสกว่า เพราะคำวินิจฉัยของศาลฯ ถือเป็นที่สุดเลย ไม่ต้องส่งให้องค์กรอิสระใดๆ วินิจฉัยหรือลงมติอีก ในขณะที่กรณีคดีจำนำข้าวที่ ป.ป.ช.นั้น หากมีการชี้มูลความผิด จะมีผลให้แค่ตัวนายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และส่งเรื่องให้วุฒิสภาลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งกรณีนี้ นายกรัฐมนตรีสามารถมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งขึ้นมารักษาการแทนได้

ขณะที่การถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยวุฒิสภานั้น จะต้องใช้เสียงวุฒิสมาชิกจำนวน 3 ใน 5 ของสมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมด หรือประมาณ 90 เสียง ซึ่งที่ผ่านมา วุฒิสภายังไม่เคยมีมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดได้เลยแม้แต่คนเดียว ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงประเด็นที่รัฐบาลยังไม่ยอมตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวิสามัญของวุฒิสภาตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเสนอไป โดยรัฐบาลใช้วิธีเตะถ่วง โดยส่งให้ฝ่ายข้าราชการประจำหารือกันว่าสามารถจะเปิดประชุมได้หรือไม่

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การเปิดสมัยประชุมวิสามัญของวุฒิสภานั้น มีวาระร้อนๆ ที่รออยู่คือ การลงมติถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาและนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้วในกรณีที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมถึงการที่วุฒิสภาจะต้องพิจารณาให้การรับรอง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังที่คณะกรรมการสรรหาได้เสนอชื่อให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช.แทนตำแหน่งที่ว่างลงอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงกรณีที่หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายกรัฐมนตรี ในกรณีทุจริตในโครงการจำนำข้าว เรื่องก็จะถูกส่งไปยังวุฒิสภาเพื่อดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยขณะนี้คือ ในการเปิดประชุมวุฒิสภานั้น สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งชุดเก่าที่กำลังหมดวาระไป จะต้องทำหน้าที่ไปก่อนจนกว่าสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ที่เพิ่งเลือกตั้งกันไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา จะมีจำนวนครบร้อยละ 95 ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปได้เพียง 58 คน จากทั้งหมด 77 คน โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับจากวันเลือกตั้ง หากยังพิจารณาเรื่องร้องเรียนไม่เสร็จสิ้น ก็ให้รับรองผลไปก่อน

รอยต่อของการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จะมีความสำคัญมาก เพราะหาก ส.ว.เลือกตั้งชุดที่กำลังหมดวาระลงไปถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้

หมายความว่า สภาชิกวุฒิสภาเหล่านั้น จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้เหลือเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้ร่วมเสนอญัตติและลงคะแนนสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาเท่านั้นที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ผลการลงมติถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี (หากถูกชี้มูลความผิด) จะออกมาอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่คาดเดากันได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากมีการประชุมวุฒิสภาโดยมี ส.ว.ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งมาร่วมประชุมด้วย ผลการลงมติก็อาจเป็นไปในทางตรงกันข้าม

เมื่อสถานภาพของนายกรัฐมนตรีอยู่ในสภาพหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จึงเป็นธรรมดาที่มวลชนทั้งทางฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล จะต้องออกมาขยับหรือแสดงพลังกันอย่างเต็มที่ เพื่อกดดันการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ป.ป.ช.ให้มีผลการวินิจฉัยเป็นไปตามที่ฝ่ายตนต้องการ

แต่สิ่งที่คนในสังคมไทยกำลังหวั่นไหวและห่วงใยคือ การเผชิญหน้าระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่ายที่ต่างถูกปลุกให้พร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกันโดยลืมไปแล้วว่า ต่างเป็นคนไทยด้วยกัน บางคนเป็นญาติพี่น้องกัน แต่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งหากสถานการณ์เดินไปถึงจุดนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน

ความคาดหวังของหลายๆ ฝ่ายที่ต้องการที่จะให้วิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ จบลงเสียที เพราะเห็นว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ก็มีแต่ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่หวังและอาจกลายเป็นวิกฤติที่เรื้อรังต่อไปอีกยาว

ทางออกเดียวที่จะหลีกเลี่ยงหายนะที่กำลังจะเยือนประเทศไทยของเรา คือคนไทยทุกคนต้องหันมาช่วยกันส่งเสียงกดดันให้คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายหันหน้ามาเจรจาพูดคุยกันเพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายเป็นผู้ชนะ ซึ่งหมายถึงประเทศไทย เป็นผู้ชนะเช่นเดียวกัน...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

และแล้วเทศกาลแห่งความสุข “สงกรานต์” ก็กำลังผ่านไป ไทม์ไลน์ใน Social Media ที่มีแต่อาหาร แหล่งท่องเที่ยวและภาพความอบอุ่นในครอบครัวของคนไทย ก็กำลังจะเลือนหายไปเช่นกัน 16 เม.ย. 2557 17:40 16 เม.ย. 2557 18:33 ไทยรัฐ