วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลุยยกเครื่อง อคส.ล้างทุจริต!

ลุยยกเครื่อง อคส.ล้างทุจริต!

  • Share:

เปิดอก “ชนุตร์ปกรณ์” ผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่

ผอ.อคส.เดินหน้าล้างภาพทุจริตในองค์กร เตรียมสับเปลี่ยนพนักงานในต่างจังหวัดเพิ่มอีก หลังหมุนเวียนแล้ว 12 จังหวัด หวังล้างอิทธิพลให้สิ้นซาก ยันมีคนไม่พอใจ และย้ายออกจากหน้าที่แล้ว พร้อมเดินหน้าทำธุรกิจเต็มสูบ หวังพึ่งตนเอง ไม่พึ่งโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐ ลั่นมีกำไรไม่ต่ำ 300 ล้านบาทในปี 59

นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ซึ่งผ่านการคัดสรรให้รับตำแหน่งผู้อำนวยการคนใหม่ได้เพียง 6 เดือน เปิดเผยถึงการปรับปรุงภาพลักษณ์ และแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรว่า คนภายนอกมักจะเห็นว่า อคส.มีแต่ข่าวทุจริต เพราะเกี่ยวข้องกับโครงการรับสินค้าเกษตรของรัฐบาล จึงต้องการเข้ามา “กวาดบ้าน” เพื่อทำให้ อคส.มีภาพลักษณ์ดีขึ้น และจะควบคุม “คนนอกคอก” ให้ทำงานได้ตามกรอบที่เหมาะสม

“พนักงานของ อคส.มีทั้งดีและไม่ดี การทำงานของผมไม่ใช่กวาดล้างคนไม่ดี หรือเอาคนไม่ดีออกให้หมด เพราะคนไม่ดี ทำงานเก่งก็มีมาก แต่ต้องทำให้คนดีและคนไม่ดีทำงานร่วมกันได้ พยายามควบคุมให้เขาทำงานได้ตามกรอบที่เหมาะสม”

แต่สำหรับพวกที่มีพฤติกรรมทุจริตได้โยกย้ายออกจากพื้นที่แล้วใน 12 จังหวัด เพราะไม่ต้องการให้สร้างอิทธิพล แต่ไม่ใช่ทั้ง 12 จังหวัดมีพฤติกรรมทุจริต แต่ต้องการเอาคนที่มีประสบการณ์ในภาคสนามมาสอนงานคนในองค์กร เพื่อให้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับคนที่ทุจริตจริงๆ มีเพียง 2 รายคือ ที่ จ.อุดรธานี ที่มีข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่ฝากเก็บในคลังเอกชนหายไป และที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ขนย้ายข้าวออกจากคลังโดยไม่ได้ขออนุญาต ซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว และล่าสุดได้ส่งเรื่องต่อไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สอบสวนต่อแล้ว หากยังได้รับเบาะแสการทุจริตอีก จะสั่งหมุนเวียนตำแหน่งเพิ่มขึ้น ส่วนการพักงานรองผู้อำนวยการ อคส. เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในหลายๆเรื่องที่กำลังตรวจสอบอยู่ เช่น การทุจริตในโครงการข้าวถุง คาดจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้

นายชนุตร์ปกรณ์กล่าวว่า การ “กวาดบ้าน” โดยการสับเปลี่ยนกำลังพล การตรวจสอบงานภายในขององค์กรในทุกช่องทางอย่างเข้มข้น การปรับเปลี่ยนนำระบบไอทีมาใช้ในการรับจำนำข้าวและออกใบประทวน เพื่อป้องปรามการทุจริตนั้น ทำให้พนักงานบางคนไม่พอใจ และไม่ให้ความร่วมมือในการทำงาน จึงได้สั่งโยกย้ายตำแหน่งแล้ว และทำให้การทำงานของ อคส.มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 56/57 ที่สิ้นสุดโครงการไปแล้วเมื่อสิ้นเดือน ก.พ.57

“การทำงานในโครงการรับจำนำข้าวของ อคส.มีทั้งการตรวจสอบและคุมเข้ม โดยการตรวจสอบจะตรวจสอบคุณภาพและปริมาณข้าว ที่มีหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ อย่างกรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศจะตรวจสอบเป็นระยะๆ และมีเซอร์ไพรส์เช็กตลอด, จังหวัดจะตรวจสอบ
ทุกเดือน, อคส.จะตรวจสอบใหญ่ปีละ 2 ครั้ง ทำให้ข้าวมีคุณภาพดีและปริมาณไม่ขาดหาย อีกทั้งยังมีกล้องวงจรปิดติดที่โกดังทุกแห่งป้องกันการทุจริตอีก”

ส่วนการคุมเข้มนั้น ในแต่ละโกดังจะมีผู้ถือกุญแจประตูเข้าโกดังเพียง 3 คน คือ คนของจังหวัด เจ้าหน้าที่ อคส. และเจ้าของคลัง หากข้าวหายไปจากคลัง แสดงว่าทั้ง 3 คนรู้เห็นเป็นใจกัน ที่ผ่านมา ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว นอกจากนี้ หากข้าวหาย หรือคุณภาพไม่ดี หรือเสียหายจากภัยพิบัติ ยังมีบริษัทประกันภัยที่จะรับผิดชอบ รวมถึงเจ้าของคลังสินค้า และบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (บริษัทเซอร์เวย์) จากโครงการก่อนๆ ที่ไม่มีผู้รับผิดชอบ เพราะใช้ระบบเช่าคลัง ทำให้เจ้าของคลังไม่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ อคส.มีรายได้จากการบริหารจัดการมากขึ้น จากในช่วงที่ไม่มีโครงการ หรือประมาณปี 53- 54 สถานะของ อคส.ติดลบ หรือขาดทุนเข้าขั้นวิกฤติ ขณะนี้ อคส.กลับมามีกำไรมากขึ้น แต่ตนได้วางแผนธุรกิจให้ อคส. เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพารัฐบาล แต่ยังต้องทำงานตามนโยบายของรัฐบาล

สำหรับแผนธุรกิจของ อคส.นั้นตั้งเป้าหมายจะเป็นผู้นำด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยขณะนี้กำลังทำโมเดลทำคลังเก็บสินค้าแบบปรับอุณหภูมิได้ (ไซโล) ที่ จ.สระบุรี ซึ่งจะช่วยยืดอายุการจัดเก็บ สินค้าเกษตรให้ได้ยาวนานขึ้น โดยหลังจากก่อสร้างไซโลเสร็จแล้ว มีแผนจะจัดซื้อสินค้าเกษตรมาเก็บไว้ในช่วงผลผลิตมีมาก ราคาต่ำ แล้วเก็บไว้ขายในช่วงที่ผลผลิตขาดแคลน อย่างมะนาว หรืออาจจะเป็นสินค้าเกษตรอื่นๆ ขณะเดียวกัน ยังมีแผนที่จะลงทุนสร้างไซโลร่วมกับต่างประเทศ เช่น จีน

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะทำธุรกิจร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดย อคส.จะเป็นผู้ขาย หรือทำตลาดสินค้าเกษตรอื่น และข้าวของประเทศเพื่อนบ้านให้ประเทศอื่นๆ เช่น จีน แอฟริกา ยุโรป สหรัฐฯ เป็นต้น โดยอาจจะเป็นโบรกเกอร์ รวมถึงอาจจะทำแบรนด์สินค้าข้าวไทยระดับพรีเมียมขายเอง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการเมืองในประเทศที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้หลายประเทศที่สนใจจะทำธุรกิจกับ อคส.ชะลอการลงทุนไปก่อน แต่ อคส.ได้พยายามสร้างความมั่นใจอย่างต่อเนื่องว่า อคส.ยังสามารถทำธุรกิจได้เหมือนเดิม

“แผนธุรกิจของ อคส.น่าจะทำให้ อคส.มีกำไรได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทภายในปี 59 ส่วนแผนการปรับปรุงการทำงานของ อคส.ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้ อคส.เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภาพลักษณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่ติดอันดับรัฐวิสาหกิจดีเด่นก็ตาม”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้