วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องกล้องธุรกิจท่องเที่ยวลุ้นสู่เส้นชัยต่างชาติ28.4ล้านคน

ความคิดเห็นและมุมมองของ ททท.และภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย ในปี 2557 นี้ที่วาดฝันไว้ว่าจะสร้างรายได้แตะ 2 ล้าน ล้านบาท เมื่อต้องผจญกับฝุ่นไฟ ควันปืน และแรงระเบิดของบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองไปอย่างเต็มๆตั้งแต่ต้นปี

ผลกระทบดังกล่าว ชี้ชัดออกมาเมื่อตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปีนี้ มีจำนวน 6,598,240 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 409,664 คน หรือลดลง 5.85% ขณะที่มียอดรายได้ 310,848.39 ล้านบาท ลดลง 13,027.33 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.02% จากช่วงเดียวกันของปี 2556

อัตราลดลงเกิดขึ้น ภายใต้โจทย์ท้าทายอย่างยิ่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2557 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาสูงขึ้นจากปี 2556 ที่ 7% คิดเป็น 28.4 ล้านคน เพื่อนำรายได้ เข้าประเทศ 1.3 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับการกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวในประเทศ 136.8 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียน 700,000 ล้านบาท ก็จะมีรายได้รวม 2 ล้านล้านบาทพอดิบพอดี

เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีปัญหาแน่ แต่ทว่าเลือดนักสู้ของคนไทยเข้มข้นยิ่งนัก เมื่อทั้ง ททท.และภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังมีมุมมองและพยายามลุ้นที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ภายใต้ ความหวาดผวาในสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่อาจคาดเดาได้

ลองฟังความเห็นและมุมมองของพวกเขา ผ่านทาง “ทีมเศรษฐกิจ” ดูว่าจะมีวิธีการให้ได้ซึ่งเป้าหมายนั้นอย่างไร?

ธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

“ผมยังมั่นใจว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวประเทศ ไทยได้ตามเป้า 28.4 ล้านคน แต่รายได้ที่ตั้งไว้ 1.3 ล้านล้านบาท ในขณะนี้วิเคราะห์จะหายไปราว 19,100 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อแต่ไม่มีการปะทะ”

แต่ทั้งหมดนี้ต้องติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดว่าต้องปรับเป้าหมายรายได้ลงอีกหรือเปล่า ภายหลังนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยในไตรมาสแรก ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 409,664คน และยอดรายได้ก็ลดลง ซึ่งถือเป็นตัวเลขค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงเช่นนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน ททท.ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

เน้นการความร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวในต่างประเทศจัดทำโปรโมชั่นให้เกิดการเดินทางขึ้นจริง และในเดือนเมษายนนี้ จะเดินทางร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ไปกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพบกับกระทรวงวัฒนธรรม และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีน ในการขอรับสนับสนุนส่งนักท่องเที่ยวจีนมาประเทศไทย เพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวจีนตามที่ตั้งเป้าหมายในปีนี้ 5.4 ล้านคน

ส่วนทางด้านตลาดยุโรป ถือว่าเป็นโชคดีที่ในปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปดีขึ้น โดยเฉพาะยุโรปตอนใต้ ทั้งฝรั่งเศส สเปน จึงปรับเป้าหมายนักท่องเที่ยวยุโรปของปีนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะเติบโตประมาณ 9% เพิ่มขึ้นจากเดิมจะเติบโต 7% จากฐานในปี 2556 ที่ 6,307,503 คน หรือจะมีนักท่องเที่ยวยุโรป เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 567,675 คน

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ การทำงานของ ททท.ได้เพิ่มความเข้มข้นของกิจกรรมการตลาดของ ททท.ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดโรดโชว์เพิ่มเติมจากที่ทำอยู่แล้วทุกๆ ปีทั้งในเอเชียและยุโรป และทันทีที่เหตุการณ์ทางการเมืองจบ ได้เตรียมแผนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดทำโครงการ “ไทยแลนด์ เบสต์ เฟรนด์ ฟอร์เอฟเวอร์” ในทันที โดยจะใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท มาจัดทำกิจกรรมกระตุ้นตลาดเพื่อสร้าง กระแสความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ประกอบด้วยการจัดทำกิจกรรมบนถนนที่เคยมีการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงคอนเสิร์ต การแสดงแฟชั่น และอาหาร เพื่อสื่อให้ทั่วโลกรับรู้ว่าเหตุการณ์จบแล้ว พร้อมกันนั้นจะจัดแฟมทริปนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อมวลชนต่างชาติเข้ามาด้วย

นอกจากนั้น ททท.มีภารกิจมากขึ้นในการหาตลาดทดแทน ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังมากที่สุดคือ ปัญหาการเมือง ที่มีผลกระทบในเชิงจิตวิทยา โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังตัดสินใจว่าจะเดินทางมาไทยในช่วง 2-3 เดือนนับจากนี้

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

สทท.ได้ประเมินความเสียหายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองไว้ว่า ไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปีนี้ ได้เสียโอกาสสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไปแล้ว 50,837 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปจากเป้าหมายของปีนี้ 1.1 ล้านคน คือ วางเป้าไว้ 7.6 ล้านคน แต่มีเข้ามาเพียง 6.5 ล้านคน

สำหรับไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.) โดยปกติแล้วเป็นนอกฤดูท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาน้อยที่สุดในรอบปี ในกรณีที่การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.15 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.89% แต่ยังคงต่ำกว่าเป้าที่เคยตั้งไว้ 690,000 คน ทำให้รายได้หายไปอีก 31,888 ล้านบาท เท่ากับว่ารวมรายได้ที่หายไปครึ่งปีแรก 82,725 ล้านบาท

“แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือเพียง 5.43 ล้านคน ลดลง 8.22% จากปี 2556 และต่ำกว่าที่เคยตั้งเป้าไว้ถึง 1.41 ล้านคน เสียรายได้เพิ่มขึ้นอีก 33,275 ล้านบาท จะส่งผลให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการสร้างรายได้ในครึ่งปีแรกถึง 116,000 ล้านบาท”

ฉะนั้น เท่าที่มองอยู่ตอนนี้ ทุกๆไตรมาสยังติดลบ เพียงแต่ทิศทางจะตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป อัตราการติดลบจะลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่ผ่านมา เพราะภายหลังจากที่รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ได้ช่วยให้นักท่องเที่ยวตลาดเอเชียเริ่มกลับมาทั้งจีนและฮ่องกง

แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานครให้ฟื้นคืนมาได้ ตอนนี้ต้องใช้วิธีประคับประคองกันไป การทำโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครได้ก็ต่อเมื่อเหตุการณ์จบจริงๆ เพราะยังไม่รู้จะมีเหตุการณ์ทางการเมืองใดจะเกิดขึ้นมาอีก

“ถ้าถาม สทท.ว่าตลอดทั้งปี 2557 นี้ ยังมีความหวังที่จะได้จำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติตามเป้า 28.4 ล้านคนไหม และจะมีโอกาสที่ปีนี้ประเทศ ไทยจะมีรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ 2 ล้านล้านบาทหรือไม่ คงต้องบอกว่า ภาคเอกชนพยายามช่วยตัวเองอยู่ แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบาลด้วย”

โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างจบ อยากให้พิจารณางบประมาณสนับสนุนการตลาดที่ ททท.เตรียมขอไว้ 200 ล้านบาท เพื่อนำมาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ความคุ้มค่าของงบประมาณก้อนนี้จะเกิดขึ้นมากมายเพราะเชื่อว่าจะดึงรายได้ที่หายไปในครึ่งแรก 82,725 ล้านบาท กลับคืนมาได้

ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

การวิเคราะห์ตัวเลขนักท่องเที่ยวในปีนี้ต้องจับตาดูสถานการณ์กันวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ และเดือนต่อเดือน ตามสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย

“ถ้าถามผมว่าเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 28.4 ล้านคน ยังเป็น ไปได้ไหม ตอบตอนนี้ยังดูยากอยู่ คงต้องรอให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจนจบไตรมาส 2 ให้ชัดเจนก่อน หากปรากฏว่าไตรมาส 2 ไม่ค่อยสู้ดีนัก สถานการณ์ทางการเมืองยังอึมครึม และมีข่าวไม่ดีของประเทศไทยออกไปต่างประเทศตลอดเวลา ก็จะเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยว จีนที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่หวังว่าจะกลับเข้ามาช่วยฟื้นฟูตลาดได้”

ก่อนหน้านั้นเราหวังกันว่าในปี 2557 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา 5.4 ล้านคน แต่ตอนนี้ผมว่ายาก เพราะไตรมาสแรกของปีนี้หายไปเยอะพอสมควร ขณะที่ช่วงไตรมาส 2 ก็เป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวของจีน จะเห็นมากันอีกทีช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.

จึงต้องไปลุ้นเอาในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของปี เอาเป็นว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเมืองของไทย

ในฐานะภาคเอกชนไม่สามารถนิ่งเฉยได้ ต้องพยายามเจาะตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน ที่แอตต้าไปโรดโชว์ใน 2 เมืองรอง ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา คือเมืองเสิ่นหยางและเมืองชิงเต่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการทัวร์จีน ว่า รัฐบาลไทยได้ยกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่มากระทบไทยด้วย กรณีสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ MH 370 ที่หายไปและมีคนจีนอยู่บนเครื่องบินลำนั้นเยอะ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลง ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางการท่องเที่ยวที่เคยขายเชื่อมโยงกัน 3 ประเทศ ในระยะเวลา 10-11 วัน คือ ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้รับผลกระทบไปด้วย

ทำให้ผู้ประกอบการทัวร์ต้องมาปรับเส้นทางท่องเที่ยวกันใหม่ ว่าอยู่แค่ประเทศไทย หรือไป 2 ประเทศ คือ ไทย และสิงคโปร์ เพราะมีนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากขอยกเลิก หรือขอชะลอไปก่อน

สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย

เมื่อดูจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 409,664 คน ยังเป็นจำนวนที่ยังสามารถกู้คืนกลับมาได้ในช่วงที่เหลือของปี 2557 และต้องพยายามขึ้นอีกเพราะเป้าหมายที่วางไว้ยิ่งสูงกว่านี้มาก จึงต้องทำการส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมด้วยความเข้มข้น ประกอบกับเหตุการณ์ทางการเมืองต้องจบไว แต่ประเด็นหลังนี้เราคาดเดาไม่ได้เลย

ปัญหาอีกอย่างที่ยังไม่ได้พูดกันก็คือ ตอนนี้เหมือนไม่มีรัฐบาล เพราะฉะนั้น การจะหางบประมาณก้อนใหม่มาสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาก็ยังเป็นหนทางที่ลำบาก และเป็นประเด็นน่าเป็นห่วง ยังดีที่ ททท.ได้กันงบประมาณบางส่วนของไตรมาสแรกเอาไว้ เนื่องจากเห็นว่าเกิดวิกฤติการเมือง จึงจะนำงบประมาณนี้มาเป็นเครื่องมือที่จะใช้ในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ได้

ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติก็ยังมีโอกาสได้นักท่องเที่ยวตามเป้า ซึ่งจะต้องมีโชคดีในไตรมาสที่ 4 ด้วย

“ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบมากที่สุด และเดือน เม.ย.นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโลว์ ซีซั่น หรือนอกฤดูท่องเที่ยว โดยเฉพาะของชาวยุโรป ถ้าหากไม่มีเทศกาลสงกรานต์มาช่วยก็จะเห็นได้ว่าอัตราการเข้าพักโรงแรมลดลงชัดเจน”

ส่วนคาดการณ์อัตราเข้าพักรวมของโรงแรมตลอดทั้งปีนี้ คงไม่สดใสเท่ากับปี 2556 ที่มีอัตราขยายตัวถึง 19% ตามตัวเลขนักท่องเที่ยวในปีก่อนที่ขยายตัวมาก ในปีนี้คงลุ้นกันที่การขยายตัว 9–10%

แต่ในความเป็นจริงปีนี้ต้องดูแยกแยะแต่ละพื้นที่ ซึ่งคงแตกต่างกันมากอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมือง โดยโรงแรมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ตลอดจนพัทยา มีอัตราการเข้าพักน้อยไม่สามารถไปเทียบเคียงกับปี 2556 ได้เลย ขณะที่โรงแรมใน จ.ภูเก็ต และ จ.เชียงใหม่ มีอัตราการเข้าพักมาก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติหลบเลี่ยงพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวทดแทนเลย

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งสิ้นของการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ไม่มีข่าวร้าย ข่าวความรุนแรงทางการเมือง หรือการชุมนุมของสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งช่วงนี้ไม่มี จึงเป็นสัญญาณที่ดีของประเทศไทย 2.การประกาศเตือนการเดินทางท่องเที่ยวของรัฐบาลประเทศต่างๆเงียบไปแล้ว ไม่มีการทบทวนความเข้มข้นของการเตือนและประเทศที่เคยเตือนในระดับที่มีความเข้มข้น ก็ลดระดับลงไปแล้ว เช่น ฮ่องกง ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้ามา

**********************

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นของผู้นำที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แสดงให้เห็นแล้วว่า ปีนี้เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องผจญกับขวากหนามตั้งแต่ต้นปี แต่ยังมีโอกาสก้าวไปสู้เป้าหมายที่ท้าทายได้ ถ้าบรรยากาศทางการเมืองเกื้อหนุน

ฉะนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่าทำให้ประเทศไทยต้องก้าวพลาดอีก และสนับสนุนให้ประเทศก้าวไปสู่เส้นชัยได้จริงๆเถิด.

 

ทีมเศรษฐกิจ

15 เม.ย. 2557 10:12 ไทยรัฐ