วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผู้ชายเหงาๆ เหินฟ้าเยี่ยมฝูงบินกริพเพน ถึงถิ่นฉลามขาว

ผู้ชายเหงาๆ ลัดฟ้าสู่สุราษฎร์ธานี เยี่ยมชมกองบิน 7 แหล่งพำนักของฝูงบิน 701 'กริพเพน' ผู้พิทักษ์ภาคใต้และทะเล แห่งกองทัพอากาศไทย กับบทบาทในการปกป้องประเทศในยุคดิจิตอล ที่ต้องใช้เครือข่ายข้อมูลการสื่อสารเป็นศูนย์กลาง...

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผู้ชายเหงาๆ กับมาพบท่านผู้อ่านอีกครั้งในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ปี 2557 และยังเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันในหน้าเว็บไซต์ไทยรัฐโฉมใหม่อีกด้วย ครั้งนี้ผมได้รับโอกาสอันดีจาก คณะผู้แข่งขันหุ่นยนต์บินชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2557 ที่ชวนร่วมคณะไปเยี่ยมชมกิจการของกองทัพอากาศไทย ณ กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีคณะผู้แข่งขัน 4 ทีมและผู้ให้การสนับสนุนการแข่งขันได้แก่ บริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย รวมทั้ง กองทัพอากาศ เจ้าภาพที่จะพาคณะของเราไปดูเครื่องบินกริพเพน


เช้าวันเดินทางคณะเยี่ยมชมเดินทางมาพร้อมกันที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ สถานที่แห่งนี้เมื่อปี 2556 ถูกใช้เป็นสถานที่เปิดงานแถลงการจัดการแข่งขัน ในปีนี้ผมได้กลับมาอีกครั้ง แต่มีสิ่งที่แปลกไปจากเดิม คือ เครื่องบินลำใหม่ที่เพิ่งมาตั้งแสดงเมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ โบอิ้ง 737-200 ที่เคยเป็นเครื่องบินพระที่นั่ง หมายเลข 60201 มีรหัสเรียกขานเดิมว่า "วิหกตองสอง" ตามหมายเลข 22-222 หลังจากคณะมาครบทีมพวกเราก็ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปยังท่าอากาศยานทหาร บน.6 เพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังกองบิน 7 ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้ดูกริพเพน และจะได้นั่งเครื่องบินทหารครั้งแรกในชีวิต


เมื่อรถจอดแล้วเดินทางเข้าอาคารเพื่อตรวจสัมภาระ และรอขึ้นเครื่องเราเหลือบไปเห็นฝูงบิน ซี-130 จอดเรียงเป็นแถว รอขึ้นบินตามภารกิจ ทำให้นึกดีใจว่าจะได้นั่ง ซี-130 แน่ๆ แต่สุดท้ายเซอร์ไพรส์กว่าเดิม เพราะเครื่องที่มาจอดรอกลับเป็น แอร์บัส เอ310 เครื่องบินโดยสารบุคคลสำคัญ และเป็นอดีตเครื่องพระที่นั่ง นามเรียกขาน "วิหกตองสี่" (44-444) เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 2534 พี่ทหารเร่งให้เราขึ้นเครื่องเร็วๆ เนื่องจากล่าช้ากว่ากำหนดมาเยอะแล้ว คณะฯ เราเลยรีบวิ่งขึ้นไปทางบันไดหลัง เพื่อไปนั่งตามที่นั่งอย่างเรียบร้อย คาดเข็มขัด ปรับพนักพิงตั้งตรง (มองไปมองมาห้องโดยสารมันคุ้นๆ เหมือนของการบินไทยจริงๆ) ตอนนี้เครื่องพร้อมออกเดินทาง

หลังจากขึ้นเครื่องครบทุกคน กัปตันก็ให้สัญญาณรัดเข็มขัด เครื่องบินเคลื่อนไปตามทางวิ่งสู่รันเวย์ข้างสนามกอล์ฟ แล้วลุงแอร์บัส เอ310 ก็อัดเครื่องยนต์เต็มเหนี่ยวเทคออฟ ขึ้นสู่ฟ้าอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวเครื่องก็ลอยเหนือ กทม.แล้วเราบินกันที่ความสูง 32,000 ฟุตด้วยความเร็วเต็มที่ ด้วยความเพลียผมก็ดันเผลอหลับไป

"ปี๊บๆ ปี๊บๆ" เสียงเตือนถูกมิสไซล์นำวิถีด้วยความร้อนล็อกเป้าหมาย ผมมานั่งในค็อคพิท เครื่องกริพเพนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงจากวิทยุว่า "evoflo ข้าศึกอยู่ทิศ 6 นาฟิกาหักออกขวาเร็ว" มิสไซล์จากเครื่องข้าศึกพุ่งมาเครื่องผมอย่างรวดเร็ว วินาทีนั้นในหัวคิดแต่ทำให้เหมือนไฟลท์ซิมที่เคยเล่นในคอมพิวเตอร์ ต้องปล่อยเป้าลวง แล้วหักหลบให้เร็วที่สุด เหมือนมือจะไปเร็วกว่าความคิด ผมหักคันบังคับออกขวาสุดแรง พร้อมกดปุ่มปล่อยพลุความร้อน แรงจีพุ่งทะลุ7จี ชุดจีสูทที่ใส่พองรัดขาและหน้าท้องผมแน่น เพื่อไม่ให้นักบินเกิดจีล็อก หรือ หน้ามืด สลบไปก่อน ข้าศึกก็เลี้ยวตามมาไม่ลดละ ผมเลยทำท่าบาเรลโรล ม้วนตัวออกเพื่อทิ้งระยะห่าง ข้าศึกพุ่งเลยหน้าออกไป เป็นโอกาสที่ผมจะได้เอาคืน แต่มีเสียงมาจากทางขวา เพื่อนผมกำลังถูกมิก 29 กวดหลังอยู่ ผมหักขวาเข้าตามหลังมิก 29 ลำนั้นทันทีเพราะหากทิ้งไว้มิก 29 สอยกริพเพนอีกลำแน่ๆ ทันทีที่สามารถล็อกเป้าได้ กำลังจะกดปุ่มยิงมิสไซล์ ไอริส-ที ทันใดนั้น... 

"รับน้ำไหมคะ" ผมสะดุ้งตื่นหันขวาไปเจอถาดน้ำอัดลม พนักงานต้อนรับบนเครื่องแอร์บัสกำลังเดินเสิร์ฟน้ำ แล้วยิ้มถาม (โห…ขัดจังหวะเลยกำลังจะได้ยิงแล้วเชียว) ว่าแล้วหยิบน้ำมา 1 แก้วแก้คอแห้ง ถึงตอนนี้ก็กำลังลดระดับเรื่อยๆ จนหูเริ่มอื้อไปหมดต่อจากนั้นกัปตันก็ประกาศว่าเรากำลังจะร่อนลงจอดที่ สนามบินสุราษฎร์ธานีแล้ว เครื่องค่อยบินต่ำลงอย่างรวดเร็ว ก่อนร่อนลงดังตึ้ง! แล้วก็เบรกกันตัวโก่งไป จนหยุดที่ปลายรันเวย์ ก็แท็กซี่มาที่หลุมจอด...ถึงที่กองบิน 7 เรียบร้อยโดยสวัสดิภาพ 


ลงจากเครื่องขึ้นรถบัสเดินทางไปฟังบรรยายสรุปภารกิจของกองทัพอากาศ ความเป็นมาของเครื่องบินกริพเพน บข.20 ของกองทัพอากาศไทย รับประทานอาหารกลางวัน ที่ทางพี่ๆ ของ กองบิน 7 จัดเอาร้านโต๊ะจีนชื่อดังในสุราษฎร์ฯ มาเลี้ยงน้องๆ กันเลย จากนั้นก็ถึงเวลาที่พวกเรารอคอย นั่นคือ การเดินทางไปที่ฝูงบิน 701 เพื่อชมเครื่องบิน JAS-39 C/D กริพเพน และ SAAB 340 AEW เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ที่จอดเด่นตระหง่านหน้าโรงเก็บเครื่องบินกลางแดดร้อนเปรี้ยงยามบ่าย โดยมีพี่นักบินของทั้ง 2 ลำมารอต้อนรับและอธิบายเกี่ยวกับเครื่องโดยคร่าวๆ อุณหภูมิช่วงนี้ช่างเป็นศึกวัดใจระหว่างคนและเครื่องบินยิ่งนัก 



สำหรับ กองบิน 7 เป็น 1 ใน3 ฐานบินสกัดกั้นหลักของ ทอ.ไทย ที่แบ่งไปตามภูมิภาค ควบคุมการปฏิบัติการโดย ศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ จ.สุราษฎร์ธานี อันเป็นศูนย์หลัก ตามเป้าหมายการทำให้เป็น เน็ตเวิร์ก เซนทริก แอร์ฟอร์ซ ที่ใช้เครือข่ายการสื่อสาร และระบบเรดาร์ตรวจจับมาควบคุมสั่งการด้านยุทธวิธี และการปฏิบัติงาน เพื่องสู่เป้าหมายต่อไป คือ การเป็นสุดยอดกองทัพอากาศในภูมิภาคอาเซียน

สาเหตุที่ต้องใช้ระบบเน็ตเวิร์กและการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันประเทศ เพราะเครื่องบินกริพเพนมีระบบดาต้าลิงค์ เป็นหัวใจสำคัญในการรบ โดยนำข้อมูลมาจากระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี จากศูนย์เรดาร์ จากเครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า รวมทั้ง รล.จักรีนฤเบศร และชุด รล.นเรศวร และ รล.ตากสิน


ฝูงบิน 701 มีเครื่องบินกริพเพน 12 ลำ กริพเพน ถือเป็นเครื่องบินขับไล่พหุบทบาทซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้ตลอดเวลา สำหรับภารกิจหลักของฝูงบินนี้ คือ การครองอากาศ /โจมตีทางอากาศ ภารกิจรอง คือ การลาดตระเวน/ปฏิบัติการทางทะเล และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนสาเหตุที่ กริพเพนสามารถปฏิบัติงานทางทะเลได้ เพราะสามารถติดอาวุธปล่อยอากาศ-สู่-พื้น แบบ อาร์บีเอส 15 ที่มีระยะยิงไกลกว่า 100 กิโลเมตร สามารถจัดการเรือผิวน้ำได้อย่างสบายมาก


ในด้านการครองอากาศ ขับไล่/สกัดกั้น เครื่องบินกริพเพนสามารถใช้อาวุธที่มีอยู่ใน ทองไทยได้หมด ไม่ว่าจะเป็น อาวุธปล่อยนำวิถีด้วยความร้อน อากาศ-สู่-อากาศ ไซด์วายเดอร์ AIM-9M หรือ อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ นำวิถีด้วยเรดาร์ที่สามารถยิงได้แบบนอกสายตา (BVR) แอมแรม AIM-120C รวมถึง อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับกริพเพน IRIS-T (ไอริส-ที)

นักบินกริพเพนบอกว่า มิสไซล์แบบนี้มีความพิเศษ คือ สามารถยิงเครื่องบินข้าศึกที่อยู่ด้านหลังได้ ด้วยการให้เครื่องบินลำอื่นช่วยล็อกเป้าหมายให้แล้วส่งข้อมูลผ่านดาต้าลิงค์ เพื่อนำวิถีให้กับไอริส-ที และจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อใช้กับหมวกนักบินแบบ HMC ที่ล็อกเป้าตามการมองของนักบินได้ และยังยิงออกไปก่อนแล้วค่อยล็อกเป้าได้ด้วย นอกจากนี้ยังเลือกใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยไกลนอกสายตาแบบเมทิเออร์ได้ด้วย ในด้านการโจมตีภาคพื้นดิน สามารถใช้ระเบิดอเนกประสงค์ MK.82 ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ จีบียู-10/12 เพฟเวย์ทู และ อาวุธปล่อยอากาศ-สู่-พื้น เอจีเอ็ม-65 มาเวอริค อันเป็นอาวุธที่มีใช้กับเอฟ-16 ของทอ.ไทยอยู่แล้ว


บางคนมองว่า กริพเพน เครื่องลำเล็กกว่าเอฟ-16 บินได้สั้นกว่า จุน้ำมันได้น้อยกว่า บรรทุกอาวุธได้ไม่มาก แต่การที่เครื่องมีขนาดเล็กเป็นข้อดีที่ทำให้กริพเพนถูกตรวจจับด้วยสายตาได้ยากกว่า อีกทั้งพื้นที่หน้าตัดเรดาร์มีน้อย จึงแทบจะเป็นจุดเล็กในเรดาร์หากใช้ยุทธวิธีบินหลบหลีกเรดาร์ อีกทั้งการที่มีระบบดาต้าลิงค์ ทำให้กริพเพนไม่จำเป็นต้องเปิดเรดาร์ค้นหาเป้าหมาย ที่เท่ากับว่าเป็นการเปิดเผยตำแหน่ง แต่สามารถใช้ข้อมูลจากศูนย์บัญชาการรบ หรือ เรือรบในทะเล เพื่อกำหนดเป้าหมายสำหรับยิงอาวุธทำลายได้ เรียกได้ว่าเห็นก่อน ยิงก่อน โอกาสชนะมีมากกว่า 

ที่เหนือกว่านั้น สวีเดน ผู้ผลิตเครื่องบินออกแบบ กริพเพนมาให้มีค่าใช้จ่ายต่อการปฏิบัติงานต่ำ (ประมาณ 90,000 บาทต่อชั่วโมง) ใช้เวลาในการบริการเครื่องบินทั้งเติมน้ำมัน และติดอาวุธใหม่ได้ในเวลาไม่เกิน 20 นาที ใช้ทางวิ่งสั้นมากเพียง 400 เมตร ดังนั้นกริพเพนสามารถขึ้น-ลง บนถนนทางหลวงจุดใดก็ได้ หากมีการทำถนนให้โล่งไว้ก่อน เพราะน้ำหนักวิ่งขึ้นที่เบา (ติดอาวุธไปน้อย) 

หลังจากซักถามเรื่องเครื่องบินกันสนุกสนานก็มาสะดุดตาที่ชุดนักบินที่ไม่เหมือนของนักบินเอฟ-16 ก็ได้คำตอบว่าชุดนักบินของฝูงบิน 701 ไม่เหมือนใคร เนื่องจากกริพเพนเป็นเครื่องบินยุโรป และพื้นที่ในห้องนักบินมีขนาดไม่ใหญ่ ชุดนักบินจึงต้องฟิตกระชุดรัดตึงไปทุกสัดส่วน อีกทั้งมาตรฐานชุดของยุโรปดีกว่าชุดนักบินอเมริกามาก ตัวจีสูท ที่ช่วยพองลมเวลานักบินเจอแรงจี (แรงโน้มถ่วง) สูงๆ 7-9 จี จะได้ไม่หน้ามืดสลบ โดยพี่นักบินรูปหล่อบอกว่าจากที่เคยบินกับเอฟ-16 มาก่อน เทียบกับกริพเพนยังไม่เคยเจออาการใกล้หน้ามืดหมดสติ เวลาดึงเครื่องเลี้ยวจนเกิดแรงจีสูงๆ เหมือนเวลาบินกับเอฟ-16 ชุดนักบินกริพเพนช่วยลดภาระการรับแรงจีได้มาก 

ส่วนฝูงบิน 702 มีเครื่องบินแบบใหม่ เป็นแบบแรกของ ทอ.ไทย นั่น คือ SAAB 340 AEW เครื่องแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ที่ติดตั้งระบบเรดาร์ อิริอาย จำนวน 2 ลำ นอกจากนี้ ฝูงบิน 702 ยังมี SAAB 340Bอีก 1 ลำ สำหรับเป็นเครื่องฝึกบินและลำเลียงทั่วไป สังเกตง่ายๆ คือ จะไม่มีเสาอากาศขนาดใหญ่บนลำตัว จะเหมือนกับเครื่องบินโดยสารของสายการบินนกมินิ



SAAB 340 AEW ถูกพัฒนามาเพื่อการปฏิบัติการในสงครามเครือข่าย สามารถเฝ้าตรวจเหนือพื้นที่และน่านน้ำของไทย ด้วยการตรวจจับทั้งเป้าหมายทางอากาศและเป้าหมายทางทะเลโดยใช้การตรวจจับระยะไกล หรือ การตรวจจับในพื้นที่ที่กำหนดโดยละเอียด ที่เป็นความสามารถของระบบเรดาร์ที่เป็นแท่งเหนือลำตัวเครื่องบิน มีหน้าที่เป็น "เซ็นเซอร์" หรือผู้ตรวจจับเป้าหมาย เพื่อส่งข้อมูลให้ "ชูทเตอร์" หรือ กริพเพน ใช้อาวุธทำลาย โดยที่กริพเพนไม่จำเป็นต้องล็อกเป้า หรือ เปิดเรดาร์ค้นหาเอง ทำให้กริพเพนไม่ต้องแสดงตัวในสนามรบ รวมทั้งใน 1 ฝูงบินยังสามารถติดอาวุธได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องติดเหมือนกันทุกลำ ขึ้นอยู่กับภารกิจ


SAAB 340 AEW มีระบบเรดาร์ที่ใช้กำลังไฟสูงทำให้ต้องมี APU ช่วยปั่นไฟเพิ่มที่ท้ายเครื่องบินอีก 1 ชุด และเนื่องจากประเทศไทยมีอากาศร้อนชื้น การใช้งานเรดาร์อีริอายจะต้องทำให้อุณหภูมิไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส ในเวลาปกติทั่วไป เครื่องบินจะอยู่ในโรงจอด และจะมีชุดพัดลมปรับอากาศเป่าเพื่อรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสม มิเช่นนั้นจะเปิดเรดาร์ทำงานไม่ได้ 

หลังจากที่ได้ถ่ายรูป ลูบคลำสัมผัสกริพเพนกันแบบถึงเนื้อถึงตัวกันเต็มที่ ก็ได้เวลาอำลากองบิน 7 เพื่อเดินทางกลับสู่ กทม. ก่อนผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน จากแสงแดดที่แผดเผา แต่ทุกคนดูสดชื่นไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรง แต่พอขึ้นเครื่องกลับก็สลบหลับกันทั่ว ทิ้งความประทับใจให้กับคนรักเครื่องบิน ได้ยิ้มที่มุมปากเหมือนได้ตื่นจากความฝันมาเจอของจริง ถึงไม่ได้เป็นนักบิน ขอให้ได้ลูบจับได้สัมผัสบ้างก็ยังดี...

ผู้ชายเหงาๆ ลัดฟ้าสู่สุราษฎร์ธานี เยี่ยมชมกองบิน 7 แหล่งพำนักของฝูงบิน 701 'กริพเพน' ผู้พิทักษ์ภาคใต้และทะเล แห่งกองทัพอากาศไทย กับบทบาทในการปกป้องประเทศในยุคดิจิตอล ที่ต้องใช้เครือข่ายข้อมูลการสื่อสารเป็นศูนย์กลาง... 12 เม.ย. 2557 00:36 ไทยรัฐ