วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“หน้าที่” กองทัพกับการเมือง

โดย สายล่อฟ้า

จบไม่จบยังไม่มีใครยืนยันได้ นั่นคือสถานการณ์การเมืองหลังสงกรานต์ แต่ “ดุลยภาพ” จะต้องเปลี่ยนแปลงไปทางใดทางหนึ่ง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.จะมีคำวินิจฉัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานภาพนายกฯ กรณีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรีและการรับจำนำข้าวอย่างแน่นอน

ซึ่งเงื่อนไขตรงนี้จะมีผลกระทบต่อรัฐบาลเพื่อไทยอย่างแยกไม่ออก และเชื่อกันด้วยว่าผลที่ออกน่าจะเป็นด้านลบมากกว่าด้านบวก

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าคู่ความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะมีการเตรียมการเพื่อรองรับกับสถานการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้น

ทั้งข้อกฎหมายและมวลชนผู้สนับสนุน

แม้ในห้วงสงกรานต์บรรดาผู้นำทางการเมืองต่างก็ขอพรภาวนาให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุข ผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆไปได้ด้วย มีความปรองดองเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน

นั่นเป็นเรื่องที่ว่ากันไปตามปกติเพื่อให้สอดรับกับวันปีใหม่ไทยที่จะต้องพูดถึงเรื่องดีๆ สิ่งดีๆ ใจหนึ่งก็อยากให้เป็นไปเช่นนั้น

แต่อีกใจหนึ่งก็ที่รู้กันอยู่เต็มอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นและฝ่ายตนต้องเป็นผู้ชนะโดยเชื่อมั่นว่าถูกต้องอันจะทำให้ชาติบ้านเมืองดีขึ้น

ความจริงมันก็เป็นเยี่ยงนี้แล...

แน่นอนว่าในสภาพความเป็นจริงทางการเมืองทุกฝ่ายต่างก็มุ่งมองไปที่บทบาทของกองทัพหรือทหารว่าจะเอายังไงแน่ จะมีจุดยืนที่ชัดเจนข้างไหนฝ่ายไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยากเพราะทหารยังเป็นศูนย์อำนาจมีบทบาทสำคัญพูดง่ายๆคือ “อำนาจที่ 3”

บทบาทที่ผ่านมาของกองทัพด้วยการแสดงออกโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.นั้น แม้พยายามจะบอกและยืนยันมาตลอดว่าขอวางตัวเป็นกลาง ยืนข้างประชาชนทุกฝ่าย แต่ในมุมมองของแต่ละฝ่ายจึงมีทั้งแง่ลบและแง่บวก

เพราะต่างก็ต้องการได้ทหารเป็นพวก หากเงื่อนไขหนึ่งท่าทีของทหารที่แสดงออกเป็นผลบวกกับอีกฝ่ายหนึ่งก็จะได้รับการชื่นชม แต่อีกฝ่ายก็จะบอกว่านั่นเห็นมั้ยเข้าข้างฝ่ายนั้นแล้วความเป็นไปในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาตลอด

สรุปแล้วต่างฝ่ายต่างก็ต้องการที่จะให้ทหารบอกเลยว่าอยู่ข้างไหนกันแน่

ก็เล่นเอาปวดหัวไปเหมือนกันสำหรับ ผบ.แต่ละเหล่าทัพที่จะต้องเจอแรงกดดันจากทั้ง 2 ฝ่าย แม้จะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

แต่ก็ไม่สามารถแสดงท่าทีอย่างชัดเจนได้ เพราะถ้าหากประกาศยืนข้างใดข้างหนึ่งก็จะเกิดผลทางการเมืองขึ้นมาทันที

หรืออย่างกรณีคำว่า “ปฏิวัติ” ด้านหนึ่งพยายามที่จะยืนยันว่าไม่มีแน่ แต่อีกด้านหนึ่งก็มิอาจปฏิเสธได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ

เป็นที่รู้ดีว่าเดือนกันยายนนี้ ผู้นำเหล่าทัพจะเกษียณอายุราชการแบบยกแผง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.

เหลือเพียงแค่ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหมเพียงคนเดียวที่ยังครองตำแหน่งต่อไป และเป็น ตท.14 ที่เพื่อนร่วมรุ่นกำลังผงาดในกองทัพและตัวเขาถูกมองว่ายืนอยู่ข้างหลังนายกฯ

การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารขึ้นมาแทนที่ก็มีความสำคัญและต้องการให้ “ทายาท” ขึ้นมาย่อมจะยึดโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างแยกไม่ออก

อีกทั้งเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนก็จะพ้นจากตำแหน่งแล้วการรักษาสถานภาพของตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญเฉพาะตัว หากรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีเกษียณไปแล้วก็แฮปปี้

แต่ “หน้าที่” ที่ต้องรับผิดชอบจะทำยังไงดีล่ะ...

 

“สายล่อฟ้า”

15 เม.ย. 2557 09:42 ไทยรัฐ