วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าน 1 ปี 'ไทย-กัมพูชา' เบิกความศาลโลกคดีมหากาพย์เขาพระวิหาร

ย้อนเวลากลับไป 1 ปี ช่วงระหว่างวันที่ 15-19 เม.ย. 2556 ท่ามกลางอากาศร้อนระอุในเมืองไทยปลายเทศกาลสงกรานต์ เกิดกรณีหนึ่งที่หลอมรวมพลังใจประชาชนไทยให้ต้องจับจ้องจอทีวีถ่ายทอดสด พร้อมกับส่งกำลังใจไปให้ทีมตัวแทนประเทศไทย ในการเบิกความต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารในศาลโลกอีกครั้ง หลังจากกัมพูชายื่นเรื่องให้ศาลโลกตีความกรณีพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบๆ ตัวปราสาทพระวิหาร สืบเนื่องจากเกิดข้อพิพาทกับไทยขึ้นอีกครั้ง แม้กว่า 50 ปีที่แล้วศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา

กัมพูชาหันไปพึ่งกระบวนการยุติธรรมศาลโลกอีกครั้ง?

ครึ่งศตวรรษหลังศาลโลกประกาศคำตัดสินครั้งแรก กัมพูชายื่นคำขอต่อศาลฯให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารใหม่อีกครั้งโดยอ้างว่ามีพื้นที่ที่เป็นของกัมพูชามากกว่าที่ศาลโลกตัดสินไป ขณะเดียวกันได้ขอให้ศาลกำหนดมาตรการชั่วคราวสั่งให้ไทยถอนทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหารในระหว่างที่รอศาลตัดสินคดี

ทั้งนี้ นำมาซึ่งคำประกาศของศาลโลกให้ประเทศคู่ความทั้งสอง ต้องกล่าวถ้อยแถลงด้วยวาจาใหม่ ในวันที่ 15-19 เม.ย.56 โดย ไทยและกัมพูชามีโอกาสชี้แจงโต้ตอบฝ่ายละ 3 รอบ ก่อนจะตัดสินคดีในช่วงปลายปีเดียวกัน

กล่าวได้ว่าคดีความครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเก่าเมื่อปี พ.ศ.2505 แต่อย่างใด โดยถือเป็นคดีใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเขตแดน แต่เพราะทางกัมพูชาเองได้อ้างถึงคำตัดสินในคดีเก่า หากไทยไม่ไปต่อสู้ในคดีนี้ ศาลโลกก็จะได้ฟังความเพียงข้างเดียว อาจนำไปสู่คำตัดสินตามที่กัมพูชาเรียกร้อง และประเทศไทยไม่สามารถยอมรับได้

คดีมหากาพย์จึงปะทุอีกระลอก!

กล่าวถึงคดีปราสาทพระวิหาร เป็นที่ทราบดีว่า เกิดจากปัญหาการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชาด้านจังหวัดพระวิหาร โดยความพยายามอ้างสิทธิ์ปกครองพื้นที่อย่างไม่รู้จบสิ้นนี้ เพราะว่าต่างฝ่ายต่างถือแผนที่ปักปันเขตแดนตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักคนละฉบับ จึงเกิดเป็นพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณที่ตั้งของตัวปราสาทขึ้น เป็นที่มาของการฟ้องร้องต่อศาลโลก ซึ่งทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศนิวซีแลนด์ในปี พ.ศ.2502

ครั้งนั้นศาลโลกตัดสินให้ไทยแพ้คดี กัมพูชาได้ตัวปราสาทพระวิหารไปครอง

แต่ปัญหาไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เพราะคำตัดสินไม่ครอบคลุมถึงอาณาเขตทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา รอบตัวปราสาท ยังคงเหลือพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่สองฝ่ายต่างอ้างเป็นของตนอยู่ และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังเรื่อยมา กระทั่งกัมพูชายื่นคำขอตีความคำตัดสินใหม่ดังกล่าว

เปิดฉากยกแรก 'กัมพูชา' ถล่มไทย

ระหว่างวันที่ 15-19 เม.ย. 2556 ตัวแทนของฝ่ายกัมพูชา นำโดยนายฮอร์ นัมฮง รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ได้จัดเตรียมข้อมูลสำคัญ ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มั่นใจว่าจะสามารถมีชัยเหนือประเทศไทย โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลในสมัยนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการรุกรานทางชายแดน เนื่องจากมีความพยายามขึ้นทะเบียนมรดกโลก และประเทศไทยคัดค้าน จึงเกิดการต่อสู้ปะทะกัน มีผู้เสียชีวิตจากการถูกรุกรานมากมาย

ทั้งนี้ กัมพูชาได้ใช้ความพยายามทางการทูตขอเจรจาและนำเรื่องกลับมาสู่ศาล แต่ไทยพยายามลดความหมายและขอบเขตของคำพิพากษา กัมพูชาจึงต้องให้ตีความเพื่อให้ชัดเจน เพราะไม่มั่นใจในอธิปไตยในบริเวณปราสาท ที่เป็นของกัมพูชาตามคำตัดสินของศาลอีกต่อไป

ทีมกฎหมาย 'ไทย' สู้ตายรักษาอธิปไตยชาติ

ขณะที่ นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ หัวหน้าทีมทนายความ ในการต่อสู้คดี ออกโต้แย้งว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องเขตแดน เนื่องจากในปี 2505 ศาลโลกไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ จึงไม่สามารถตัดสินคดีใหม่ได้ ซึ่งไทยได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกครบถ้วนแล้ว โดยมีการล้อมรั้วรอบปราสาทพระวิหารตามมติครม.เป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งกัมพูชาก็มิได้ทักท้วง 


การปักปันเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงการจัดทำหลักเขตแดนซึ่งมี MOU 43 เป็นแนวทางการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ และปัญหาเกิดจากการที่กัมพูชาไปขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว และโจมตีประเทศไทยจนเกิดการปะทะกันเพื่อดึงคดีขึ้นสู่ศาลโลก

กระทั่งวันที่ 11 พ.ย. 2556 ศาลโลกได้ประกาศคำพิพากษามีมติเป็นเอกฉันท์ใจความสำคัญว่า “กัมพูชามีอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดของของเขาชะโงกของพระวิหาร และประเทศไทยจะต้องถอนกองกำลังทหารและตำรวจออกจากพื้นที่โดยรอบ วัดฮินดู 900 ปี ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของชายแดนกัมพูชา”

เมื่อดูจากบริบทโดยรวม สื่อต่างชาติลงความเห็นว่าประเทศไทยแพ้คดีอีกครั้ง แต่ทนายฝั่งไทยไม่เห็นเช่นนั้น โดยมองว่าคนไทยยังคงเป็นเจ้าของพื้นที่พิพาทส่วนใหญ่ และส่วนที่ “สูญเสียไป” ก็เป็นไปตามคำพิพากษาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ดังคำกล่าวของ นายวีรชัย เอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ หัวหน้าทีมทนายความที่ว่า

“สุดท้าย ผมอยากฝากไปถึงคนไทยอย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองเป็นคนชนะ หรือเสียใจว่าตัวเองสูญเสียดินแดน สำหรับคำตัดสินในวันนี้ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว แต่หากมีข้อขัดแย้งสามารถนำคำพิพากษาวันนี้ ขอยื่นตีความได้ภายใน 10 ปี แต่ต้องมีหลักฐานใหม่"

คำพิพากษามิใช่บทสรุปสุดท้าย แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญว่า ทั้งสองประเทศจะเลือก "ปรองดอง" หรือ "ขัดแย้ง" ต่อกัน สำหรับอนาคตการเข้าสู่ยุคประชาคมอาเซียน ที่จะมาถึงในไม่ช้านี้...

 

 

 

 

ย้อนเวลากลับไป 1 ปี ช่วงระหว่างวันที่ 15-19 เม.ย. 2556 ท่ามกลางอากาศร้อนระอุในเมืองไทยปลายเทศกาลสงกรานต์ เกิดกรณีหนึ่ง... 15 เม.ย. 2557 20:55 16 เม.ย. 2557 14:57 ไทยรัฐ