วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากรัฐบุคคล ถึง รัฐบุรุษ ทางออกการเมืองไทยจริงหรือ?

ด้วยสภาวะทางการเมืองไทยที่ทุกฝ่ายต่างพันตูกันจนเหมือนสัตว์ป่าติดบ่วงนายพราน จะเดินต่อก็ไม่ได้ จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ มีแต่ดิ้นรอวันเชือกขาด ไม่ก็รอนายพรานกลับมาเก็บเหยื่อ สภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยอยู่หลายครั้งหลายครา และทุกครั้งที่ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น ชาติไทยมักผ่านพ้นวิกฤติเหล่านั้นมาได้ด้วยพระบารมี...

ที่เกริ่นนำมาเช่นนี้เนื่องเพราะว่าเมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา คณะรัฐบุคคลที่ประกอบด้วยอดีตนายทหาร นักวิชาการ และข้าราชการ โดยการนำของ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดห้องโรงแรมหรูกลางกรุงแถลงข่าว “ทางออกประเทศไทยเมื่อยิ่งลักษณ์หมดความชอบธรรมในการปกครองประเทศทั้งทางด้านนิตินัยและพฤตินัย ”

และด้วยความที่ พล.อ.สายหยุด เป็นนายทหารที่มีความรักและหลงใหลในประวัติศาสตร์ กระบวนการคิดอ่านจึงมักต้องเท้าความไปถึงเหตุการณ์ในอดีตของประเทศไทย ซึ่งจากวิกฤติทางการเมืองขณะนี้ กลุ่มรัฐบุคคลได้เล่าถึงประวัติศาสตร์และอำนาจหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ย้อนไปตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 มาถึงพฤษภาทมิฬ 2535 ประเทศเราต่างผ่านวิกฤติมาได้ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน ที่เมื่อภาวะความขัดแย้งของการเมืองไทยส่งผลกระทบไปยังทุกระบบ ผู้คนแตกแยกแบ่งฝ่าย กลุ่มรัฐบุคคล จึงหวนคิดถึงหนทางที่จะนำพาชาติบ้านเมืองกลับสู่สันติ และมีความสุขอีกครั้ง แต่ประเด็นปัญหาคือ จะทำอย่างไร?

"ไทยรัฐออนไลน์" มีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ.สายหยุด ถึงการตีความในสิ่งที่กลุ่มรัฐบุคคลนำเสนอออกมา ด้วยคำถามเปิดฉากว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะรัฐบุรุษ ได้ตอบรับถึงสิ่งที่นำเสนอไปหรือยัง พล.อ.สายหยุด อธิบายว่า

"สิ่งที่กลุ่มได้แถลงข่าวไปนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมีการตอบรับ ไม่ใช่เรื่องที่ พล.อ.เปรม ต้องตอบรับอะไรเลย กลุ่มรัฐบุคคลมิได้เสนอทางออก ไม่ได้กดดันหรือบังคับอะไรใคร เพียงแต่กลุ่มรัฐบุคคล เชื่อในข้อคิดว่าเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่จะหยุดวิกฤติได้และยังไม่มีการพูดถึงกัน นั่นคือ การพึ่งพา"รัฐบุรุษ"เท่านั้นเอง"

ซึ่งหาก พล.อ.เปรม ต้องการที่จะกระทำสิ่งใด กลุ่มก็พร้อมที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือ หากว่าสิ่งนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่นี้ได้ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้มีการพูดคุยนอกรอบใดๆ กับ พล.อ.เปรม เลย มีแต่เพียงส่งผ่านเรื่องไปตามขั้นตอน ซึ่งคาดว่า พล.อ.เปรม น่าจะได้เห็นเอกสาร และข้อคิดเห็นของกลุ่มรัฐบุคคลแล้ว ส่วนหลังจากนี้จะเป็นเช่นไรตนเองก็ไม่ทราบเช่นกัน...

ทีนี้หากเราจะตีความสิ่งที่ พล.อ.สายหยุด สื่อออกมาให้ชัดเจนขึ้นไปอีก ก็สังเกตได้ว่านามเรียกขานที่พล.อ.สายหยุดสื่อถึง พล.อ.เปรม จะเป็นการเรียกขานถึงในฐานะ "รัฐบุรุษ" ซึ่งนี่เองอาจเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม และคิดไม่ถึง เพราะที่ผ่านมาหลายต่อหลายฝ่าย ต่างพยายามเสนอกันแต่ทางออกด้วยกันทั้งสิ้น เช่น การเสนอใช้ มาตรา 7 ส่วนกลุ่มรัฐบุคคล เพียงแค่ต้องการเสนอ สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือการทำหน้าที่ของ "รัฐบุรุษ" นั่นเองมิใช่การทำหน้าที่ในฐานะ "ประธานองคมนตรี" ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญที่ พล.อ.เปรม ได้รับยอมรับในฐานะเป็น "รัฐบุรุษ" ด้วย

ครั้นหากจะทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเมืองภายใต้ความเป็นประธานองคมนตรีคงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมนัก เนื่องจากความเป็นองคมนตรีจะต้องวางตัวเป็นกลางในทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่กลุ่มการเมืองใดๆ  หากแต่การทำหน้าที่ในฐานะ "รัฐบุรุษ" อาจไม่เป็นเช่นนั้น

หลังสงกรานต์ 57 ผ่านพ้นไป เมฆดำก้อนใหญ่ ที่ก่อตัวจากกลุ่มการเมือง ต่างก็ตั้งท่าจะบุกกรุงกันเต็มที่ ด้วยหวังที่จะกดดันให้เกิดในสิ่งที่ตนเองคิดเห็นว่าถูก ซึ่งรวมความแล้วเป็นความขัดแย้งระหว่างคน 2 ฝ่ายนั่นเอง

ความขัดแย้งที่ ณ เวลานี้ ยังมองไม่เห็นทางออก เมื่อต่างฝ่ายต่างคะคานอำนาจกันในตนเองไปเสียหมด กลุ่มไล่ จ่อรุก กลุ่มหนุน จ่อสู้ ทหารเริ่มปราม รัฐบาลผลักดันเลือกตั้งต่อ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญกลับมาอยู่ที่กลุ่มไล่ และกลุ่มหนุน ที่ต่างฝ่ายต่างก็มีมวลชนของตนเอง ซึ่งถึงตรงนี้ไม่ต้องมองว่าใครมีจำนวนมากกว่าใคร แต่หากเกิดการเผชิญหน้ากันของคนสองกลุ่มย่อมได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีแน่

ซ้ำร้ายการจะก้าวออกมาของเหล่าทหารเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ก็เป็นไปได้ยากที่จะไม่มีการสูญเสียอีก เนื่องจากกลุ่มหนุนแสดงจุดยืนชัดเจนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตย ทหารไม่ใช่กลไกที่เกี่ยวข้อง หากทหารออกมาก็คงมีเผชิญหน้ากันอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มองไปด้านใดก็เห็นแต่ตุ้มถ่วงน้ำหนัก ที่ถ่วงรั้งรอวันให้คานหัก

ทางออกจึงอยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้มาขยับปรับตุ้มในแต่ละคานออก เพื่อลดแรงตึงเครียดให้ได้ ก่อนที่อะไรๆ จะสายจนเกินไป... 

ด้วยสภาวะทางการเมืองไทยที่ทุกฝ่ายต่างพันตูกันจนเหมือนสัตว์ป่าติดบ่วงนายพราน จะเดินต่อก็ไม่ได้ จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ มีแต่ดิ้นรอวันเชือกขาด ไม่ก็รอนายพรานกลับมาเก็บเหยื่อ... 15 เม.ย. 2557 21:54 16 เม.ย. 2557 06:57 ไทยรัฐ