วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ศาล”..ที่พึ่งสุดท้าย รู้กฎหมายรู้ทันโลก

โดย

วิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกา

“ความยุติธรรม” กับ “ความมั่นคงของประเทศชาติ”จะต้องคู่กัน...ทิ้งกันไม่ได้ แล้วก็ต้องเสริมกันด้วย

วิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกาย้ำว่า ยุติธรรมทำให้มั่นคง...มั่นคงทำให้เกิดความยุติธรรม ไปด้วยกันแยกกันไม่ได้ คนที่มีความยุติธรรมก็คือคนที่ต้องมีความมั่นคงอยู่ในตัว มิฉะนั้น “ความยุติธรรม” ก็จะเป็น “อยุติธรรม”

“ศาลยุติธรรมกับประชาชน...บนเส้นทางสายเดียวกัน” เป็นอีกโครงการเล็กๆ แต่มีความใหญ่มากในแง่ความน่าสนใจและสำคัญ เพราะเป็นเรื่องที่ศาลยุติธรรมออกไปให้ความรู้ทางกฎหมายกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไป รวมทั้งภิกษุ สามเณร...

วิรัช บอกว่า หลายคนอาจเคยได้ยินสุภาษิตเกี่ยวกับศาล “ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน” ถามว่าแล้วศาลเคยทำอะไรไหมให้เห็นว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน...เหมือนกับเอื้อมไม่ถึง ในเวลาเดียวกันศาลก็เป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้...หากจะพูดกันตรงๆ

และในเวลาเดียวกัน...อีกเช่นกัน กฎหมายก็เขียนอีกว่า “ทุกคนต้องรู้กฎหมาย”...ในความเป็นจริงใช่ไหม...ก็ไม่ใช่อีก

แม้จะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันก็ยังไม่รู้ ฉะนั้นเป็นหน้าที่ศาลหรือไม่ ที่ต้องทำตัวให้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนจริงๆ ต้องให้ความรู้กับประชาชนจริงๆ

ขั้นปฏิบัติ เริ่มจากจัดทีมผู้พิพากษาไปบรรยายกฎหมายตามโรงเรียนต่างๆ กฎหมายที่ควรรู้เบื้องต้น พื้นฐาน เรื่องจราจร เด็กนักเรียนตีกัน เรื่องเพศ เรื่องใกล้ตัวทั้งนั้น

ในกลุ่มนักเรียนก็จะพูดเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นกลุ่มภิกษุ สามเณร ก็จะพูดเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับพระ ขอยกตัวอย่างการไปในจังหวัดหนึ่ง มุ่งไป ที่สามเณร ปรากฏว่าท่านเจ้าคณะจังหวัดเรียกไปพบ บอกว่า ท่านเลขาฯขอได้ไหม ให้อบรมพวกเจ้าอาวาสด้วย เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำผิดกฎหมาย

หลายคนอาจจะรู้สึกสงสัย “พระ”...ระดับเจ้าอาวาส จะทำผิดกฎหมายด้วยหรือ?

ประเด็นเจ้าอาวาสที่กล่าวถึง มักจะเป็นกรณีที่มีปัญหาในตำแหน่งหน้าที่ดูแลทรัพย์สมบัติของวัด เอาที่ดินวัดไปให้เช่า แล้วก็มีปัญหาตามมามากมาย

“ไปจริงๆ...ก็ปรากฏว่า ท่านสั่งเจ้าอาวาสให้มาเข้าร่วมฟังทุกวัน แต่อย่าได้ถามว่าจังหวัดไหนนะ บอกได้เพียงว่าอยู่ภาคเหนือ”

ภิกษุ สามเณร ทำไม...ต้องอบรม หากย้อนไปสมัยโบราณแหล่งที่ให้ความรู้ประชาชนก็คือ “วัด” ชาวบ้าน...บ้านนอกมีปัญหาก็จะไปวัดก่อน จะไปถามเจ้าอาวาสนี่คือประเพณีไทยโบราณ จะเห็นว่าศาลไม่ได้ทันสมัยเลย คนสมัยก่อนก็คิดกันอย่างนี้

ทุกวันนี้ คนเดือดร้อนไปไหน ก็...น่าจะเป็น “ตำรวจ”

กฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้และควรที่จะใฝ่รู้ อย่างน้อยที่สุดโครงการนี้ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ทำให้ชาวบ้านที่มาอบรมได้รู้ว่า กฎหมายยังมีรายละเอียด เขายังมีทางเลือกอย่างไรบ้าง ทางใดบ้าง ยังมีจุดยึดโยงที่สำคัญอย่างไรบ้าง

ไม่เฉพาะผู้ที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้นที่ต้องรู้กฎหมาย ศาลยุติธรรมกับประชาชน...ยังมีเป้าหมายสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ... “ศาล” ต้องเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้กับประชาชน เป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถพัฒนานักกฎหมายได้

ไล่เรียงกันไปนับตั้งแต่รับเด็กฝึกงานเข้ามาแล้วก็จะส่งให้ไปทำงาน ฝึกงานอยู่กับผู้พิพากษาจริงๆ ที่ผ่านมามีนักศึกษาฝึกงาน สมัครเข้ามา 400-500 คน แต่รับได้แค่ 100 คน จนระยะหลังๆ

ฝึกงานยังต้องมีการสอบ...

“เด็กจะได้ทำงานจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นเมสเซนเจอร์...รับส่งเอกสารเหมือนในอดีต แม้จะเป็นเด็กฝึกงานแต่ก็ต้องดูสำนวน อ่านสำนวน สรุปคำฟ้อง คำให้การ เวลาผู้พิพากษาติวเตอร์นั่งบัลลังก์ ก็ต้องไปนั่งข้างล่างต้องคอยช่วยอยู่หน้าบัลลังก์”

เด็กฝึกงานต้องทำหน้าที่เหมือนเจ้าหน้าที่ศาลคนหนึ่ง และดูสำนวนได้ ที่บอกกันว่า...สำนวนเป็นความลับที่จริงก็ไม่ใช่อย่างนั้น “ลับ”...ไม่ต้องกังวล เพราะการพิจารณาคดี กฎหมายก็เขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องกระทำโดยเปิดเผยในศาล ฉะนั้นประชาชนคนธรรมดาก็ไปนั่งฟังได้

“ต้องย้ำว่า...ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นเรื่องลับ ปกปิดอะไรเลย”

เพียงแต่ในชั้นเขียนคำพิพากษา เด็กจะไม่รู้ อยู่ในชั้นความลับ...ก็เป็นเรื่องของผู้พิพากษา แต่ในชั้นงานธุรการก็เป็นเรื่องเด็กฝึกงาน ทุกวันนี้นักศึกษาที่มาฝึกงานกับศาลยุติธรรมจึงได้ประโยชน์มาก

ผลสรุปโครงการ “ศาลยุติธรรมกับประชาชน...บนเส้นทางสายเดียวกัน” การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายใกล้ตัว กฎหมายที่จำเป็นถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

วิรัช บอกอีกว่า ที่ต้องกล่าวถึงอีกเรื่องคือ การร่วมมือกับสำนักงานเขต ที่ดำเนินการไปแล้วกับเขตพระนคร จะเรียกผู้นำชุมชนเข้ามาร่วมฟัง เราก็ตั้งทีมไปบรรยายกฎหมายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ชาวบ้านควรรู้ เช่น กฎหมายกู้ยืม จำนอง เรื่องที่ดิน เป็นกฎหมายชาวบ้านจริงๆ...ปรากฏว่ามากันล้นหลาม

ต้องเข้าใจก่อนนะว่า...เวลาชาวบ้านมีปัญหาก็จะมาที่สำนักงานเขต พอชาวบ้านรู้กฎหมายไปแล้ว ขั้นต่อไปก็มีการประสานงานกับเขตกับฝ่ายกฎหมายและวิชาการของเรา

“เวลามีปัญหาจะได้ติดต่อประสานข้อกฎหมายเพื่อคลี่คลายปัญหา ตอบปัญหา ช่วยยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ ทำให้คดีไม่ต้องมาถึงศาล...เป็นการแก้ปัญหาต้นทางที่ได้ผล”

ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด สังคมจะสงบร่มเย็นได้ วิรัช มองว่า ต้องทำให้คนในสังคมรู้กฎหมายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนส่วนใหญ่ไม่เจอปัญหาเข้ากับตัวก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องรู้กฎหมาย คิดว่าเจอตำรวจก็อาจจะจบเรื่องได้ แต่ความเป็นจริงยังมีรายละเอียดที่ควรต้องรู้อีกมากมาย

“เขา...ยังมีโอกาสสู้คดีได้อีก และผู้พิพากษาที่ออกไปบรรยายก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งนั้น ทำมา 3 ปีแล้ว คนขอมาเยอะแต่ทำไม่ได้มาก ตามงบประมาณที่มีเท่านั้น”

ประเด็นปัญหามีว่า...โครงการ “ศาลยุติธรรมกับประชาชน...บนเส้นทางสายเดียวกัน” ที่ทำเอาไว้ในอดีต อยากดำเนินการให้ต่อเนื่องไปอีก อยากให้มีคนสานต่อ เมื่อ “มูลนิธิต้นกล้าตุลาการ” ก่อตั้งขึ้นมาแล้วอาจจะทำหน้าที่สานต่อ เท่าที่มีการพูดคุยกัน มีคนอยากสนับสนุนมาก เพราะเห็นว่าใช้งบประมาณไม่มาก แต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ลูกหลานของเรามหาศาล

วิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกา ฝากทิ้งท้ายว่า

“กฎหมายเป็นเรื่องของเหตุและผล วิชาที่เป็นตรรกะมากที่สุดก็คือวิชาเรขาคณิต...สิ่งที่จะต้องพิสูจน์ก็คือข้อเท็จจริง ทุกเรื่องจะพลิกไม่ได้ สิ่งที่ผิดก็เพราะกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น”.

16 เม.ย. 2557 08:58 ไทยรัฐ