วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


นมแม่เกราะคุ้มกันของทารก

การดูดนมจากอกแม่คือการเริ่มพื้นฐานสำคัญของกระบวนการเรียนรู้

ในวันสงกรานต์ เทศกาลสุขสันต์ของครอบครัว คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนขอนำสายใยสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกมาเขียนถึงในวาระสำคัญนี้ แฟนานุแฟนอ่านแล้วก็อย่าลืมไปกราบขอบพระคุณคุณแม่ ส่วนท่านที่เป็นแม่ก็คงได้ความรู้ดีๆสำหรับการเลี้ยงดูลูกรักของคุณครับ

การเลี้ยงทารกด้วยนมแม่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นเรื่องที่ต้องส่งเสริมให้มีความตื่นตัวมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลที่เปิดเผยโดยมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทยที่ระบุว่า พ.ศ. 2552 เด็กไทยเราได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวตลอด 6 เดือน คิดเป็นอัตราร้อยละ 29 เท่านั้น และค่านั้นก็เพิ่มขึ้นจาก พ.ศ.2548 เพียง 5.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่สูงนัก เพราะค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 32.6% ขณะที่ประเทศไทยมีเด็กทารกดื่มนมประเภทอื่นที่ไม่ใช่นมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือนกว่า 50% หรือราว 4 แสนคนต่อปี ทั้งนี้ หลายองค์กรที่ส่งเสริมให้ทารกได้ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวตลอด 6 เดือนแรก ต่างมีเป้าหมายที่จะรณรงค์ค่าดังกล่าวให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งหลายประเทศร่วมกันกำหนดให้วันที่ 1-7 สิงหาคมของทุกปี เป็นสัปดาห์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โลก


สถาบันวิจัยนูทริเชีย (Nutricia Research) มีศูนย์วิจัยหลักอยู่ที่เมืองอูเทร็ค ประเทศเนเธอร์แลนด์ และศูนย์วิจัยภูมิภาคอยู่ที่สิงคโปร์และเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์วิจัยทั้งสามแห่งทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์สุขภาพ และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ทั่วโลกในการค้นคว้าวิจัยเรื่ององค์ประกอบในน้ำนมแม่ เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้มาสู่การสรรค์สร้างโภชนาการในวัยแรกเริ่มของชีวิต โดยเฉพาะการวิจัยสารอาหารและคุณสมบัติต่างๆของนมแม่ที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่งมานานกว่า 30 ปี โดยพบว่าในน้ำนมแม่ไม่เพียงแต่มีโภชนาการและองค์ประกอบที่ส่งผลต่อสุขภาพของทารกเท่านั้น แต่นมแม่ยังมีคุณค่าที่เหนือกว่านั้นอีก


ผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยนูทริเชียระบุว่า ในน้ำนมแม่นั้นมีสารอาหารต่างๆกว่า 200 ชนิด ประกอบด้วยน้ำประมาณ 86% ที่เหลือ 14% เป็นสารอาหารต่างๆ ประกอบด้วยน้ำตาลแลคโตสประมาณ 52% ไขมันและกรดไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 30% และโปรตีน 8% ที่สำคัญนอกจากนี้ยังมีใยอาหารสุขภาพ (พรีไบโอติก) 10% และแบคทีเรียสุขภาพ (โพร–ไบโอติก) ปนอยู่ด้วย โดยเฉพาะบิฟิโดแบคทีเรียม เซลล์เม็ดเลือดขาวและสารไลโซไซม์ในน้ำนมแม่ เป็นตัวอย่างสารในระบบภูมิคุ้มกันที่มีชีวิต ที่ผลิตใหม่ทุกวัน ทุกขณะ ด้วยกลไกในร่างกายแม่ ซึ่งเราจะพบว่า เด็กที่กินนมแม่มีโอกาสป่วยด้วยโรคท้องเสีย ปอดบวม โรคลำไส้อักเสบ ภูมิแพ้ ภาวะอ้วน และเสียชีวิตน้อยกว่าเด็กกินนมผงเพียงอย่างเดียว 3-5 เท่า ซึ่งข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น มีทั้งข้อดีในส่วนของแม่ และข้อดีในส่วนของลูก

ด้านของแม่ ขณะที่ให้ลูกดูดนมจากอก ร่างกายของแม่จะสร้างฮอร์โมนอ็อกซิโตซิน (Oxytocin) เพิ่มขึ้น ฮอร์โมนชนิดนี้จะมีส่วนทำให้สัญชาตญาณความเป็นแม่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ นั่นคือ มีจิตใจอ่อนโยน เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา เปี่ยมด้วยความรักของแม่ที่มีต่อลูก เมื่อเด็กรู้สึกถึงความรักความอ่อนโยนมีเมตตานั้น เด็กจะอารมณ์ดี มีความสุข และผู้หญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่น้อยกว่าแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูกอีกด้วย

ขณะที่ด้านลูกนั้นก็มีข้อดีมากมาย สารอาหารในนมแม่ ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างเหมาะสมตามอายุลูก จะช่วยให้ลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีพัฒนาการเรียนรู้รวดเร็วสมวัย เพราะไขมันในนมแม่จะไปห่อหุ้มเส้นใยประสาทในสมองเด็ก ที่กำลังเพิ่มการเชื่อมโยงการทำงานอย่างรวดเร็ว ทำให้การทำงานของสมองเด็กสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นจากการศึกษาจากสถาบันวิจัยนูทริเชียยังพบว่า โปรตีนในนมแม่จะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคภูมิแพ้ในเด็ก สารต้านการอักเสบในนมแม่จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและไม่สบายของเด็ก ทำให้เด็กไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้พัฒนาการตามวัยไปกับความเจ็บป่วย


นอกจากนั้น ขณะที่ลูกดูดนมจากอกแม่ การโอบอุ้มและโต้ตอบระหว่างแม่ลูก จะเป็นการเริ่มพื้นฐานสำคัญของกระบวนการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างเหมาะสมในเด็ก เด็กแรกเกิดนั้นการมองเห็นจะเหมือนคนสายตาสั้น การสบตากันของแม่กับลูกขณะให้ลูกดูดนมจากอก เป็นการกระตุ้นการมองเห็นที่สำคัญในระยะที่เหมาะสม และจะค่อยๆเปลี่ยนระดับการมองเห็นไปเป็นระดับปกติเมื่ออายุราว 1 ปี ด้านประสาทสัมผัสทางทวารอื่นๆ ได้แก่ การสัมผัสทางกาย จมูก ลิ้น หู ก็จะได้รับการกระตุ้นให้เกิดการทำงานในขณะที่ดูดนมแม่

อุปสรรคหนึ่งที่พบบ่อยคือ มีผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องการจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ร่างกายตนเองไม่มีน้ำนมพอให้ลูก ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่า แม่ทุกคนมีปริมาณน้ำนมมากพอที่จะเลี้ยงลูก หากบีบแล้วน้ำนมไม่ออกใน 2-3 วันแรกหลังคลอดก็อย่ากังวล เพราะในระยะนี้แม้น้ำนมจะยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่ก็มีมากพอสำหรับลูก แม่ควรทำให้ตนเองรู้สึกผ่อนคลายไม่เครียด ซึ่งช่วงแรกนี้แม่ต้องอดทนต่อความเหนื่อยที่ให้ลูกดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง จากนั้น ต้องอดทนต่ออาการเจ็บหรือเสียวมดลูกขณะลูกกำลังดูดนม เพราะฮอร์โมนอ็อกซิโตซินจะทำให้มดลูกหดตัวเช่นกัน

เทคนิคสำคัญ คือ ต้องให้ลูกดูดนมทันทีในห้องคลอด ให้ดูดบ่อยๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง และดูดอย่างถูกวิธี คือ ปากลูกต้องงับให้ถึงลานนม สังเกตได้จากปากลูกจะบาน คางลูกแนบกับหน้าอกแม่ ดั้งจมูกเชิดหรือเกือบชิดหน้าอกแม่ และทารกแรกเกิดทุกคนควรได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวไปจนอายุครบ 6 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอาหารประเภทอื่นหรือแม้แต่น้ำ ซึ่งสอดคล้องกับข้อแนะนำขององค์การยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลก เนื่องจากในนมแม่มีน้ำจำนวนมากพอสำหรับความต้องการทางร่างกายของเด็ก และการให้เด็กกินน้ำหลังจากกินนมแม่จะลดสารต้านการอักเสบที่มีในนมแม่ เพราะน้ำจะไปล้างสารต้านการอักเสบที่ลูกได้รับจากการกินนมแม่ที่เคลือบในปากลูกหลังการกินนม

ระหว่างการให้นมลูกตลอด 6 เดือนนั้น ความเหนื่อย ความหิว และความเครียดจะทำให้การผลิตน้ำนมลดลง การดูแลตัวเองของแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก แม่ควรได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ปริมาณอาหารที่กินแต่ละมื้อควรมากกว่าปริมาณอาหารที่แม่กินก่อนท้องประมาณ 1 เท่าครึ่ง ควรดื่มน้ำอุ่นเป็นระยะเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนม โดยอาจจะดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนมื้อที่ลูกจะดูดนมแม่หรือก่อนบีบน้ำนม การฟังเพลงเบาๆจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายไม่เครียด ทำให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้ดี แต่หากแม่ไม่อยู่ในภาวะที่จะได้รับสารอาหารมากเพียงพอ ก็สามารถมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบสำคัญของสารอาหารต่างๆตามที่ร่างกายของแม่ในภาวะที่ให้นมลูกต้องการได้

แต่หากแม่ไม่สามารถให้ลูกดื่มนมแม่ได้จริงๆ เช่น แม่มีน้ำนมน้อย หัวนมบอด ลูกไม่ยอมดื่มนมแม่ แม่อยู่ในภาวะติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่ประสบกับปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งจนทำให้ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ก็จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกผลิตภัณฑ์นมสำหรับทารกที่มีส่วนผสมซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากคุณค่าของนมแม่

เช่น ซินไบโอติก (Synbiotic) ซึ่งเป็นส่วนผสมของใยอาหารสุขภาพ (พรีไบโอติก; Prebiotic) และแบคทีเรียสุขภาพ (โพรไบโอติก; Probiotic) เมื่อผสานกับใยอาหารสุขภาพเอสซี กอส/แอลซี ฟอส ในสัดส่วน 9 : 1 (scGOS/lcFOS 9 : 1) ก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ลูกน้อย ช่วยให้เขามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ลดอาการติดเชื้อ ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ในเด็กทารกที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ บรรเทาผื่นภูมิแพ้จากผ้าอ้อม และช่วยเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร รวมถึงป้องกันอาการที่เกี่ยวกับโรคหืดหอบที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ทำให้ลูกมีความพร้อมและสามารถพัฒนาการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆรอบตัวได้ดี

อย่างไรก็ตาม ระบบภูมิต้านทานของเด็กจะมีการพัฒนามาตั้งแต่ขณะอยู่ในครรภ์มารดา และในช่วงแรกของชีวิต โภชนาการที่เหมาะสมจะทำให้การพัฒนาระบบภูมิต้านทานของแบคทีเรียในลำไส้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะช่วยป้องกัน/เสริมสร้างภูมิต้านทานที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นในเด็ก เช่น ภูมิแพ้และการติดเชื้อ ซึ่งมีโอกาสพบมากในเด็กที่ไม่สามารถดื่มนมแม่ โดยจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปในระยะยาว

นอกจากนี้ การให้อาหารเสริมตามธรรมชาติควบคู่ไปกับนมแม่ หลังจากการให้นมแม่เพียงอย่างเดียวเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็เป็นก้าวที่สำคัญในการเตรียมพร้อมให้ทารกน้อยสามารถรับประทานอาหารปกติที่เป็นชิ้นๆได้ดี ซึ่งจากงานวิจัยของนูทริเชียระบุว่า การให้ลูกน้อยได้ลิ้มลองอาหารเป็นชิ้น โดยให้รับประทานอาหารหลากชนิดหลายรูปแบบ จะมีผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในอนาคต โดยเฉพาะอาหารประเภทธัญพืชในองค์ประกอบที่เหมาะสม จะมีส่วนช่วยพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่อาหารชนิดอ่อนอย่างน้ำซุปผักจนกระทั่งเป็นชิ้น เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ช่องปาก และช่วยสนับสนุนให้เด็กยอมรับและคุ้นเคยกับการกินผัก

น้ำนมจากอกของแม่เป็นประดุจน้ำทิพย์ที่ให้ชีวิตแก่ลูกน้อย เพราะทุกหยดกลั่นออกมาจากเลือดในอกของแม่ล้วนๆ แต่ไม่ว่าใครจะเติบใหญ่ขึ้นมาจากน้ำนมแม่หรือน้ำนมผง แต่แม่ก็คือ ผู้มีพระคุณสูงสุดสำหรับลูกทุกคน นั้นเพราะแม่รู้ดีว่า อนาคตของลูกเริ่มต้นจากวันนี้ เริ่มต้นที่ดี เริ่มที่ภูมิต้านทาน...

โดย : คนเหนือ
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

12 เม.ย. 2557 14:10 12 เม.ย. 2557 14:13 ไทยรัฐ