วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักเรียนแลกเปลี่ยน

เมื่อวานนี้ ผมตอบคำถามของคุณแม่เรื่องประเพณีปฏิบัติของอิตาลีซึ่งนักเรียนต่างชาติควรต้องเรียนรู้ก่อนเดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นั่น ซึ่งรับใช้ได้ไม่จบ จึงขอนำมาเรียนต่อในวันนี้ครับ

ไม่ว่าจะสมัยพ่อ หรือสมัยผม เรานักเรียนแลกเปลี่ยนมักจะได้รับเชิญไปพักกับครอบครัวต่างๆ สำหรับลูกสาวของท่านที่จะไปอิตาลี ต้องระวังเรื่องระยะเวลาว่าไม่ควรจะไปเป็นแขกในบ้านอื่นนานเกินไป แขกต้องบอกเจ้าภาพให้ชัดว่าจะอยู่กี่วัน และต้องอยู่เท่านั้นวัน อย่าเกิน คนอิตาลีมีคำกล่าวเรื่องของแขกเยอะ เช่น a guest is like a fish, after three days it stinks (ซทิงค= ส่งกลิ่น น่าเบื่อ) แขกก็เหมือนปลา หลังจากสามวันไปแล้ว ก็จะน่าเบื่อและส่งกลิ่นเหม็น ก่อนจะจากมา ก็ต้องวางของขวัญกับบัตรขอบคุณไว้ให้เรียบร้อย

สายการบินไทยชอบมอบดอกกล้วยไม้สีม่วงให้ผู้โดยสาร หลายประเทศในโลกนี้ถือว่า สีม่วงคือสีแห่งความอับโชค อับลาภ แม้แต่คนอิตาลีก็ถือว่าดอกไม้สีม่วงนำโชคร้ายมาให้ นอกจากดอกไม้สีม่วงแล้ว ที่อิตาลีห้ามให้ดอกเบญจมาศสีขาวเด็ดขาด เพราะดอกไม้ประเภทนี้ใช้เฉพาะงานศพ แต่ถ้าจะให้ดอกกุหลาบเพื่อความเคารพ หรือความรัก ก็ควรให้เป็นช่อ 12 ดอก หรือถ้าน้อยกว่านั้น ต้องให้เป็นเลขคี่แบบเดียวกับประเพณีรัสเซีย เช่น 3, 5 หรือ 7 ดอก ในรัสเซีย ดอกไม้เลขคู่จะวางเฉพาะหน้ารูปศพเท่านั้น

ลูกสาวของท่านอาจจะนำผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมไทยไปมอบให้คนอิตาลี ทุกครั้งที่มอบให้จะต้องขอเหรียญผู้รับกลับมาด้วย เพราะการให้ผ้าเช็ดหน้าเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำตา แต่ถ้าขอเหรียญกลับมา ก็เหมือนกับซื้อขายกัน ซึ่งก็คล้ายๆ กับคนไทยบางคนที่ถือเรื่องผ้าเช็ดหน้าเหมือนกันนะครับ

คนอิตาลีจะเตรียมนามบัตรไว้ 3 แบบเสมอ แบบแรก มีเฉพาะคำนำหน้า ชื่อและนามสกุล บัตรแบบที่สองเป็นนามบัตรธุรกิจ มีคำนำหน้า ชื่อ นามสกุล ตำแหน่งทางธุรกิจ ที่อยู่ทางธุรกิจ เว็บไซต์ อีเมล์ โทรสาร ไม่มีอะไรเกี่ยวกับส่วนตัวเด็ดขาด แบบที่สาม มีคำนำหน้านาม และมีที่อยู่และโทรศัพท์ที่บ้าน อีเมล์ส่วนตัว

ถ้าท่านได้รับนามบัตรแบบที่ 3 และเจ้าของนามบัตรใช้ปากกาขีดฆ่าคำนำหน้า หมายถึง ว่าอย่าเรียกผมว่า ศาสตราจารย์ หรือด็อกเตอร์ หรือพันเอก แต่เรียกผมเพียงชื่อเฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องใช้คำนำหน้านาม

เจอแมวดำข้ามถนน คนอิตาลีถือว่าจะเจอโชคร้าย หรือถ้าเดินลอดใต้บันไดก็จะประสบเคราะห์ร้าย ถ้ามีคน 13 คนมาทานด้วยกันนี่ไม่ได้นะครับ นั่งอยู่ด้วยกันถือว่าโชคร้าย โรงแรมหลายแห่งในอิตาลีไม่มีชั้นที่ 13 เพราะจะไม่มีแขกยอมพักในชั้นนั้น คนทั่วโลกจากวัฒนธรรมที่ถือโชคลางเลข 13 นั้น จะไม่ยอมทำงานหรือเดินทางในวันศุกร์ที่ 13 แต่คนอิตาลีจะถืออยู่ 2 วันนะครับ คือวันศุกร์ที่ 13 และวันศุกร์ที่ 17

คนอิตาลีจะไม่แต่งงานในวันอังคารหรือวันศุกร์ ไม่เริ่มการเดินทาง หรือเริ่มโครงการอะไรสำคัญในวันอังคารกับวันศุกร์ด้วยเพราะถือว่าเป็นวันอัปมงคล ที่คนอิตาลีถือมากอีกเรื่องก็คือ การนอนที่เท้าหันไปทางประตู เพราะจะใช้เฉพาะวางศพเท่านั้น ถ้าท่านเกิดไปทำกระจกแตก ท่านจะต้องรีบเก็บและเอาไปโยนใส่แม่น้ำที่ไหลแรงๆ ยิ่งแรงเท่าใดยิ่งดี หรือถ้าทำเกลือหก ท่านจะต้องรีบใช้นิ้วจิ้มและโยนผ่านหัวไหล่ด้านซ้ายของตัวเอง 3 ครั้ง แต่ถ้าทำไวน์หก จะต้องร้องว่า “เชียร์ส” ถ้าลูกสาวของท่านไปทำไวน์หกในทางตอนใต้ของอิตาลี จะต้องเอานิ้วจิ้มไวน์ที่หกและเอามาแตะที่หลังหูของตนเอง ไม่เช่นนั้น โชคร้ายจะมาสู่ตนเองและคนที่อยู่ในที่นั้น

ครอบครัวผมส่งเสริมเรื่องการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และไม่ใช่เพิ่งจะมาส่งเสริมครับ ตั้งแต่สมัย พ.ศ.2520 โน่น ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง ทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนบางประเภทไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว เดี๋ยวนี้มีหลายแห่งบอกว่าเป็นทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน แต่ต้องเสียสตางค์เป็นแสน ทำให้โอกาสของเยาวชนคนจนหายไปหลายท่านไปเรียนในต่างประเทศ ได้แต่ปริญญากลับมา แต่ไม่ได้สัมผัสจิตวิญญาณของแท้ของประเทศนั้น การไปอยู่กับครอบครัวแบบลูกหลานของนักเรียนแลกเปลี่ยน ใช้เวลาเพียง 12 เดือน แต่ได้จิตวิญญาณเหมือนอยู่หลายปี

สถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งในโลกนี้ เริ่มมีปริญญาประเภทที่ผู้เรียนเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย 1 เทอม จากนั้น ต้องไปอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งค่าใช้จ่ายน้อย) 1 เทอม สลับกันไปอย่างนี้จบครบ 4 ปีเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาเข้าใจโลก แต่ผมว่าก็ยังไม่ลึกเท่ากับการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนะครับ เอาละครับ ผมขอจบการตอบคำถามของคุณแม่ที่ลูกสาวจะไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อิตาลีแต่เพียงเท่านี้ครับ.

 

คุณนิติ นวรัตน์

16 เม.ย. 2557 09:10 16 เม.ย. 2557 09:10 ไทยรัฐ