วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย 'ทักษิณ'ห่วง

บ้านเมืองป่วน วอนให้อภัยกัน ทีมกม.พท.ตอก ‘วิชา’ลุแก่อํานาจ ปชป.ติชัยเกษม ดึงสถาบันมายุ่ง

“ยิ่งลักษณ์” หลบลมร้อนออนทัวร์เชียงใหม่ กินข้าวรวมญาติตระกูลชินฯ “ทักษิณ” บินซุกปักกิ่งลดโทนร้อนแรง อวยพรปีใหม่ไทยใช้น้ำสงกรานต์ชะล้างสิ่งชั่วร้ายพ้นประเทศ จวกบ้านเมืองวุ่นวาย ไร้กติกา เพราะคนมีหน้าที่ให้ความยุติธรรมแต่ไม่ยุติธรรม “ชาญยุทธ” คุยนายใหญ่แฮปปี้ฝ่าย ปชต.ถือแต้มต่อ ส่งซิก รบ.เดินหน้าตามกรอบ รธน. พท.ปิดประตูทุกช่องทางมาตรา 7 ลั่นยึดระบบรัฐสภาเดินหน้าเลือกตั้ง “วิรัตน์-ถาวร” ฉะ “ชัยเกษม” ดึงฟ้าต่ำแก้เกมการเมือง ปชป.บี้นายกฯมอบของขวัญคนไทยหยุดพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบัน-โกงกิน-ใส่ร้ายองค์กรอิสระ-โชว์แผนปฏิรูป ทนาย “ปู” โต้เดือด “วิชา” พ่นปาฐกถาชี้นำปูดเองสำนวนคดีข้าว ยันเป็นทนายอิสระไม่อยู่ใต้ พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 120 “พิชิต” ขย่มซ้ำลุแก่อำนาจ ขู่ฟ่อทีมทนายจ่อฟ้องกลับ

จากกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณผ่านอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เดินทางไปรดน้ำขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ที่ฮ่องกงก่อนหน้านี้ว่า จะต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย จนถึงที่สุด ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณยังออกมาระบุว่าประเทศไทยขณะนี้วุ่นวาย เพราะคนทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมกลับไม่ยุติธรรม มั่นใจฝ่ายประชาธิปไตยถือแต้มต่อ และสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ

“ปู” กินเลี้ยงรวมญาติตระกูลชินฯ

เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมว่า ตลอดทั้งวัน นายกฯยังคงใช้ เวลาช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์พักผ่อนอยู่กับครอบครัว พร้อมด้วย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร (น้องไปป์) บุตรชาย ที่หมู่บ้านกรีนวัลเลย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยในช่วงค่ำนายกฯไปร่วมรับประทานอาหารกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พี่เขย และญาติพี่น้องในตระกูลชินวัตร ที่บ้านพักของนางเยาวภาภายในหมู่บ้านกรีนวัลเลย์ ขณะที่วันที่ 13 เม.ย. ช่วงเช้านายกฯมีกำหนดการร่วมทำบุญตักบาตรกับประชาชนชาวเชียงใหม่ ที่ประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จากนั้นช่วงบ่าย จะเดินทางไปทำบุญอัฐิบรรพบุรุษตระกูลชินวัตร ที่ตั้งอยู่ภายในวัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

“ทักษิณ” ซุ่มปักกิ่งลดโทนร้อนแรง

ด้านความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณพำนักอยู่ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐ ประชาชนจีน และจะอยู่ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ไม่เดินทางมาใกล้กับประเทศไทยมากเกินไป เพราะต้องการพักผ่อนแบบส่วนตัว ขณะเดียวกันไม่อยากให้ถูกโฟกัสเป็นประเด็นการเมืองด้วย

หนุน รบ.เดินหน้าตามกรอบ รธน.

นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ประธาน นปช.ภาคตะวันออก ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณดูแฮปปี้มีความสุขดีมาก เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยเริ่มเข้ารูปเข้ารอย หลายฝ่ายในสังคมเริ่มเข้าใจตรงกันหมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นบ้างในระยะหลัง ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเงื่อนไขการปฏิวัติไม่มี สุดท้ายครรลองประชาธิปไตยต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว พ.ต.ท.ทักษิณยังได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำจากภาวะการเมือง แต่ยืนยันว่า รัฐบาลไปทางไหนไม่ได้ นอกจากต้องเดินไปตามกรอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ห่วงเมืองไทยวุ่นวายไร้กติกา

วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอวยพรเนื่องในวันเทศกาลสงกรานต์ผ่านสถานีโทรทัศน์ 4 แชนแนล ทีวีเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของคนเสื้อแดงว่า ช่วงนี้บ้านเราวุ่นวาย เพราะกติกาไม่เป็นกติกา กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย คนที่ทำหน้าที่ที่ควรให้ความยุติธรรมก็ไม่ยุติธรรม ก็เลยวุ่นวาย ทำลายวัฒนธรรมที่ดีงาม จากเคยมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกัน แต่วันนี้เราแยกเขี้ยวใส่กัน เราตีกัน ยิงกัน ไม่ให้อภัย โกรธแค้น ใส่ร้ายป้ายสี อยู่กับการโกหกมดเท็จ คนที่ไม่รู้ก็หลงเชื่อ วันนี้บางประเทศที่มีความขัดแย้ง สุดท้ายเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก วันนี้อยากเห็นความสามัคคีกลับคืนมาในประเทศไทย

ขอน้ำสงกรานต์ชะล้างสิ่งชั่วร้าย

“ขอให้วันนี้ 13 เม.ย. เป็นวันที่เราได้ให้อภัยซึ่งกันและกัน มีน้ำใจต่อกัน อยากให้เราลืมอดีต ใช้เวลากับอนาคตได้แล้วเพื่อลูกหลาน เอาน้ำสงกรานต์ล้างความไม่ดีออกจากสังคมไทย ใครที่ชอบใส่ร้ายป้ายสีก็หวังว่าสงกรานต์นี้จะเป็นคนที่ดีมีสัจจะขึ้น ฝากถึงพี่น้องคนไทยทุกคน รักและเคารพ ห่วงใยพี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ต้องห่วงตน ทางกายสบายดี ทางใจมีแต่เรื่องห่วงใยบ้านเมืองที่อยากให้สงบ สันติ คนไทยรักกันโดยเร็ว หากคนไทยไม่รักกันเอง แล้วใครจะมารักเรา ใช้น้ำรดสิ่งชั่วร้ายออกจากตัวเราและประเทศไทย” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

พท.แนะ 7 ช่องทางสร้างสงบสุข

ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่าหากคนไทยอยากเห็นการเมืองหลังสงกรานต์ไม่มีการเผชิญหน้า ทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่ตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ละเมิด คุกคามสิทธิผู้อื่น เชื่อว่าความสงบสุขของคนในชาติจะกลับมา ส่วนที่หลายฝ่ายยุติการเคลื่อนไหวชั่วคราวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นเรื่องดีที่คนไทยสบายใจขึ้น อยากเสนอ 7 แนวทางการสร้างความสงบสุขต่อเนื่อง ลดเงื่อนไขนำไปสู่การเผชิญหน้าคือ 1.กกต.ควรเร่งรัดจัดการเลือกตั้ง กำหนดวันเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว 2.พรรคการเมืองต้องพร้อมลงเลือกตั้ง นำเสนอนโยบายต่อประชาชน 3.กลุ่มการเมืองไม่ปลุกระดมมวลชนไปขัดขวางล้มการเลือกตั้ง 4.องค์กรอิสระทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่มีธงล้มรัฐบาล 5.ข้าราชการเป็นมืออาชีพ ไม่ฝักใฝ่การเมือง 6.ทหารเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงชาติ ไม่ใช่เครื่องมือปล้นอำนาจรัฐ 7.การปฏิรูปประเทศควบคู่ไปกับกระบวนการปกติ ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ

ปิดประตูทุกช่องทางมาตรา 7

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม เสนอแนวทางให้รัฐบาลทูลเกล้าฯขอพระบรมราชวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นสภาพจากกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบว่า เรื่องนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว นายชัยเกษมพูดในเชิงกฎหมายในฐานะเคยเป็นอัยการสูงสุด แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันยังยึดมั่นระบบรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ไม่ว่าแง่มุมใดก็ตาม เพราะไม่ใช่ทางออกของประเทศ แต่เป็นการเดินไปผิดทิศทาง วันนี้ทางออกที่ถูกต้องคือ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้ง เร่งหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติ

ขึงขังใช้กลไกการเมืองสู้กฎหมาย

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ในฐานะคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็คิดเรื่องนี้เช่นกัน แต่ข้อเสนอของนายชัยเกษมถือเป็นความเห็นส่วนตัว พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้พูดคุยอย่างเป็นทางการ คาดว่าหลังเทศกาลสงกรานต์พรรคจะนำเรื่องนี้มาหารือ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าเมื่อกลไกทางกฎหมายถูกบิดเบือนให้ใช้ไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้กลไกทางการเมือง เมื่อฝ่ายตรงข้ามคิดเรื่องนี้ได้ เราก็คิดได้เหมือนกัน

พึ่งพลังสังคมให้สติศาล รธน.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า แนวทางของนายชัยเกษมอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่จริงๆแล้วไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯแล้ว และยิ่งไม่มีทางจะมาวินิจฉัยให้ (ครม.) พ้นไปทั้งคณะได้ เพราะ ครม.ชุดนี้ไม่ได้ทำผิดอะไร เรื่องนี้มี 2 ขั้นคือ จะวินิจฉัย ให้นายกฯพ้นจากการเป็นรัฐมนตรีก่อน หรือจะวินิจฉัยให้พ้นไปทั้ง ครม. ถ้าให้นายกฯพ้นคนเดียว แล้วไปหานายกฯ ก็ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรอีก แต่ยังมี ครม.รักษาการอยู่ แต่ถ้าวินิจฉัยให้ ครม.พ้นทั้งคณะ ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ถ้าวินิจฉัยอย่างนั้นจริงๆ รัฐบาลก็จำเป็นต้องหาทางแก้ ต้องมาดูว่าการไม่ปฏิบัติตามศาลรัฐธรรมนูญที่ขัดรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรงจะทำอย่างไรได้บ้าง การถวายฎีกาทูลเกล้าฯตามมาตรา 7 ขอให้ทรงมีพระบรม ราชวินิจฉัยความเป็น ครม.รักษาการ เป็นทางออกอย่างหนึ่ง แต่ขั้นแรกคงต้องอาศัยพลังทางสังคมเตือนสติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพราะจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับศาลรัฐธรรมนูญ และประชาชนกับนายกฯนอกรัฐธรรมนูญ

หลังหยุดยาวเชิญ “ชัยเกษม” หารือ

นายนพดล ปัทมะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคยังไม่ได้คุยเรื่องนี้ คิดว่าหลังสงกรานต์จึงจะนำมาคุยกันในพรรค เรื่องนี้เป็นประเด็นใหม่ที่นายชัยเกษมเสนอมาจึงอยากฟังรายละเอียดที่ชัดเจนก่อน ยังไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ และที่สำคัญต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ไม่อยากให้คาดเดาไปในแง่ลบ และไม่อยากพูดถึงเรื่องมาตรา 7 เพราะยังเชื่อว่านายกฯ สามารถชี้แจงประเด็นนี้ได้ ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าที่มีการประชุมคณะกรรมการกิจการพรรคจะนำประเด็นดังกล่าวมาหารือ รวมทั้งจะเชิญนายชัยเกษมมาพูดคุยให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
ตีปี๊บกุญแจ 5 ดอกไขทางออก ปท.

นายนพดลกล่าวอีกว่า หลังจากนำเสนอแนวคิดกุญแจ 5 ดอกเพื่อหาทางออกให้ประเทศ คือ 1. ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง 2.ทุกพรรคเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศให้ประชาชนพิจารณาช่วงเลือกตั้ง 3.ออกกฎหมายตั้งสภาปฏิรูป 4.รัฐบาลใหม่อยู่เพียง 6 เดือนถึง 1 ปีเพื่อปฏิรูป 5.ถ้าแก้รัฐธรรมนูญขนานใหญ่ให้ทำประชามติ ปรากฏว่าประชาชนจำนวนมากเห็นด้วย เพราะไม่ใช่ปลดล็อกให้คนหนึ่งคนใด แต่ปลดล็อกประเทศไทย ไม่ให้พรรคใดได้เปรียบ และการเลือกตั้งเป็นมาตรฐานสากล ขณะนี้มีการตั้งกลุ่มรณรงค์เรื่องกุญแจ 5 ดอกเพื่อหาทางออกประเทศให้คนไทยทุกคน จะรับฟังความเห็นและเป็นเวทีสำหรับคนไทยที่ห่วงอนาคตประเทศ และต้องการหาทางออกจากวิกฤติการเมืองบนพื้นฐานของการเคารพความเห็นต่าง และเคารพเสียงประชาชน ยึดมั่นในความยุติธรรม ความเท่าเทียม และสันติวิธี ขณะนี้เศรษฐกิจเสียหายหลายแสนล้าน คนตกงาน ประเทศไทยเคยจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน แต่ตอนนี้เป็นคนป่วยของอาเซียน ทุกคนควรหากุญแจปลดล็อกออกจากวิกฤติการเมืองโดยเร็ว ในโอกาสปีใหม่ของไทย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสิ่งดีๆ เพื่ออนาคตที่ดีสำหรับคนไทยทุกคน

ปชป.ขอของขวัญ 3 หยุด 1 ทำ

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ไทย เทศกาลสงกรานต์ พรรคขอส่งความสุขให้ชาวไทย และขอให้เป็นโอกาสที่คนไทยทั้งชาติจะร่วมกันนำพาประเทศก้าวพ้นวิกฤติ พรรคยืนยันจะให้ความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อให้ประเทศไทยกลับสู่สภาวะปกติสุข และขอเรียกร้องถึงรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรมว.กลาโหม ให้ร่วมกันแก้ไขหาทางออกให้ประเทศ และขอให้รัฐบาลให้ของขวัญประเทศไทย 4 ประการ คือ 3 หยุด 1 ทำ หยุดที่ 1. คือหยุดพฤติกรรมสนับสนุนจาบจ้วงสถาบัน ปล่อยปละให้แกนนำคนเสื้อแดง และสมาชิกพรรคเพื่อไทยวิจารณ์สถาบันฯอย่างต่อเนื่อง 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลนี้เกิดขึ้นมากผิดปกติ หยุดที่ 2.คือ หยุดพฤติกรรมโกงกิน ทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่สูญเสียกว่า 3 แสนล้านบาทและยังไม่สิ้นสุด รัฐบาลควรร่วมมือการแก้ไขปัญหากับ ป.ป.ช. เลิกเตะถ่วงยื้อเวลา และหยุดใส่ร้ายนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ว่าเป็นปฏิปักษ์รัฐบาล

ท้า พท.จ้อทีวีโชว์แผนปฏิรูป

นายชวนนท์กล่าวว่า หยุดที่ 3. คือ หยุดพฤติกรรมการอยู่เหนือกฎหมาย ใส่ร้ายองค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯต้องหยุดพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ หยุดเลือกใช้กฎหมายที่ตัวเองได้ประโยชน์ ส่วน 1.ทำ คือ พรรคเพื่อไทยต้องเสนอแผนปฏิรูปประเทศไทยให้ชัดเจน ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นแนวทางปฏิรูปของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นเวลาสำคัญที่ต่างฝ่ายจะเสนอแนวคิดการปฏิรูปประเทศของตัวเองให้ประชาชนพิจารณา และขอให้รัฐบาลจัดเวลาให้ทุกสถานีโทรทัศน์หรือฟรีทีวี เปิดให้ทุกพรรคการเมืองเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศ ให้ประชาชนตัดสิน โดยพรรคพร้อมจะเริ่มเป็นพรรคแรก หลังเทศกาลสงกรานต์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าเปิดแผนปฏิรูปประเทศ ภายใต้สโลแกน “หยุดประชานิยม สู่สังคมสวัสดิการ”

ชวนทุกฝ่ายทำสัญญาประชาคม

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้ว ทั้งรัฐบาล ทุกพรรคการเมือง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องคุยกันว่า วันนี้ต้องปฏิรูปประเทศแล้ว มีกี่เรื่องที่จะทำและร่วมกันประกาศเลย เช่น พรรคเพื่อไทยบอกอยากปฏิรูป 5 เรื่อง ประชาธิปัตย์จะทำ 7 เรื่อง ส่วนพรรคอื่นเสนอกี่เรื่องให้ว่ามา และร่วมกันแถลงต่อสังคมให้เป็นสัญญาประชาคมต่อสังคมว่าเราจะปฏิรูปประเทศทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง มาตกลงกันว่าผู้ชนะเลือกตั้งจะอยู่แค่ 18 เดือน ระหว่างหน้าที่ต้องปฏิรูปการเมืองหรือปฏิรูปประเทศให้เสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา จากนั้นก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ภายหลังการปฏิรูปเสร็จแล้วเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับความไว้วางใจ จนชนะเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

“วิรัตน์” ฉะมิบังควรดึงสถาบันแก้เกม

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม เสนอให้รัฐบาลใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ทูลเกล้าฯขอพระราชวินิจฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นสภาพจากความเป็นรัฐมนตรี ว่า เป็นการจาบจ้วงล่วงละเมิด ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เพราะยังมีขั้นตอนตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่ ยังไม่บังควรจะขอพระราชวินิจฉัยในทันที เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง เป็นการแก้เกมการเมืองของรัฐบาลโดยดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง พรรคไม่เห็นด้วย ซึ่งข้อเสนอนี้ต่างจากข้อเสนอของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ที่ผู้มีอำนาจจะนำข้อยุติจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ คือ ประธานสภาฯ หากไม่มีสภาฯ วุฒิสภาก็เทียบเคียงได้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์พ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรีเท่ากับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรี ไม่มีสถานะใดจะดำเนินการได้ เชื่อว่ารัฐบาลจะพยายามดึงดัน ยั่วยุมวลชนออกมาก่อความรุนแรง เพื่อให้ทหารปฏิวัติเพื่อเดินหน้าสู่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นต่อไป

“ถาวร” อัดดึงฟ้าต่ำดื้อยื้ออำนาจ

นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณีที่นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ระบุว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ พ้นจากตำแหน่งกรณีใช้อำนาจย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรีโดยมิชอบ จะเสนอให้รัฐบาลใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท พระองค์อยู่เหนือการเมือง จะดึงลงมาเช่นนี้ถือว่ามิบังควร ทั้งที่มีองค์กรหน่วยงานทำหน้าที่อยู่แล้ว หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกชี้มูลว่าเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 รัฐบาลนี้ก็สิ้นสภาพ แสดงว่าที่ผ่านมา 1. ที่รัฐบาลเถียงมาตลอดว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถพ้นจากการทำหน้าที่ เพราะเป็นรักษาการนั้นผิดมาตลอดและยอมรับอำนาจรัฐธรรมนูญ 2. รัฐบาลยอมรับรัฐธรรมนูญมาตรา 180 กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้อำนาจโยกย้ายกลั่นแกล้งข้าราชการประจำเพื่อประโยชน์พวกพ้องและเครือญาติ 3. การต่อสู้ข้อกฎหมายรัฐบาลพยายามตะแบงดันทุรังเพื่อสืบทอดอำนาจถึงทางตัน ไม่มีที่ไปแล้ว

ยัน ม. 182 มัด ครม.รักษาการไม่ได้

“ขอเตือนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้งคณะว่าพวกคุณหมดความชอบธรรมจะอยู่ทำหน้าที่ต่อไปแล้ว หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์พ้นสภาพเท่ากับรัฐบาลนี้สิ้นสภาพไปเช่นเดียวกัน หมดอำนาจอยู่ต่อ ขอให้เลิกฝันกับการติดยึดอำนาจ การที่นายชัยเกษมบอกว่าหากวินิจฉัยเช่นนี้ถือว่าเกินรัฐธรรมนูญนั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 และ 182 มุ่งหมายให้รัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวและไม่สามารถรักษาการต่อไปได้คือ มาตรา 182 (1) (2) (3) (7) (8) ย่อมเป็นกรณีอาจเกิดขึ้นได้ ที่อยู่ระหว่างรักษาการ เช่น ตาย ถูกจำคุกระหว่างรักษาการหรือถูกชี้มูลว่าผิดมาตรา 267,268, 269 ระหว่างรักษาการ กรณีนี้หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกชี้มูลว่าผิด สภาพก็สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ไม่อาจรักษาการได้ ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะไม่อาจอยู่รักษาการได้เช่นกัน” นายถาวรกล่าว

เย้ย รบ.จนมุมกลืนน้ำลาย

ที่เวที กปปส.สวนลุมพินี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกปปส.แถลงว่า ข้อเสนอของนายชัยเกษม ถือเป็นเรื่องแปลกเพราะก่อนหน้านี้เคยระบุว่าไม่สามารถใช้มาตรา 7 ได้ เป็นการกลืนน้ำลายตนเอง และแสดงว่าฝ่ายรัฐบาลยอมรับว่าการเรียกร้องของ กปปส.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เมื่อเจอปัญหาข้อกฎหมายหลายอย่างจึงรู้ว่าตัวเองกำลังจนมุมจึงหลุดปากพูดข้อเสนอนี้ออกมา

ศาล รธน.ลับดาบรอเชือด “ปู”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า สำหรับกระบวนการพิจารณาคำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหาและคณะที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่นั้น อยู่ระหว่างรอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลับมาภายใน 15 วัน ครบกำหนดวันที่ 18 เม.ย. ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นคำชี้แจงมาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่ามีประเด็นใดบ้าง มีการอ้างพยานบุคคลหรือขอขยายเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือไม่ แต่ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหามาเบ็ดเสร็จเรียบร้อย ศาลฯ ต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอจะวินิจฉัยได้หรือไม่ หากเห็นว่าเพียงพอแล้วจะนัดฟังคำวินิจฉัยทันที

ทนายโต้ไม่เคยก้าวก่ายสำนวนข้าว

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเวลา 12.00 น. นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทีมทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯให้รับผิดชอบคดีรับจำนำข้าวกล่าวถึงกรณีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ขู่จะไม่ให้ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์มายุ่งเกี่ยวคดีจำนำข้าว หลังจากนำข้อมูลการไต่สวนในสำนวนมาเผยแพร่ เข้าข่ายผิดมาตรา 120 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ว่า นายวิชาคงเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะมาตรา 120 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่ห้ามนำข้อมูลที่อยู่ระหว่างการไต่สวนมาเผยแพร่ ไม่เกี่ยวกับทีมทนายความ ป.ป.ช.ใช้อำนาจอะไรจะมาห้ามไม่ให้ทีมทนายความยุ่งเกี่ยวกับคดี ไม่ทราบว่า ตนเข้าไปก้าวก่ายคดีตรงไหน ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลในสำนวนคดีให้ตนทราบเลย สิ่งที่นำมาพูดมาจากข้อมูลที่นายวิชานำมาชี้แจงทั้งนั้น หาก ป.ป.ช.บอกว่าทำงานโปร่งใสจริงแล้วถ้าทีมทนายความมีข้อสงสัยอะไร ไม่มีสิทธิจะถามหรืออย่างไร ตนเป็นทนายความอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง ดังนั้นเมื่อมีข้อสงสัยอะไรก็มีสิทธิถามได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของลูกความ เมื่อมีข้อสงสัยก็ต้องถาม

สวนกลับ “วิชา” ปูดเองข้อมูลคดี

นายบัญชากล่าวว่า ขอถามกลับว่า การที่นายวิชาไปพูดแสดงความเห็นโครงการจำนำข้าวตามงานปาฐกถาต่างๆเป็นการนำข้อมูลในสำนวนมาพูด เข้าข่ายผิดมาตรา 120 หรือไม่ หาก ป.ป.ช.จะบังคับให้ทีมทนายความหยุดพูด ก็ขอให้ใช้มาตรฐานนี้มาบังคับให้เท่าเทียมกันทุกคดี ไม่ใช่บังคับแต่คดีของนายกฯเพียงอย่างเดียว ขอให้ใช้ดุลพินิจอย่างสุจริต อย่าใช้ตามอำเภอใจ การที่ตนออกมาพูดเรื่องการตัดพยานของ ป.ป.ช. เพราะเกิดความสงสัยในความคลุมเครือที่ ป.ป.ช.ไม่ให้ความชัดแจ้งและคลุมเครือถึงเหตุผลในการตัดพยานทิ้ง

ทีม ก.ม.จวกลุแก่อำนาจ

นายพิชิต ชื่นบาน ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ขู่ไม่ให้ทีมทนายความของนายกฯมายุ่งเกี่ยวกับคดีจำนำข้าว หากไม่หยุดพูดเรื่องสำนวนการไต่สวนในคดีดังกล่าว เป็นการลุแก่อำนาจ ไม่คุ้มครอง อำนวยความสะดวกในสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม เพราะคดีนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะนายวิชาชอบไปพูดตามงานปาฐกถาในลักษณะชี้นำว่า โครงการจำนำข้าวมีการทุจริต มีข้าวหายไป 2 ล้านตัน ทำให้ทีมทนายความต้องออกมาปกป้องนายกฯ เพื่อให้นายวิชาวางตัวเป็นกลาง ทีมทนายความไม่เคยเห็นข้อมูลในสำนวนของ ป.ป.ช.เลย จะเอาข้อมูลมาพูดได้อย่างไร ขอตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ทีมทนายความพูด เป็นการพูดหลังจากนายวิชาออกมาพูดชี้นำโครงการจำนำข้าวทุกครั้ง ส่วนจะเอาผิดกับนายวิชาหรือไม่ คงไม่เกี่ยวกับนายกฯหรือพรรค เพราะเป็นเรื่องระหว่างทีมทนายความกับนายวิชา ถ้าไปจำกัดสิทธิทีมทนายความ ก็อาจถูกทีมทนายความยื่นฟ้องได้

อนุ กก.เรียก“หญิงเป็ด”แก้ต่าง

วันเดียวกัน พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา กกต.กทม.เปิดเผยถึงการพิจารณาคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ว.กทม. เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องคัดค้านคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ได้รับเลือกตั้ง ส.ว.กทม. 3 คำร้อง กกต.กทม.ได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการพิจารณาการคัดค้านการเลือกตั้งไปพิจารณาและสอบสวนผู้ร้องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ จะมีการเรียกตัวคุณหญิงจารุวรรณ ในฐานะผู้ถูกร้องมาสอบสวนภายในวันที่ 17 หรือ 18 เม.ย. ที่สำนักงาน กกต.กทม. แต่ต้องรอดูว่าคุณหญิงจารุวรรณจะตอบรับมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันดังกล่าวได้หรือไม่ คาดว่าการพิจารณาคำร้องคงไม่เสร็จทันภายในวันที่ 29 เม.ย. วันสุดท้ายของกรอบระยะเวลา 30 วัน ดังนั้น กกต.จะต้องประกาศรับผลการเลือกตั้งไปก่อน จากนั้นมีเวลาอีก 1 ปี พิจารณาคำร้อง

จ่อสรรหา กกต.กทม.ชุดใหม่

นายทวีศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต.กทม.ชุดปัจจุบันจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 มิ.ย.ว่า กกต.ได้เห็นชอบให้มีการสรรหา กต.กทม.ชุดใหม่ กำหนดเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.- 26 เม.ย. ที่สำนักงาน กกต.กทม. ชั้น 3 อาคารบี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยการสรรหา กกต.กทม. จะแตกต่างกับการสรรหา กกต.จังหวัดอื่น จะมีคณะกรรมการสรรหา 18 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงทั้ง 13 กระทรวง ผบ.ตร อัยการสูงสุด รวมทั้งองค์กรสื่อมวลชน 3 องค์กร คาดว่าจะใช้เวลากว่า 1 เดือน จึงจะสรรหาแล้วเสร็จ

 

13 เม.ย. 2557 03:37 13 เม.ย. 2557 05:14 ไทยรัฐ