วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สงกรานต์ร้อนวิกฤติ ดับฤทธิ์ด้วยรสธรรม

โดย

พระราชโมลี เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ให้ความรู้เรื่องสงกรานต์

“เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะดีขึ้นและจะดีขึ้นทีละน้อยไปเรื่อยๆ ส่วนอื่นๆต้องค่อยๆปรับปรุงกันไป” พระราชโมลีบอก

พระราชโมลี (มีชัย ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร พระอารามนี้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงบูรณะขนานใหญ่ สืบมาเป็นวัดประจำในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังผลให้มีโบราณสถาน โบราณวัตถุค่าควรเมือง อาทิ ศาลพระเจ้าตากสิน พระแสน พระพุทธรูปทองคำ และสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นต้น

พระราชโมลีให้ความรู้เรื่องสงกรานต์ ก่อนให้ข้อธรรมและพิจารณาดวงบ้านเมืองว่า เทศกาลสงกรานต์เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ถึงวันที่ 15 เมษายน คำว่าสงกรานต์มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่าผ่าน หรือเคลื่อนย้าย โดยกำหนดเอาวันที่ 13 เป็นวันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เรียกว่าวันเนา และวันที่ 15 เรียกว่าวันเถลิงศก หรือวันเฉลิมฉลอง คนไทยนับเป็นวันขึ้นปีใหม่มาแต่โบราณกาล

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ “เราเป็นคนไทย วิถีไทยคือความสงบสุขร่มเย็นจากการทำบุญ ทำความดี เพราะฉะนั้น ต่อให้มีทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สินเงินทองเพียงใดก็ตาม ต่อให้มียศถาบรรดาศักดิ์เพียงใดก็ตาม ที่สุดแล้วก็คืนสู่สามัญ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่จีรังยั่งยืน”



ดังนั้น “เมื่อปีใหม่เวียนมาถึงก็ขอให้ใช้ช่วงปีใหม่มาเตือนสติโดยมองย้อนอดีตไปว่า ปีที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรไปบ้าง ทั้งทางกาย วาจาและความคิดทางใจ ค่อยๆมองย้อน สำรวจ ก็จะเริ่มมองเห็น อะไรที่ดีอยู่แล้วก็ให้รักษาไว้ อะไรที่ยังขาดตกบกพร่องให้พัฒนาส่วนนั้นขึ้นมา อย่าเพิ่งไปมองภายนอก มองตัวเองก่อน เพราะว่าเมื่อเราพัฒนาปรับปรุงกาย วาจา ใจของตัวเองได้ดีพอควรแล้วค่อยๆมองไกลจากตัวเองต่อไป”

พร้อมให้คติเตือนใจว่า “ถ้าเราจะพัฒนาชาติเราก็ต้องเริ่มที่คน จะพัฒนาตนเราก็เริ่มที่ใจ จะพัฒนาอะไรๆ เราต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน เมื่อเราตั้งมาตรฐานอย่างนี้แล้ว ครั้นจะอาศัยเฉพาะปัจจัยทางสังคมอย่างเดียวเฉพาะความโลดแล่นไปด้วยการปรุงแต่งอย่างเดียว คงทำให้เราสุขแบบล่กๆ แต่ถ้าเราเอาธรรมะมาผสมผสานวิถีชีวิตแบบไทยๆ เราจะรู้ว่า ยศที่มีก็ตาม อำนาจที่มีอยู่ก็ตาม มันอยู่กับเราชั่วระยะหนึ่ง ถ้าลุ่มหลงใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็จะเป็นโทษ และเมื่อวันหนึ่งเราไม่มีอำนาจ สิ่งที่เราทำไปมันก็จะสะท้อนเป็นผลกลับมารบเร้าในตัวเรา”

เพราะ “...เกียรติยศมีมาเพราะหน้าที่ อำนาจมีเพราะตำแหน่งเขาแต่งตั้ง หมดตำแหน่งอำนาจหายไม่จีรัง ต้องเร่งสร้างความดีเป็นศรีตน...ถ้าทำอย่างนี้ได้ เราจะไม่ลุ่มหลง แต่ในขณะที่เรามีอำนาจ เราก็ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ในทางพระหลักการปกครองพระพุทธเจ้าสอนเอาไว้เป็นหลักสั้นๆ เข้าใจง่ายๆว่า...นิคคัยหะ ปัคคัยหะ...ต้องข่มสิ่งที่ควรข่ม ต้องยกย่องสิ่งที่ควรยกย่อง ยังมีหลักธรรมะอีกนิดหนึ่ง โบราณว่า คนที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ในการดำเนินชีวิต ผู้ใดก็ตามที่ช้าในการอันควรช้า รีบด่วนในการอันควรรีบด่วน บุคคลเหล่านี้จะประสบความสำเร็จในภารกิจการงาน ในหน้าที่ และการดำเนินชีวิต ตรงกันข้าม บุคคลที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไปรีบด่วนในการอันควรช้า ไปช้าในการอันควรรีบด่วน”

แล้วเราจะสรุปได้อย่างไรว่า อะไรควรรีบด่วนอะไรควรช้า คำตอบคือ “จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีสติอยู่กับตัวเสมอๆ ต้องระลึกรู้ตามอารมณ์ของตัวเอง”

กลางเดือนเมษายนอันร้อนร้าย ไม่ว่าจะเป็นด้านโหราศาสตร์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายต่างกำหนดไว้ว่าเป็นเดือนที่รุ่มร้อน “มันก็เป็นไปได้จริงๆ แต่ถ้าเรารู้เท่าทันเสียแล้ว เราก็จะไม่ตกเป็นทาสสถานการณ์ที่มันรุ่มร้อน” แล้วจะทำได้อย่างไร “ทำได้โดย หนึ่ง-มีสติระลึกรู้อยู่เสมอ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ อารมณ์ไม่พอใจใช่ไหม โกรธใช่ไหม หลบซะ หรืออย่างน้อยๆ ทางกายภาพก็อาบน้ำอาบท่าให้สบายใจ แต่ถ้าโมโหไม่มีสติระลึกรู้ไม่ควบคุม แดดร้อนบวกกับสถานการณ์ก็มีแต่จะส่งเสริมอาการร้อนภายนอกและภายใน เมื่อเผชิญหน้าคนที่ร้อนข้างนอก และร้อนข้างในก็จะเป็นเหตุให้ทำอะไรก็ได้ โดยขาดการยั้งคิด”

ให้มีสติอยู่กับตัวอยู่เสมอคือทางออกที่ดีที่สุด แล้ว “ควรเตือนใจเสมอว่า เรารักความสุขเกลียดความทุกข์ฉันใด คนอื่น สัตว์อื่นๆ ก็รักความสุขเกลียดความทุกข์ฉันนั้น ผู้เป็นเมธีชนจึงไม่แสวงหาความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น และในขณะเดียวกัน ขอให้รู้ว่าอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทยมีจริง เทพยดาอารักษ์ก็มีจริง แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม บารมีคุณงามความดีงามใดๆก็ตามจะปกปักรักษาคนที่มีกาย วาจา ใจที่สะอาด สูงส่ง ดีงาม”

ถ้าเราไม่เป็นอย่างนั้น “แม้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็รักษายาก แม้เทพยดาอารักษ์ก็เข้าถึงตัวเรายาก แต่ถ้าเรารักษาจิต กาย วาจา ใจสะอาด ก็เปรียบเหมือนภาชนะที่สะอาด ภาชนะทองคำพร้อมรองรับความเป็นสิริมงคลได้ทุกประการ”

โบราณกล่าวว่า “...ไม่ใช่มีเทวาจะมาอุ้มสม ไม่ใช่พระพรหมจะมาสร้างสรรค์ ไม่ใช่ศุกร์เสาร์อาทิตย์หรือจันทร์ จะมาบันดาลให้เราชั่วดี กรรมเป็นตัวลิขิตชีวิตของคน ยากดีมีจนก็สุดแต่วิถี ผลแห่งกรรมทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็มีแต่อัปมงคล...กรรมหมายถึงการกระทำของแต่ละคน ประกอบด้วยเจตนามุ่งหวังผลประการใดประการหนึ่ง ถ้าเราสร้างกรรมดีคือเหตุดี ผลตอบสนองจะเป็นผลที่ดี ในขณะที่เมื่อใดก็ตาม ถ้าเราสร้างกรรมตรงกันข้ามกับความดี ผลก็จะเกิดตรงกันข้าม ฉะนั้น เรากำหนดทิศทางของตัวเองได้ว่า จะขับเคลื่อนไปสู่จุดไหน อย่างไร ทำให้เราร่มเย็นเป็นสุข หรือไม่อย่างไร เราสามารถกำหนดกรรมของตัวเราเอง”



นอกจากอากาศจะร้อนแรง สถานการณ์บ้านเมืองนับวันจะแรงร้อน แต่ “การจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่เกิดอะไรขึ้นนั้น อยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ เมื่อเรามีความเห็นว่าเกิดความคิดความอ่านไม่เหมือนกัน คิดกันคนละแง่ ก็ต้องอนุมานเอาเลยว่า ไม่มีใครไปตัดสินชี้ชัดได้หนักหนา แต่ขอให้รู้สึกว่า การแสดงออกทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่ความไม่รักกันเห็นว่าไม่ควร เป็นเรื่องควรจะปรับ เรื่องนี้บรรพบุรุษท่านรังสรรค์ไว้ว่า...ผืนแผ่นดินถิ่นนี้

เป็นที่เกิด ถือกำเนิดเกิดไทยทั่วทั้งผอง จะอยู่ส่วนใดในแหลมทอง เป็นพี่น้องร่วมวงศ์พงษ์เผ่าไทย...เมื่อเรารักในความเป็นไทย เราควรมองคนอื่นเสมือนหนึ่งพี่เสมือนหนึ่งน้อง ถ้าน้องผิดพี่เตือนก็ขอให้เปิดใจรับฟัง ถ้าพี่ผิดน้องเตือนก็ขอให้เปิดใจรับฟัง และโอภาปราศรัยอย่างพี่น้อง สถานการณ์ที่คิดว่าจะรุนแรงอย่างไรก็ตามอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ อยู่ที่เราช่วยกัน”

เมื่อมองบ้านเมืองตามหลักโหราศาสตร์ “ปีนี้ก็ร้อนแรงพอควร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความดีงาม การให้ทานการรักษาศีล การเจริญภาวนาเข้ามาลดความร้อนนั้นลง อะไรก็ตามที่เป็นความดีย่อมสามารถคลี่คลายเรื่องร้ายๆ ได้ แม้ทางโหราศาสตร์หลายๆท่านจะกำหนดว่าจะรุนแรง ร้อนแรง ถ้าดูตามตำราก็มีส่วน แต่ขอให้เรารู้ว่า แม้สิ่งนั้นมันจะเกิดขึ้นหรืออย่างไรก็ตาม อาศัยความดีงามเข้ามาข่มได้ โดยการให้ทาน การเอื้ออาทร ให้ศีล การรักษาปกติเอาไว้ ไม่มุ่งร้ายต่อกัน ทำจิตใจให้สงบนิ่งได้ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเมื่อปัญญาเกิดขึ้นก็จะคลี่คลายสถานการณ์ได้”

ช่วงเวลาที่ “ต้องระมัดระวังตัวที่สุด” พระราชโมลีบอกว่า “ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนเรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โหราจารย์ทุกสำนักมองว่าทิศทางเป็นอย่างนั้น อาตมาเองไม่ขอกล่าวซ้ำอีก แต่อยากให้หันมาลดความรุนแรงด้วยการอาศัยความดีงามเป็นเบื้องต้น เมตตาต่อกัน เอื้ออาทรต่อกัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองก็จะไม่มีการประหัตประหารกัน”

เหตุการณ์บ้านเมือง “หลังกลางเมษายนไปแล้ว น่าจะต้องมีกำหนดบทสรุป ในเหตุการณ์นั้นๆจะมีความเปลี่ยนแปลง แต่ทิศทางจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับเราท่านทั้งหลายที่จะต้องช่วยกัน เพื่อให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี” พระราชโมลีทิ้งท้ายกลางสายลมร้อนสงกรานต์.

13 เม.ย. 2557 08:21 ไทยรัฐ