วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่านอกกรอบ!

‘ชัยเกษม’ดักคอศาลรธน. ‘นพดล’แจงวาทะทักษิณ

“ชัยเกษม” ไม่อ้อมค้อม ยืนซดศาล รธน.ตัดสินคดีนอกกรอบ ก.ม.ไร้ขอบเขต ลั่นสุดที่จะรับได้กับสิ่งไม่ถูกต้อง เคลียร์เหตุผลชง รบ.ใช้มาตรา 7 หวังพึ่งพระบารมีชี้ทางออก จวกยับพวกขาดันนายกฯคนกลางหวังดึงฟ้าต่ำ “อ๋อย” ย้ำคดี “ถวิล” ฟัน “ปู” ไม่กระเด็น แบะท่ายื้อเปิดวิสามัญประชุมวุฒิสภาสุดฤทธิ์สกัดเกมนายกฯ ม.7 “ตู่” ซัดมิควรมีใครบังอาจแม้กระทั่งคิดจะทำ “นพดล” ป้อง “ทักษิณ” เคลียร์วาทะตาชั่งเอียงแค่บางคดี อย่าเอามาเป็นบิดเบือน-โจมตีกัน ปชป.ฉะกลับยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว วอนหยุดทำลายชาติเสียที

การเมืองยังโฟกัสอยู่ที่ความคืบหน้าคดีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ในการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช. เนื่องจากผลของคดีที่ออกมาอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

“ชัยเกษม” ดับเครื่องชนศาล รธน.

เมื่อวันที่ 13 เม.ย. นายชัยเกษม นิติสิริ รมว. ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีเสนอให้รัฐบาลใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ทูลเกล้าฯ ขอพระราชวินิจฉัย หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พ้นสภาพจากความเป็นรัฐมนตรี ว่า เหตุที่ต้องพูดแนวทางนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินคดีหลายเรื่องไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเขียน ไว้ จนรู้สึกว่ารับไม่ได้ มันไม่ถูกต้องอยากให้ไปดูปฏิญาณ ตนไว้ว่าอย่างไร ถวายสัตย์ไว้อย่างไร มีประมวลจริยธรรมไว้ว่าอย่างไรปฏิบัติตามหรือไม่

ลั่นชง ม.7 ย้อนเกล็ดวินิจฉัยตุลาการ

นายชัยเกษมกล่าวอีกว่า ในอนาคตหากคดีนี้ ตัดสินให้นายกฯ และ ครม.พ้นสภาพจริง เลยมานั่ง คิดว่าก็ใช้มาตรา 7 นั่นแหละให้มีพระบรมราชวินิจฉัยว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งนายกฯ และ ครม.พ้นสภาพ แต่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ จะมีพระราชวินิจฉัยอย่างไร เพราะถือว่า ครม.ผ่านการเลือกตั้ง ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สุดท้ายไม่รู้จะพึ่งใครก็ต้องพึ่งท่าน บอกให้ไปก็ไป แต่หากบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรทำอย่างนั้นก็จะเป็นโอกาสที่ดีกว่าที่รอพระราชวินิจฉัยจะได้ไม่ฆ่ากัน มีความมุ่งหมายแค่นั้น ไม่ได้หมายถึงนายกฯ มาตรา 7 อย่างที่ตีความกันไป

จวกดึงฟ้าลงต่ำดันนายกฯ ม.7

นายชัยเกษมกล่าวว่า ส่วนที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ระบุเป็นเรื่องมิบังควร เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เพราะพระองค์อยู่เหนือการเมือง แล้วการที่ กปปส.จะไปลงนามเสนอขอพระราชทาน นายกฯ มาตรา 7 ที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ อย่างนั้นไม่ยิ่งระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมากกว่าหรือ อันนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางออก จะปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญทำตามอำเภอใจหรืออย่างไร ท่านอาจจะบอกว่าไม่ได้ทำอะไรตามอำเภอใจ แต่ก็ต้องฟังประชาชนด้วย คนจำนวนมากบอกเลยว่า ศาลรัฐธรรมนูญทำเกินกรอบรัฐธรรมนูญ เวลานี้ยังเป็นเพียงแนวความคิดตนเพียงคนเดียว เพียงแต่มองรูปการณ์ เพราะคนส่วนใหญ่บอกว่าโดนแน่ เลยมาดูข้อกฎหมายว่ามีทางแก้ได้หรือไม่ ซึ่งไม่มีทางออก นอกจากพึ่งมาตรา 7 โดยเรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับแกนนำรัฐบาล พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี จะเป็นไปได้หรือไม่ต้องรอผลจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน เราจะปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญทำทุกอย่างโดย ไม่มีขอบเขตไม่ได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องใหญ่สุด

“อ๋อย” ย้ำคดี “ถวิล” ฟัน “ปู” ไม่ได้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากองค์กรอิสระว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ในการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ปัญหาคือนายไพบูลย์ร้องสั่งให้นายกฯ ออกจากตำแหน่ง และยังไปร้องให้ใช้มาตรา 172 เพื่อ อนุโลมให้หานายกฯ กันใหม่ แต่มาตรานี้ใช้ในกรณีที่ยังเป็นนายกฯ โดยสมบูรณ์ยังไม่ยุบสภา เหมือนกรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ก็มาหานายกฯ คนใหม่ โดยสภาผู้แทนราษฎร แต่คราวนี้ยุบสภาแล้วก็ต้องรอสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ให้องค์กรอื่นสรรหาแทน รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติอย่างแตกต่างกันมากกับการทุจริตในสมัยรัฐ– บาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ โครงการรับจำนำข้าวยังไม่มีข้อสรุปเบื้องต้นว่า เกิดการทุจริตในการปฏิบัติ แต่กลับจะมาชี้มูลผู้รับผิดชอบสูงสุดก่อน มันก็ขัดแย้งกันอยู่ในตัว ทั้งหมดเป็นเกมการเมืองที่ต้องการให้เกิดนายกฯ นอกรัฐธรรมนูญ

ดับฝันเปิดประชุมวุฒิฯดันนายกฯ ม.7

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ส่วนการขอเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาถอดถอนบุคคลเป็นข้อยกเว้นในมาตรา 132 ซึ่งวุฒิสภาสามารถเปิดประชุมได้ และเป็นเรื่องประธานรัฐสภา บังเอิญว่าไม่มีทั้งประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภา ซึ่งรองประธานรัฐสภาคือประธานวุฒิสภา ความเห็นกฤษฎีกาก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่นายกฯจะทำอะไรได้ ต้องว่ากันตามรัฐธรรมนูญ และปัญหาคือนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา จะทำหน้าที่เป็นประธานประชุมวุฒิสภาได้หรือไม่ เพราะไม่เคยมีว่ารองประธานวุฒิสภาขึ้นไปนั่งทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาในการประชุมได้ นายสุรชัยจะอ้างว่าเป็นรองประธานรัฐสภาไม่ได้ เพราะนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ยังไม่พ้นตำแหน่งประธานวุฒิสภา เพียงแต่ถูกพักการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ตำแหน่งประธานวุฒิสภายังไม่สูญไปเลย ดังนั้น นายสุรชัยมาทำหน้าที่แทนไม่ได้ จึงจะบอกว่าดึงเรื่องไม่ได้ ต้องว่าตามรัฐธรรมนูญและรัฐบาลต้องฟังกฤษฎีกา ถ้าจะร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินก็ไปว่ากันตรงนั้น ที่มันยุ่งยากเพราะพรรคประชาธิปัตย์และ กปปส.ตัวการขัดขวางการเลือกตั้งให้เกิดนายกฯนอกรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ไม่ให้ราคา “มาร์ค” จุ้นคดี “ปู”

นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายก– รัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ใส่ร้ายศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้เป็นความธรรม กรณีรับคำร้องโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า รัฐบาลและนายกฯยังยึดกรอบการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องการเห็นความเป็นธรรมและความเสมอภาค เป็นการใช้สิทธิโดยชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีและในฐานะผู้นำที่จะอธิบายให้สาธารณชนได้รับทราบ ส่วนมุมมองของนายอภิสิทธิ์เป็นมุมมองฝ่ายตรงข้ามที่เป็นปฏิปักษ์และมีอคติ ซึ่งเชื่อว่าสังคมจะให้ความเชื่อถือน้อยกว่าแน่นอน ดีที่สุดนายอภิสิทธิ์ควรเคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา มากกว่าจะมาแสดงความคิดเห็น เพราะนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มาเป็นผู้ที่ตัดสินชี้ขาด และน่าจะรู้ดีว่าตำแหน่งสำคัญที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย และแก้ปัญหาให้ประชาชนต้องมีความเหมาะสม เลือกใช้คนให้ถูกกับงาน ถูกช่วงเวลา ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ก็เคยเปลี่ยนแปลง แม้แต่ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. อดีตปลัดกระทรวงก็เปลี่ยน แล้วตอนนั้นอะไรคือความเหมาะสมไม่เหมาะสม

ซัดเอาแต่ได้เรื่องเปิดประชุม ส.ว.

นายวราเทพกล่าวว่า ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สกัดกั้นไม่ยอมออก พ.ร.ฎ.เปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญไม่ใช่นายกฯไม่ยอมออก แต่อยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาส่งเรื่องให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเมื่อเห็นว่ามีประเด็นที่ต้องขอคำแนะนำก็ได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งกฤษฎีกาเห็นว่าร่างบันทึกขอให้มีการออก พ.ร.ฎ.ขอเปิดประชุมวุฒิสภาของเลขาธิการวุฒิสภามีความไม่ชัดเจน มีความแตกต่างจากกรณีเมื่อปี 49 ก็ส่งความเห็นกลับมายังเลขาธิการ ครม. และก็ได้ส่งเรื่องกลับไปเลขาธิการวุฒิสภาให้มีการทบทวน โดยเฉพาะการกำหนดเปิดประชุมวันที่ 24 เม.ย. ที่ต้องพึงระวัง การพยายามไปรวบรัดบีบเวลาไม่ควรกระทำ กระบวนการที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่จะเกี่ยวข้องให้ทรงมีพระบรมราชโองการวินิจฉัย นายกฯต้องระมัดระวังความถูกต้อง จึงไม่ใช่เรื่องที่นายกฯจะประวิงเวลา นายอภิสิทธิ์พูดเอาแต่ได้ กรณีไหนไม่เห็นด้วย ก็บอกว่าเป็นนายกฯรักษาการทำไม่ได้ แต่เรื่องที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายค้านเรียกร้องให้รีบทำ ทั้งนี้ นายกฯใช้มาตรฐานเดียวคือทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

“นพดล” เคลียร์วาทะตาชั่งเอียง

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณอวยพรในวันสงกรานต์ให้คนไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและมองไปในอนาคต แต่ก็ถูกสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ดาหน้าออกมาตอบโต้ว่าต้นเหตุของปัญหาการเมืองขณะนี้มาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ แต่พูดในฐานะอดีตผู้นำที่ห่วงใยบ้านเมือง ไม่อยากเห็นการเอาคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณมาบิดเบือนและโจมตีกัน เทศกาลสงกรานต์เราควรสาดน้ำมากกว่าสาดโคลน สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดว่า กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ท่านไม่ได้โจมตีทุกคดีทุกศาล แต่คำตัดสินของบางองค์กร ต้องยอมรับว่ามิชอบด้วยกฎหมายและขัดหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน เช่น คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องกรณีมาตรา 68 กรณีนายสมัคร สุนทรเวช พ้นนายกฯ กรณีการลงมติแก้รัฐธรรมนูญของ ส.ส.ว่าผิดกฎหมาย กรณีรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วตัดสินให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาฯ เป็นโมฆะ เป็นต้น

พท.ตีความวลี “ป๋า” ยุทหาร ปว.

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดโอกาสให้ ผบ.ทหารสูงสุดนำ ผบ.ทุกเหล่าทัพ เข้ารดน้ำดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ว่า การที่ พล.อ.เปรมพูดกับทหารว่ากองทัพกำลังมีงานใหญ่ต้องทำให้สำเร็จนั้น มีนัยสำคัญทางการเมือง มีคนมาถามมากมายว่างานสำคัญของกองทัพคืออะไร เพราะหลายคนมองว่าสถานการณ์ตอนนี้องค์กรอิสระล้มรัฐบาลไม่สำเร็จ อาจจะมีการกระทำเหมือนเช่นอดีตคือให้ทหารยึดอำนาจหรือไม่ พล.อ.เปรมต้องการให้กองทัพออกมายึดอำนาจอีกครั้งใช่หรือไม่ เมื่อปี 2549 ภายหลังปฏิวัติ พล.อ.เปรมได้นำคณะปฏิวัติเข้าเฝ้ามาครั้งหนึ่งแล้ว คนสงสัยเรื่องนี้มากจึงขอถามให้เกิดความชัดเจน การที่ พล.อ.เปรมเปิดสโมสรทหารบกให้ ผบ.เหล่าทัพรดน้ำดำหัวนั้น เจตนาคือต้องการวัดกำลัง โชว์ศักยภาพว่าทุกเหล่าทัพยังต้องเกรงใจ ทำตามคำสั่งอยู่มากกว่า

แนะเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมได้แล้ว

“พล.อ.เปรมท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองแล้ว อย่าทำอะไรให้คนนินทาต่อว่า งานสำคัญของกองทัพเขามีอยู่แล้ว และรู้ว่าต้องทำอะไร ไม่จำเป็นต้องมาบอกหรอก ท่านควรหยุดได้แล้ว อย่าทำให้ประเทศวุ่นวาย ทำให้คนออกมาอีก อย่าสร้างเงื่อนไขให้เกิดสงครามกลางเมือง ถ้าคนตายเป็นหมื่นเป็นแสนจะรับผิดชอบได้ไหม พล.อ.เปรมควรเข้าวัดเข้าวา ฟังเทศน์ฟังธรรมได้แล้ว อย่าคิดว่าสถานการณ์วันนี้จะเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ท่านหลงยุคอยู่หรือเปล่า จึงไม่เปลี่ยนความคิดเลย” นายวรชัยกล่าว

“ตู่” เข้าใจทุกอย่าง “ชัยเกษม” ชง ม.7

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงกรณีที่นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม จะเสนอรัฐบาลถวายมาตรา 7 เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า คงเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของนายชัยเกษม เพราะท่านก็รู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยตรัสเอาไว้ว่ามาตรา 7 ไม่เป็นประชาธิปไตย มั่ว แต่เครือข่ายอำมาตยาธิปไตยก็ยังไม่หยุดกระทำการ ดังนั้นในฐานะที่นายชัยเกษมเป็นนักกฎหมาย คงเห็นว่าปลายทางจะมีอะไรเกิดขึ้นจึงได้เสนอแนวคิดดังกล่าวออกมา เจตนาเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น และเพื่อจะอธิบายความถึงคณะที่กำลังดำเนินการเล่นงานนายกฯ คณะรัฐมนตรี นายชัยเกษมจึงต้องการให้มีพระบรมราชวินิจฉัยให้เกิดความกระจ่าง เพราะมีกลุ่ม หรือคณะบุคคลที่ต้องการเข้ามาสู่อำนาจโดยใช้ช่องทางมาตรา 7 หรือมาตรา 3 ในทางปฏิบัติก็รู้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะสุญญากาศทางการเมืองไม่ได้เป็นสุญญากาศโดยธรรมชาติ แต่เป็นการจัดการของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ต้องการเข้ามาสู่อำนาจ

ลั่น“นายกฯ ม.7” ไม่มีเด็ดขาด

นายจตุพรกล่าวว่า เราเชื่อว่ามาตรา 7 ไม่มีวันเกิดได้ คนที่เกิดเป็นคนไทยก็รู้ว่าพระราชประเพณีปฏิบัติตั้งแต่ สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ คำว่าพระมหากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำนั้นเป็นพระราชประเพณีปฏิบัติกันมา ฉะนั้น เรื่องนี้เมื่อพระมหากษัตริย์ตรัสไว้ชัดเจนแล้ว เหล่าพสกนิกรย่อมจะรู้ว่านายกฯมาตรา 7 จะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด และไม่ควรมีใครบังอาจคิดที่จะกระทำการในเรื่องนี้

ปชป.ฉะ “ทักษิณ” พูดเข้าตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัว “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda” ตอนหนึ่งว่า เห็นข่าว “แม้ว..ให้คนไทยลืมอดีต แล้วเริ่มต้นใหม่หลังสงกรานต์ ชี้บ้านเมืองวุ่นวายเพราะกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย คนทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมไม่ยุติธรรม จนคนไทยแยกเขี้ยวใส่กัน ไม่รู้จักให้อภัยนั้นว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดแบบนี้เหมือน “ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว” และการที่ประเทศไทยเดินหน้าไม่ได้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะต้องมัวติดหล่มอยู่กับปัญหาที่คนคนเดียวสร้างไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยไม่ยอมลืมอดีตและไม่ยอมรับความผิดที่ทำมาในอดีต คนที่ทำให้กฎหมาย ไม่เป็นกฎหมาย จึงได้แก่ตัว พ.ต.ท. ทักษิณกับบริวาร ที่ไม่เคารพกฎหมาย ถึงขั้นประกาศไม่ยอมรับคำพิพากษาศาลที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญ กฎหมายไหนได้ประโยชน์ก็จะอ้างกฎหมายนั้น ตรงไหนไม่ได้ประโยชน์ ก็ตำหนิว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม องค์กรตามกฎหมายใดไม่เข้าข้าง พ.ต.ท.ทักษิณกับรัฐบาลนอมินีก็จะถูกบริวารออกมาบิดเบือน กดดัน คุกคาม กล่าวหาว่าใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานขาดความยุติธรรม โดยมิได้ย้อนดูตัวเองว่า ได้เคยมีพฤติกรรมทำผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายอะไรให้กับบ้านเมืองไว้บ้าง

ขอจงหยุดทำลายประเทศไทย

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการสะท้อนตัวตนและรากเหง้าของปัญหาในประเทศไทย เพราะข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นในตั้งแต่ ปี 2548-2557 ตัว พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ได้ทั้งชื่อเสียง ทรัพย์สิน และเงินทองจากประเทศไทย ที่น่าเสียใจคือ พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า เป็นห่วงว่าจะมีการปลุกระดมจนมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เหมือนประเทศรวันดาในแอฟริกา จึงขอให้ทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง เพราะประเทศไทยขณะนี้ มีขบวนการในการลดความน่าเชื่อถือ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง และไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้จะกล้ามาทำ ถ้าไม่มีคนสนับสนุน จึงอยากขอของขวัญให้คนไทยจาก พ.ต.ท.ทักษิณว่า หยุดทำลายประเทศไทย และสั่งให้น้องสาวคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เคารพกฎหมายไทย แค่นี้ประเทศไทยก็สงบแล้ว

ปชป.ตีกิน “ชัยเกษม” ชงม.7

นายชวนนท์กล่าวถึงกรณีที่นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ที่เตรียมเสนอขอให้รัฐบาลใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญในการทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชวินิจฉัยแนวทางการแก้ปัญหา หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นสภาพจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง โดยทุกฝ่ายควรรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบและมีกฎหมายรองรับตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคตั้งข้อสังเกตและตีความว่า การที่นายชัย-เกษม ออกมาระบุในลักษณะโยนหินถามทางหรือเป็นการดักทาง เป็นเพราะนายชัยเกษมรู้แล้วว่า การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายจริง และรู้ว่าผลการตัดสินในอนาคตจะกระทบต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงพยายามที่จะออกมาพูดดักคอล่วงหน้า ทั้งที่เป็นเรื่องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และไม่ควรอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีทางออกที่เหมาะสม หากมีคำตัดสินออกมา และกระบวนการตามมาตรา 7 รัฐบาลไม่ใช่ผู้ที่เสนอทูลเกล้าฯ แต่เป็นผู้ที่รักษาการตำแหน่งประธานวุฒิสภา

ลิ่วล้อถล่มรายวันลุแก่อำนาจ 4 ข้อ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่เป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยได้ลุแก่อำนาจ จนเป็นสาเหตุที่มาของคดีใน ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นจำนวนมาก คือ 1.โครงการรับจำนำข้าว ที่นำไปสู่การขาดทุน เกิดการทุจริต ชาวนาต้องเสียชีวิตมากเป็นประวัติ-ศาสตร์ 2.ใช้อำนาจแก้กฎหมายโดยไม่ฟังเสียงใคร โดยเฉพาะการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 3.ใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ ขณะเดียวกันศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ. รส.) ใช้งบประมาณนับหมื่นล้านเพื่อดำเนินการแต่ก็ไม่สามารถรักษาชีวิตประชาชนไว้ได้ และ 4.การโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการที่เป็นพรรคพวกตัวเองเพื่อผลตอบแทนทางการเมือง ไม่ได้ปรับย้ายตามตำแหน่งหน้าที่หรือความสามารถแต่เป็นการปรับเพื่อตอบแทน

ลูกหาบโต้แทน “มาร์ค” อคติ “ปู”

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายวราเทพ รัตนากร รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ รมช.เกษตรฯ ระบุพาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า มีอคติกล่าวหานายก-รัฐมนตรีในเรื่องศาลรัฐธรรมนูญและเรื่อง พ.ร.ฎ.เปิดประชุมวุฒิสภาว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้กล่าวบนพื้นฐานของอคติ แต่พูดตามข้อเท็จจริงและความถูกต้อง นายกรัฐมนตรีกล่าวพาดพิงถึงศาลรัฐธรรมนูญอยู่หลายครั้ง เช่น ข้องใจว่าจะไม่ให้ความยุติธรรม ไม่มีอำนาจในการตัดสินบ้าง ทั้งที่ข้อเท็จจริงในการกระทำของนายกรัฐมนตรีก็ปรากฏชัด พอมีใครเอาหลักกฎหมายเอาความจริง ความถูกต้องมาพูดสวนกลับ ก็กลิ้งกลอกกลับคำว่า ไม่ได้พูดเช่นนั้น ขณะนี้นายกรัฐมนตรีเองไปไม่เป็นแล้ว ก็ใช้บริวารในการโต้ตอบแทนขอเตือนว่า ถ้าไม่ดำเนินการ ออก พ.ร.ฎ.เปิดประชุมวุฒิสภา ตนจะเพิ่มคำร้องให้นายกรัฐมนตรีอีกคดี เพราะปากบอกว่าเคารพรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำกลับสวนทาง ถ้าภาษาชาวบ้านก็ตรงกับคำว่าคบหาสมาคมไม่ได้

กกต.บีบ รบ.เห็นต่างอดเลือกตั้ง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 เม.ย. กกต.จะมีการประชุมเพื่อกำหนดประเด็นการหารือกับตัวแทนพรรคการเมือง จำนวน 73 พรรคการเมือง ที่ กกต.ได้นัดหมายเชิญมาร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ในวันที่ 22 เม.ย. จากนั้น กกต.จะนำข้อเสนอและข้อสรุปจากการหารือร่วมกับพรรคการเมือง มาเข้าที่ประชุม กกต. ก่อนที่จะนัดหารือกับทางรัฐบาลเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ หากการหารือครั้งใหม่รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ กกต. สถานการณ์จะกลับกัน คือจะยังไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส.จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นพ้องร่วมกันในวันเลือกตั้งที่เหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายนำพระราชกฤษฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯโดยความเห็นร่วมกันระหว่าง กกต.กับรัฐบาล

ขู่คุยกันไม่รู้เรื่องก็ยิ่งช้าไปกันใหญ่

“มันไม่เหมือนครั้งก่อน เมื่อคุยกันแล้วรัฐบาลไม่ยอมมันก็จบ ต้องเดินหน้าจัดเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้ถ้ารัฐบาลไม่ยอมผลคือตกลงกันไม่ได้ พ.ร.ฎ.ก็จะยังไม่ออกจนกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง ตรรกะมันพลิกกลับ ส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่มีแนวทางออกมาตามที่ กกต.เสนอทุกทาง เพราะแค่กำหนดนัดหารือวันที่ 22 เม.ย. ก็มีการเรียกร้องอยากให้จัดก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ดังนั้น จึงต้องคุยร่วมกันทั้งสองฝ่ายก่อน แต่ยิ่งรัฐบาลเห็นต่างการเลือกตั้ง มันก็ยิ่งช้าลง” นายสมชัยกล่าว

เปิดรับสมัคร ส.ส.ทางเน็ต-ไปรษณีย์

นายสมชัยกล่าวว่า ขณะนี้ กกต.ได้เตรียมประกาศระเบียบเพื่อรับมือกับปัญหาการรับสมัครเลือกตั้งที่ประสบปัญหาผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส. เข้าสมัครในสถานที่รับสมัครที่ กกต.จัดให้ไม่ได้ จนกลายเป็นปัญหาไม่สามารถมีผู้สมัครใน 28 เขตเลือกตั้งภาคใต้ ซึ่งเป็นระเบียบให้มีการเปิดรับสมัคร ส.ส.ทางไปรษณีย์และทางอินเตอร์เน็ต เป็นกรณีสำรองหากการรับสมัครตามปกติถูกขัดขวางจนรับสมัครไม่ได้ โดยในส่วนของการยื่นสมัครทางไปรษณีย์จะใช้กับการรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนการรับสมัครทางอินเตอร์เน็ตจะรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ส่วนสาเหตุที่ต้องเตรียมมาตรการสำรองไว้ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าในการรับสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตในอนาคต กกต.อาจจะไม่มีแม้แต่สถานที่ทำงานในจังหวัดที่จะให้ผู้สมัครส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ได้ หรือแม้จะส่งมาทางไปรษณีย์แต่อาจถูกปิดล้อมสถานที่จนไม่สามารถเข้าไปรับใบสมัครได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้ช่องทางการรับสมัครทางอินเตอร์เน็ตมาสำรองอีกช่องทางหนึ่ง

14 เม.ย. 2557 05:32 ไทยรัฐ