วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจชาวนากระดูกสันหลังชาติ อยู่กันอย่างไร...ในวันที่ไร้โครงการรับจำนำ!

นายทวีป เกิดผล - นายวิเชียร แผ่พร - นายมงคล เหลื่อมพิมาย

หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2556 อำนาจการ บริหารประเทศในฐานะรัฐบาลรักษาการ ถูกจำกัดลงโดยทันที รัฐบาลรักษาการไม่อาจทำโครงการที่จะมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไปได้

“โครงการรับจำนำข้าว” ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัสที่สุดก็คือ “ชาวนา” เพราะหลังการยุบสภา รัฐบาลยังค้างจ่ายเงินชดเชยที่ต้องจ่ายให้ชาวนาที่นำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 2556/2557 ที่เริ่มรับจำนำตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2556-28 ก.พ.2557 อีกนับแสนล้านบาท!

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า ผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 2556/2557 ณ วันปิดโครงการคือวันที่ 28 ก.พ. 2557 มีชาวนาที่ได้รับใบประทวนทั้งสิ้น 1,527,290 ราย ปริมาณข้าวเปลือกเข้าโครงการ 11.62 ล้านตัน จำนวนเงิน 190,815 ล้านบาท

ธ.ก.ส.ได้ทยอยจ่ายเงินให้ชาวนาจนถึงวันที่ 31 มี.ค.2557 แล้วจำนวน 744,381 ราย คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือก 5.55 ล้านตัน จำนวนเงิน 90,799 ล้านบาท จึงยังมีชาวนาที่ถือใบประทวนแต่ยังไม่ได้รับเงินอีก 782,909 ราย คิดเป็นเงินค้างจ่าย 100,016 ล้านบาท ซึ่งเป็น “ภาระ” ที่รัฐบาลจะต้องหาเงินมาจ่ายให้ได้ในวันข้างหน้า

นอกจากปัญหาการชำระหนี้ค้างเก่าให้ชาวนาที่ยังไม่ลุล่วงแล้ว ชาวนายังโดนมรสุม “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” ซ้ำสองจากราคาข้าวเปลือกตกต่ำ เพราะหลังสิ้นสุดโครงการรับจำนำไปเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2557 ราคาข้าวเปลือกที่โรงสีรับซื้อลดลงมาเหลือตันละ 5,000–6,000 บาท ที่แทบไม่คุ้มต้นทุนการผลิต!

ขณะที่รัฐบาลเองไม่สามารถขยายโครงการรับจำนำข้าว หรือจัดทำโครงการใดๆ มาแทรกแซงราคาได้ เพราะอยู่ในช่วงรัฐบาล “รักษาการ” เป็นช่วง “สุญญากาศ” ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะทอดยาวไปอีกนานแค่ไหน? และชาวนาจะอยู่ให้รอดได้อย่างไรในภาวะแบบนี้...

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงลงพื้นที่คุยกับชาวนา “ตัวจริง เสียงจริง” เพื่อสะท้อนความเป็นจริงสู่สาธารณะ ทั้งปัญหาที่ตนเองต้องประสบ และความต้องการที่ชาวนาอยากเห็นในอนาคต...

นายวิเชียร แผ่พร อายุ 51 ปี
ชาวนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ทำนา 50 ไร่

แม้จะทราบดีว่าราคาข้าวเปลือกช่วงนี้ตกต่ำเหลือตันละ 5,000 บาท แต่ก็ยอมลงทุนที่จะทำนารอบใหม่ เพราะถ้าไม่ให้ทำนาแล้วจะให้ไปทำอะไร ถึงราคาข้าวจะถูกก็ต้องทำ

ขณะที่ข้าวราคาถูกลงในช่วงนี้ แต่ปัจจัยการผลิตที่ปรับขึ้นไปช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าว เพราะเห็นว่าข้าวมีราคาดีกลับไม่ได้ปรับลดลงตามราคาข้าวแต่อย่างใด ส่วนค่าครองชีพก็พุ่งสูงขึ้น ข้าวของที่ต้องกินต้องใช้ก็มีราคาแพงกว่าแต่ก่อน

“โชคดีที่ผมยังมีที่ดินเป็นของตัวเอง ก็พอจะถูไถไปได้บ้าง แต่คนที่เช่าที่ดินเขาทำนาลำบากกว่าผมเยอะ บางคนที่ต้องเช่านา ต้องเลิกทำไปเลยก็มี สู้ค่าเช่านาไม่ไหว เพราะค่าเช่านาปรับขึ้นมาช่วงรับจำนำข้าว แต่ตอนนี้ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว แต่ค่าเช่านาก็ไม่ได้ปรับลดลง ขึ้นแล้วขึ้นเลย”

นายวิเชียรได้แจกแจงต้นทุนการผลิตให้ฟังว่า ตนเองทำนาประมาณ 50 ไร่ มีต้นทุนค่าน้ำมัน ที่ต้องสูบน้ำเข้านาและไถนาประมาณ 25,000 บาท ค่าพันธุ์ข้าวอีก 66,000 บาท ค่าไถไร่ละ 300 บาท รวม 15,000 บาท ค่าแรงหว่านข้าว ปุ๋ย ยาครั้งละ 50 บาทต่อไร่ 1 รอบการผลิตจะต้องจ้างประมาณ 5 ครั้ง คิดเป็นเงิน 250 บาทต่อไร่ รวม 12,500บาท

ค่าปุ๋ยเฉลี่ยไร่ละ 1 กระสอบอีก 50 กระสอบ กระสอบละ 700 บาท รวมเป็นเงิน 35,000บาท ค่ายากำจัดวัชพืชอีกเฉลี่ยไร่ละ 100 บาท ใช้ 2รอบ รวมเป็นเงิน 10,000 บาท ค่ายาฆ่าแมลงอีกประมาณ 10,000 บาท ค่าเกี่ยวข้าวไร่ละ 500 บาท รวม 25,000 บาท

ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมค่าแรงตัวเองและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆอีก เช่นค่าซ่อมรถไถ เครื่องสูบน้ำ ต้นทุนลงไปแล้วประมาณ 198,500 บาท ถ้าผลผลิตข้าวออกมาอย่างดีได้ไร่ละ 1 ตัน รวม 50 ตัน ราคาตันละ 5,000 บาท จะมีรายได้ 250,000บาท กำไร 51,500 บาท ในระยะเวลา 120 วัน หรือ 4เดือน เฉลี่ยมีรายได้เดือนละ 12,875บาท หากคิดค่าแรงให้ตัวเองวันละ 300 บาทก็แทบจะไม่มีกำไรเลย

และถ้าผลผลิตออกมาไม่ดีได้ข้าว 500 กก.ต่อไร่ ลดลงไปครึ่งหนึ่งได้ 25 ตัน จะมีรายได้ 125,000 บาท ขาดทุนทันที 73,500 บาท แค่เงินรายเดือนให้ลูกใช้เรียนมหาวิทยาลัยเดือนละ 20,000 บาท ก็ไม่พอแล้ว ค่าเทอมอีก 36,000บาท

“ถ้าถามผมว่าจะอยู่ให้รอดอย่างไรก็ต้องขอบอกว่า ผมอาศัยปลูกผัก หาปลากินเอง ทุนเก่ายังพอมีอยู่บ้างและนาเป็นของตัวเองไม่ได้เช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ เพราะเอาข้าวที่ปลูกได้ไปจ้างโรงสีสีข้าวให้ โดยโรงสีจะหักไว้ 40% เช่นนำข้าวเปลือกไปจ้างสี 100 กก.จะได้ข้าวสารกลับมา 60 กก. ว่างก็ไปรับจ้างหาอาชีพเสริม แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ กินทุนเก่าไปเรื่อยๆก็ไม่รู้ว่าจะทำนาไปได้อีกซักกี่รอบ”
นอกจากเรื่องปัญหาเรื่องราคาแล้ว ชาวนายังต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งสภาพอากาศและการระบาดของโรคและแมลงด้วย เช่นในปี 2553 ลงทุนปลูกข้าวไปแล้วเจอเพลี้ยไฟระบาด ได้ผลผลิตน้อยขาดทุนยับ หรือบางช่วงเจอปัญหาอากาศหนาวข้าวไม่ออกรวงก็ขาดทุนอีก ปัจจัยเหล่านี้ควบคุมได้ยาก

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมชาวนาถึงไม่รวย ที่อยู่กันได้นี่ปากกัด ตีนถีบ ดิ้นรนไปหาอาชีพเสริมมาเลี้ยงนาข้าว ปลูกข้าวให้คนไทยมีข้าวกินแม้จะขาดทุนก็ตาม สิ่งที่ต้องการอยากเห็นสำหรับชาวนาคือ ความมั่นคงในภาคเกษตร

ถ้าต่อไปรัฐบาลไม่ดูแลเรื่องราคาข้าว ถูกพ่อค้ากดราคาลงไปเรื่อยๆ ชาวนาอาจจะไม่เหลือทุนต้องเลิกทำนา หรือทำแค่พอกิน ถึงเวลานั้นพ่อค้าจะไม่มีข้าวส่งออก อาจจะต้องนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาส่งออกแทน

นายทวีป เกิดผล อายุ 66 ปี
ชาวนา อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ทำนา 21 ไร่

ช่วงนี้พยายามลดต้นทุนลงทุกอย่าง เพื่อให้อยู่ได้ในภาวะที่ข้าวราคาตกต่ำ โดยพยายามทำด้วยตัวเองทุกอย่าง ไม่จำเป็นจะไม่จ้าง ขณะที่ปุ๋ยเคมีที่ใช้ จากเดิมเคยใช้ยี่ห้อดังก็ปรับมาใช้ยี่ห้อของไทย โรงงานใกล้บ้านราคาถูกลงมาหน่อยกระสอบละ 30–40 บาทก็ต้องเอา และดูว่าถ้าข้าวแข็งแรง เขียวดี ก็จะลดการใส่ปุ๋ยลงกว่าที่เคยใช้

“ตอนที่ยังมีโครงการรับจำนำข้าว ผมนำข้าวไปจำนำ หักค่าความชื้นแล้วจากราคารับจำนำ 15,000 บาทก็เหลือประมาณ 13,000 บาท พออยู่ได้ แต่พอไม่มีโครงการรับจำนำข้าวผมพูดไม่ออกเลย เป็นภาวะจำยอมแต่ก็ตัดสินใจปลูกข้าวรอบใหม่ต่อไป ทั้งที่รู้ว่าจะไม่ได้กำไร หรือถึงขั้นขาดทุนก็ต้องทำนา เพราะเป็นอาชีพของเรา จะให้เลิกแล้วไปทำงานโรงงานอายุปูนนี้เขาคงไล่ส่งออกมา”

นอกจากจะปลูกข้าวแล้วภรรยายังปลูกผักตามหัวไร่ปลายนา ซึ่งทำรายได้ได้ดีทีเดียว เพราะมีแม่ค้าขาประจำมารับซื้อ แต่ก็มีความเสี่ยงเหมือนข้าวเช่นกัน ช่วงที่ราคาดีอาจจะได้กิโลกรัม (กก.) ละ 40 บาท แต่ช่วงราคาตกอาจจะเหลือ กก.ละ 10 บาท ได้กำไรจากการขายผักก็เอามาลงในนาข้าวต่อทุนไปได้

บางปีขายผักได้กำไรมากก็ถือว่าโชคดี ช่วงที่ผักแพงลงทุน 10,000 บาท ได้กำไร 70,000 บาทก็เคยทำได้ แต่ช่วงที่ผักถูกก็แล้วแต่ดวง แต่ถามว่าจะให้ปลูกผักทั้งแปลง 21 ไร่เลยไหมก็คงทำไม่ได้ เพราะมีกำลังไม่พออาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง และมีความเสี่ยงเหมือนกันกับนาข้าวทั้งโรคและแมลง และราคา

นายทวีปเป็นหนึ่งในชาวนาที่ยังไม่ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าวรอบที่ผ่านมา โดยบอกว่าแม้จะยังไม่ได้เงินแต่ก็ไม่ได้ไปประท้วงอะไร เพราะสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ต้องทำใจ แต่คิดว่ายังไงรัฐบาลก็ไม่โกง ช่วงนี้ก็ใช้เงินเก่าที่เก็บไว้ออกมาใช้ไปก่อน ยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้

นายมงคล เหลื่อมพิมาย อายุ 51 ปี
ชาวนา อ.บางเลน จ.นครปฐม ทำนา 20 ไร่

นาที่ทำเคยเป็นของรุ่นตายาย แต่ขายไปแล้ว จึงต้องไปเช่าเจ้าของใหม่ที่มาซื้อที่นาไป เท่ากับว่าเช่าที่ที่เคยเป็นของตัวเองทำนา อัตราค่าเช่าไร่ละ 2,000 บาทต่อปี 20 ไร่ก็เป็นเงินค่าเช่า 40,000 บาท จากเดิมก่อนที่มีโครงการรับจำนำข้าว ค่าเช่าไร่ละ 1,000 บาท หรือปรับขึ้นมา 100%

ปัจจุบันเป็นหนี้อยู่ประมาณ 200,000 บาท เสียดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน หรือเดือนละ 4,000 บาท ทำนาใช้เวลา 4 เดือนกว่าจะขายข้าวได้ เสียดอกเบี้ยรวม 16,000 บาท

ถ้ารอบนี้ทำนาได้ผลผลิต 10 ตัน ตันละ 5,800 บาท จะได้เงิน 58,000 บาท จากที่ลงทุนไปประมาณ 60,000 บาท เสียค่าดอกเบี้ยไป 16,000 บาท เหลือ 42,000 บาทก็พอดีๆกับที่ต้องเอาไปจ่ายค่าเช่านา

“ที่ครอบครัวยังอยู่ได้ก็เพราะทุกคนในครอบครัวดิ้นรนไปหางานอื่นทำมาใช้หนี้ ผมเป็นช่างทั่วไปมีรายได้เดือนละ 10,000 บาท ภรรยาไปเป็นเชฟ

ในโรงงานมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ส่วนลูกสาวเป็นช่างเสริมสวยมีรายได้เดือนละ 10,000 บาท ถ้าสามีทำนา ภรรยาก็ทำนากันอย่างเดียวคงไปไม่รอด”

แม้จะมีอาชีพอื่นที่รายได้ดีกว่าแต่ก็ยังทำนากันอยู่ เพราะเกิดมาก็ทำนามาตลอด แม้จะต้องเอาเงินจากอาชีพอื่นมาเลี้ยงนาก็ตาม

“ถึงแม้ข้าวจะราคาถูกแต่ชาวนาก็ไม่มีสิทธิ์เลิกทำนา หรือให้ไปปลูกผัก ปลูกอ้อยแทน เพราะเราทำนามาทั้งชีวิต รู้จักวิธีการทำนามีความชำนาญ จะให้ไปทำอย่างอื่นคงไม่ได้ เหมือนคุณมีบริษัทเบียร์ วันหนึ่งขายไม่ดีจะให้ไปขายไส้กรอกก็คงไม่ได้ เพราะความรู้มันคนละแนวทางกัน ระบบตลาดก็ไม่เหมือนกัน ลองให้ไปปลูกผักขายส่งตลาดไทย ถ้าไม่ใช่ขาประจำกัน เกษตรกรวิ่งรถขนผักเข้าไปขายจากที่ซื้ออยู่ปกติ กก.ละ 10บาท จะกดราคาเราเหลือ กก.ละ 2 บาททันที”

ถ้ามีรัฐบาลมาบริหารประเทศแบบมีอำนาจเต็มแล้วก็อยากจะให้ดูแลราคาข้าวเปลือก ไม่ต้องราคาสูงมากนักก็ได้ แต่ขอให้มั่นคง ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลทีราคาข้าวก็วูบขึ้นวูบลงแบบที่ผ่านมา ขอให้ขายข้าวได้ตันละประมาณ 10,000 บาทก็อยู่ได้แล้ว

**********************

ข้อมูลจริงที่ได้จากชาวนาข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า ราคาข้าวในตลาดขณะนี้ ไม่มีทางที่ชาวนาจะ “ยังชีพ” อยู่ได้ ต้องไปหาอาชีพเสริมทำเพื่อหาเงินทุนมาทำนา และใช้จ่ายในครัวเรือนต่อ แต่ชาวนาก็ยังคงต้องทำนาต่อไป เพราะเป็นอาชีพที่ทำสืบต่อกันมานาน มีฐานความรู้และความชำนาญเป็นอย่างดี การจะให้ปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นคงไม่ถนัดเท่า

ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาก็ได้เห็นแล้วว่า โครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลทุ่มเม็ดเงินลงไปมหาศาลเพื่อรับจำนำข้าวในราคาสูง แต่กลับต้องขายข้าวในราคาต่ำกว่าราคารับจำนำกว่า 50% สุดท้ายต้องขาดทุนมหาศาล ไม่มีเงินมาหมุนเวียนรับจำนำต่อ

โดยตั้งแต่รัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำข้าวมาตั้งแต่ปีการผลิต 2554/2555 จนถึงปีการผลิต 2556/2557 รวม 5 รอบการผลิตทั้งนาปีและนาปรังนั้น ได้จ่ายเงินสำหรับรับจำนำข้าวไปแล้ว 780,401 ล้านบาท และยังค้างจ่ายชาวนาอยู่อีก 100,016 ล้านบาท รวมเป็นข้าวที่รับจำนำเข้ามา 55.76 ล้านตัน มูลค่ากว่า 880,417 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค.2557 มีเงินที่ได้จากการระบายข้าวคืนเข้าโครงการจำนวน 176,016 ล้านบาทเท่านั้น

บทเรียนที่ได้จากความ “ผิดพลาด” ในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวที่กำหนดราคา และปริมาณที่ไม่สมเหตุสมผล ส่งผลให้ตัวโครงการนี้ ไม่มีความยั่งยืน เรียกได้ว่าแม้รัฐบาลไม่ชิง “ยุบสภา” ไปก่อน ก็ต้องล้มเลิกโครงการไปในไม่ช้าเพราะขาดทุน “บักโกรก”

ทั้งหมดจึงเป็น “โจทย์ใหญ่” ของรัฐบาลชุดใหม่ ที่ต้องเข้ามาบริหารจัดการปัญหาราคาข้าวอย่างจริงจัง ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชาวนาอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่เป็น “ภาระ” ต่องบประมาณของชาติมากไป และสามารถกอบกู้ชื่อเสียง กอบกู้ความเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าว “อันดับหนึ่ง” ได้เหมือนเดิม!

 

ทีมเศรษฐกิจ

16 เม.ย. 2557 10:27 16 เม.ย. 2557 10:28 ไทยรัฐ