วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสือ-สิงห์-หมี-ราชัน! เฟ้นทีมชิงดำศึกแชมเปียนส์ลีก

เดินทางกันมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของศึกลูกหนังประจำฤดูกาล 2013-14 ที่บรรดาหลายลีกชั้นนำของยุโรปต่างก็ขับเคี่ยวหาแชมป์กันอย่างสูสี ขณะที่ศึกชิงถ้วยบิ๊กเอียร์อย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ของปีนี้ก็"ดุ เด็ด เผ็ด มันส์" ไม่แพ้กัน

เป็นที่ทราบกันดีสำหรับคอบอลว่าในฤดูกาลนี้ รอบรองชนะเลิศของเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก มันคือเกมยักษ์ชนยักษ์ของจริง เพราะบรรดาทีมที่ผ่านมาเข้ารอบมาได้ต่างก็ไม่ใช่ทีมที่ธรรมดา มีดีกรีในการลุ้นแชมป์ลีกทุกทีม ไม่ว่าจะเป็น บาเยิร์น มิวนิก เจ้าของตำแหน่งว่าที่แชมป์บุนเดสลีกา, เรอัล มาดริด และ แอตเลติโก มาดริด สองยักษ์ใหญ่จากเมืองหลวงของสเปนที่กำลังขับเคี่ยวชิงพื้นที่บนตารางกันอย่างดุเดือด หรือแม้กระทั้ง เชลซี ทีมแกร่งกรุงลอนดอน ที่มีลุ้นคัมแบ็กกลับมาคว้าแชมป์ลีกในรอบ 4 ปี และที่น่าสนใจคือ 3 จาก 4 ทีมที่เข้ารอบมา ต่างก็มาจากการนำทัพของกุนซือที่เพิ่ง "เข้า" หรือ "กลับ" มารับงานคุมทีมเป็นปีแรก

ด้วยชื่อชั้นที่ไม่มีใครเป็นรองใครแถมยังเป็นเหมือนมวยถูกคู่เมื่อ บาเยิร์น จะต้องปะทะกับ มาดริด ขณะ เชลซี จะต้องดวลกับ แอต.มาดริด เชื่อได้เลยว่าเกมรอบตัดเชือกแชมเปียนส์ลีกปีนี้จะต้องออกมามันส์เลือดสาด โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบชิงชนะเลิศอย่างแน่นอน

 

บาเยิร์น มิวนิก

ฉายา : เสือใต้

ลีก : บุนเดสลีกา (เยอรมัน)

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอลา (สเปน)

ผลงานใน ยูโรเปียน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

-แชมป์ 5 สมัย (1974,1975,1976,2001,2013)
-เข้ารอบชิงชนะเลิศ (1982,1987,1999,2010,2012)

จัดว่าเป็นทีมลูกหนังที่ครบเครื่องสำหรับ บาเยิร์น มิวนิก แชมป์เก่าที่มีดีทั้งเกมรับและเกมรุก และเมื่อบวกกับฝีมือคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่เคยสร้างผลงานพาบาร์เซโลนาผงาดเป็นเจ้าลูกหนังยุโรป ทำให้ บาเยิร์น ในขณะนี้ไม่ต่างจาก "พยัคฆ์ติดปีก"

สำหรับ "เสือใต้" สามารถลงเล่นในรายการนี้ได้อย่างเต็มตัว ไม่ต้องไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังกับเกมลีก หลังจากที่พวกเขาเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของบุนเดสลีกา เพราะฉะนั้น นี้จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของนายใหญ่ชาวสแปนิช ที่จะต้องรับมือกับความคาดหวังอันสูงลิ่วจากแฟนๆ ที่อยากให้เขาช่วยเขียนประวัติศาสตร์ พาทีมผงาดป้องกันแชมป์ยุโรป และทำให้ทีมกลายเป็นสโมสรแรกที่คว้าทริปเบิลแชมป์สองฤดูกาลติด หลังจากที่มีถ้วยหนึ่งใบมานอนกอดให้อุ่นใจแล้ว

 

เรอัล มาดริด

ฉายา : ราชันชุดขาว

ลีก : ลาลีกา (สเปน)

ผู้จัดการทีม : คาร์โล อันเชลอตติ (อิตาลี)

ผลงานใน ยูโรเปียน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

-แชมป์ 9 สมัย (1956,1957,1958,1959,1960,1966,1998,2000,2002)
-เข้ารอบชิงชนะเลิศ 3 ครั้ง (1962,1964,1981)

เรอัล มาดริด คือ 1 ใน 2 ทีมที่ผ่านรอบแบ่งกลุ่มมาได้โดยไม่แพ้ใครในรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนอีกทีมก็ไม่ใช้ใครที่ไหน บาเยิร์น มิวนิก คู่แข่งของพวกเขาในรอบนี้ ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มจนมาถึงรอบตัดเชือก มาดริด ได้โชว์ศักยภาพเกมรุกอันเหนือชั้น ซัดไป 32 ประตูจากการเล่น 10 นัด มีค่าเฉลี่ยยิง 3-5 ประตูต่อเกม แถมยังเคยสร้างสถิตไร้พ่ายในแมตช์ทางการต่อเนื่องถึง 31 นัด ก่อนจะมาถูกทำลายเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาโดยแพ้ให้กับ บาร์ซา และ เซบียา 2 นัดติด

สำหรับเกมนัดแรกที่จะปะทะกับ "เสือใต้" ยอดทีมแดนกระทิงดุอาจจะหมดสิทธิ์ใช้งาน คริสเตียโน โรนัลโด ปีกตัวเก่งเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวประจำรายการในขณะนี้ จากผลงาน 14 ประตูตลอดการเล่น 710 นาที หลังนักเตะมีอาการบาดเจ็บ

ถ้าถามว่ามีผลกระทบต่อทีมมากแค่ไหน เกมนัดส่งท้ายรอบก่อนรองชนะเลิศที่ โดน "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ รุมสกรัมจนเกือบตกรอบไป 2-0 ก็คงเป็นคำตอบ แต่ด้วยโอกาสที่จะเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ 10 สมัย มันก็คงหอมหวานมากพอที่จะทำให้เขาฮึดสู้ก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ ขณะที่ฝั่ง "เสือใต้" ก็ใช่ว่าจะเป็นต่อเมื่อล่าสุดมีรายงานว่า มานูเอล นอยเออร์ จอมหนึบของทีมได้รับบาดเจ็บจากเกมลีกที่พ่ายให้กับ ดอร์ทมุนด์ 0-3 เมื่อวันเสาร์ที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา และอาจจะชวดลงเฝ้าในเกมนัดแรก 

สถิติการพบกัน 20 นัด (ปี 1975-2011)

บาเยิร์น มิวนิก ชนะ 11
เรอัล มาดริด ชนะ 7
เสมอกัน 2


เชลซี

ฉายา : สิงโตน้ำเงินคราม

ลีก : พรีเมียร์ลีก (อังกฤษ)

ผู้จัดการทีม : โชเช มูรินโญ (โปรตุเกส)

ผลงานใน ยูโรเปียน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

- แชมป์ 1 สมัย (2012)
- เข้ารอบชิงชนะ 1 ครั้ง (2008)

เชลซี ในขณะนี้มีโอกาสลุ้นแชมป์ทั้ง 2 รายการ ทั้งพรีเมียร์ลีก ที่ยังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่มีลุ้นกับการคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ซึ่งถ้าทำสำเร็จ โชเช มูรินโญ ก็จะกลายเป็นกุนซือคนแรกในประวัติศาสตร์ที่พา 3 สโมสรคว้าแชมป์รายการนี้

แต่ปัญหาของ "สิงห์ไฮโซ" ที่แฟนบอลหลายคนคงทราบกันดีเป็นเรื่องเกมนอกบ้านที่ 7 นัดหลังสุดจากการลงสนามทุกรายการ เชลซี คว้าชัยไปเพียงนัดเดียวเท่านั้น ขณะที่ขุมกำลังเมื่อเทียบกับทีมอื่นที่ผ่านเข้ารอบมาก็จะเห็นได้ว่า กองหน้าดูจะเป็นจุดที่มีปัญหามากที่สุดทำให้ภาระจบสกอร์ส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่แดนกลาง

แต่ต้องไม่ลืมว่ากุนซือรายนี้เคยมีประสบการณ์ปะทะกับ แอต.มาดริด มาก่อนในสมัยที่ยังคุม เรอัล มาดริด ช่วงปี 2010-2013 ในการพบกัน 10 ครั้งจากเกมทุกรายการ มูรินโญ สามารถนำทีม "ราชันชุดขาว" คว้าชัยไปได้ถึง 9 ครั้ง และแพ้เพียง 1 ครั้ง ดีไม่ดีประสบการณ์ตรงจุดนี้อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่พาทีมผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปได้

 

แอตเลติโก มาดริด

ฉายา : ตราหมี

ลีก : ลาลีกา (สเปน)

ผู้จัดการทีม : ดิเอโก ซิเมโอเน (อาร์เจนตินา)

ผลงานใน ยูโรเปียน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

- เข้ารอบชิงชนะเลิศ 1 ครั้ง (1974 )

ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา แอตเลติโก มาดริด สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในประเทศและนอกประเทศ ซึ่งในปีนี้ แอต.มาดริด หนึ่งในสองตัวแทนจากสเปน สามารถเปิดตัวในเกมยุโรปได้อย่างสุดยอดเพราะตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มจนถึงตอนนี้ 10 นัด ทีมตราหมี ยังไม่แพ้ใครแถมยังสามารถเก็บชัยได้ถึง 8 นัด

แต่สำหรับการผ่านเข้าสู่รอบชิงดำ ทัพ "ตราหมี" ถือว่าเป็นทีมที่มีประสบการณ์กับสังเวียนค่อนข้างน้อย ผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาคือการเข้าไปดวลกับ บาเยิร์น ในรอบชิงชนะเลิศ ยูโรเปียนคัพ (ชื่อเดิมของ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก) ที่สนามกลาง เฮย์เซล สเตเดียม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ปี 1974 ซึ่งในปีนั้น มาดริด ภายใต้การนำของ ฆวน คาร์ลอส โลเรนโซ เสมอกับ บาเยิร์น ในช่วงต่อเวลาพิเศษไป 1-1 ทำให้ต้องไปเล่นเกมรีเพลย์ในอีก 2 วันถัดมา และเป็น บาเยิร์น ของกุนซือ อูโด ลัทเท็ค ที่ล้างตาใช้เวลา 90 นาที ถล่มไป 4-0 คว้าแชมป์ในปีนั้นไปครอง

เมื่อวัดขุมกำลังระหว่าง แอต.มาดริด กับ เชลซี นับว่าไม่แตกต่างกันมาก แต่สิ่งน่าจะจุดชี้ขาดคือตำแหน่งจบสกอร์ซึ่ง "ตราหมี" ดูจะได้เปรียบที่มีศูนย์หน้าที่ไว้วางใจได้อย่าง ดิเอโก คอสตา  ซึ่งถ้าผ่าน เชลซี ไปได้นี้ก็เป็นโอกาสทองที่พวกเขาจะได้แก้ตัวอีกครั้ง แถมยังมีลุ้นที่จะได้ล้างตาหาก บาเยิร์น คือคู่ต่อสู้ของพวกเขาในรอบถัดไป

สถิติการพบกัน 3 นัด (ปี 2009-2013)

เชลซี ชนะ 1
แอต.มาดริด ชนะ 1
เสมอกัน 1

สำหรับเกมรอบตัดเชือกนัดแรกจะมีขึ้นในวันที่ 22-23 เม.ย. และ นัดที่สองในวันที่ 29-30 เม.ย. โดยผู้ที่ชนะระหว่าง 2 แมตช์นี้จะได้เข้าไปเล่นรอบชิงชนะเลิศที่ สนาม เอสตาดิโอ เด ลุยซ์ ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในวันที่ 24 พ.ค.นี้ต่อไป

เดินทางกันมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของศึกลูกหนังประจำฤดูกาล 2013-14 ที่บรรดาหลายลีกชั้นนำของยุโรปต่างก็ขับเคี่ยวหาแชมป์กันอย่างสูสี ขณะที่ศึกชิงถ้วยบิ๊กเอียร์อย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ของปีนี้ก็ "ดุ เด็ด เผ็ด มันส์" ไม่แพ้กัน 13 เม.ย. 2557 07:13 18 เม.ย. 2557 19:47 ไทยรัฐ