วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมล็ดพันธุ์คุณธรรม ต้องเร่งปลูกเร่งโต

โดย

“ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน” เมืองไทยวันนี้ดูเหมือนว่าถูกปรับเปลี่ยนจนดูกลมกลืนไปกับความถูกต้องจนยากจะแยกออกด้วยตาเปล่าได้ง่ายๆ

สะท้อนถึงคุณธรรมของคนไทยทุกวันนี้ที่ดูจะเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี บอกว่า เหมือนอย่างที่พูดกัน...ปากว่าตาขยิบนะ พวกผู้ใหญ่ก็บอกว่าคุณต้องซื่อสัตย์สุจริตแต่คุณก็คอร์รัปชันกัน แล้วเด็กมันจะไปเชื่อเหรอ

“เอแบคโพล สะท้อนตัวเลขบอกว่าเด็กไทยตั้ง 80...90 เปอร์เซ็นต์บอกว่า คอร์รัปชันไม่เป็นไรยอมรับได้ให้มีผลงานบ้าง ซึ่งสะท้อนความเสื่อมของสังคมอย่างแรง เราเป็นผู้ใหญ่จะปล่อยให้เด็กมีความคิดอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องช่วยแก้”

ผู้ใหญ่ต้องปลูกฝังคุณธรรมให้เด็ก แต่ก็หมายถึงว่า...ผู้ใหญ่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย

ขณะนี้บ้านเมืองเรากำลังอยู่ในวิกฤติเรื่องคุณธรรมอย่างแรง แล้วนำไปสู่วิกฤติการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเราก็เห็นอยู่แล้ว...คิดว่าถ้าเราพุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตก็ต้องเร่งทำในวงกว้าง ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานเร่งด่วน ที่จะต้องหยุดวิกฤติวันนี้ให้ได้เสียก่อน

คุณหมอเกษม ย้ำว่า ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่รับผิดชอบบ้านเมืองต้องหยุดครับ เรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่งั้นเด็กพวกนี้กลุ่มหนึ่งที่อาจจะเป็นเด็กที่มาจากโรงเรียนคุณธรรม สมมติว่ามีทั้งหมด 100 คน อาจจะมีสัก 10 คนที่ผุดความคิดขึ้นมาว่า “อะไรวะ...ทำแทบตาย ไม่เห็นไปถึงไหนเลย ถ้าไปร่วมโกงกับเขาเดี๋ยวก็ไปพรวดๆ ก็จบอีก”

สองเรื่องสำคัญที่ต้องทำ คือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมืองต้องรีบทำแล้ว ต้องแก้แล้วเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะเป็นโรคภัยที่แรงที่สุดของประเทศ ส่วนพวกเราที่ช่วยกันทางด้านสถานศึกษาให้เด็กและเยาวชน ก็ช่วยกันสร้างคนในอนาคต

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ต้องสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อกัน แล้วทรงยกตัวอย่างว่า ไม่ควรจะยั่วยุให้เด็กแข่งที่ 1... ที่ 2 กับเพื่อน แต่ควรให้คนเก่งในชั้นติวเพื่อนที่เรียนช้า เพราะทุกคนควรจะแข่งกับตัวเอง ท่านรับสั่งอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าน้อมรับเอากระแสรับสั่งก็จะเป็นประโยชน์มาก”

หัวใจของการศึกษา คือการศึกษาจะต้องให้เพื่อนนักเรียนมีน้ำใจต่อกันไม่ใช่เข่นฆ่ากัน ถ้าแข่งกันพอไปเจอเพื่อนซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เพื่อนร่วมชั้น...เพื่อนต่างโรงเรียนก็เลยไม่เหลือเลย ก็เข่นฆ่ากัน อย่างเอาเป็นเอาตาย และครูควรจะจัดกิจกรรมให้เด็กทำเป็นกลุ่มอย่าให้ทำเดี่ยว เพราะการทำเป็นกลุ่มเขาจะได้เห็นคุณค่าของความสามัคคี

“เราอาจจะนึกแต่เพียงว่าให้เด็กทำงานเป็นกลุ่มจะได้สามัคคีกันนะ ไม่ใช่แค่นั้น...พระองค์ท่านบอกว่า ทำงานเป็นกลุ่มเขาจะได้เห็นคุณค่าของความสามัคคี แสดงว่าความสามัคคีมีคุณค่ามหาศาล คราวนี้ถ้าอยากให้เด็กและเยาวชนของเราตระหนักก็ต้องลงมือทำจริงๆ ทำแบบกลุ่ม แล้วความสำเร็จต้องอย่าไปชมคนนู้น...คนนี้ แต่ต้องชมทั้งพวก...แหมกลุ่มคุณยอดเลยอย่างนู้น อย่างนี้ ทำให้งานสำเร็จ”

ความสามัคคี ปลูกฝังกับเด็ก แล้วกับผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ จะสานสามัคคีกันยังไงไหว?

“ยากหน่อยก็ไม่เป็นไร” คุณหมอเกษม ว่า “บ้านเมืองเราก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ...มาถึงวันนี้เราก็ต้องก้มหน้าแก้ไข เราจะไปโทษซ้าย... โทษขวาคงไม่ดีแล้ว โทษอดีตก็คงไม่ได้ เราต้องสานอนาคต ไม่แน่นะบางทีอาจจะเจอผู้ใหญ่ที่แก้ง่ายก็ได้...เป็นห่วงประเทศ อยากให้ทุกคนช่วยกัน อยากให้ช่วยประเทศ”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม กล่าวถึง “มูลนิธิยุวสถิรคุณ” โครงสร้างปัจจุบันมี 3 ศูนย์อยู่ในความดูแล ศูนย์แรกเป็น... ศูนย์ของโรงเรียนคุณธรรม จริยธรรม ศูนย์ที่สองก็เป็น...ศูนย์ของโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง และศูนย์ที่สาม...เป็นศูนย์จิตวิทยาการศึกษา

โรงเรียนคุณธรรมหลายคนอาจจะคุ้นชื่ออยู่แล้ว จุดเริ่มก็มาจากตัวคุณหมอเกษม กับ คุณปราโมทย์ โชติมงคล อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เรียนจบมาจากโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม จังหวัดพิจิตร แม้จะจบมานานแล้วแต่ทุกปีก็กลับไปที่โรงเรียน เห็นตรงกันว่าอยากจะช่วยพัฒนาโรงเรียนเก่า

ในสภาพเมื่อปี 2553 ตอนที่เราเริ่มต้น โรงเรียนอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างจะขาดแคลนแล้วก็คับแค้นหลายอย่าง เมื่อมีการเปลี่ยนผู้อำนวยการมาสู่ยุค ผอ.เกษม นวมครุฑ ก็มีโอกาสได้คุยกัน หารือกันว่าเอาไหมเรามาเปลี่ยนโรงเรียนนี้ให้เป็นโรงเรียนแห่งคนดี

“พูดง่ายๆว่า ตอนนั้นยังคิดถึงเรื่องโรงเรียนแห่งคนดีอยู่ คือ...ต้องดีหมด ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู แล้วนักเรียน แล้วเราก็ได้มาชวนท่าน ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ตอนนั้นอาจารย์นราทิพย์ดำรงตำแหน่งอยู่ ตกลงกันว่าเราจะลองทำโมเดลโรงเรียนนี้เป็นตัวอย่าง”

แล้วก็ให้ผู้แทนของผู้บริหารครู นักเรียน กลุ่มหนึ่งไปที่ไต้หวัน ไปที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ซึ่งเขามีโรงเรียนในทุกระดับตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็ก อนุบาลไปกระทั่งถึงมหาวิทยาลัย และก็มีโรงพยาบาลด้วย แต่ว่าสิ่งสำคัญที่เห็นคือเขาทำงานด้วยจิตใจอาสาสมัคร เราก็ให้ผู้แทนของโรงเรียนเราไปอยู่ 15 วัน แล้วก็พยายามไปศึกษาดูว่าเขาทำงานกันด้วยใจอาสาสมัครแล้วเกิดประโยชน์มหาศาลเขามีวิธีการอย่างไร

กลุ่มผู้แทนกลับเมืองไทย ก็ตัดสินใจตรงกัน เราจะมาเปลี่ยนโรงเรียนเรา อันนี้เป็นขั้นตอนที่หนึ่ง ขั้นต่อไป...เราได้อาจารย์สมปอง ใจดีเฉย คณะศึกษาศาสตร์ มศว ช่วยทำกระบวนการกลุ่มให้อาจารย์ที่เหลือกับนักเรียนที่เหลือเห็นพ้องต้องกันว่าเรามาเปลี่ยนโรงเรียนเรา

ตอนนั้นเรามีอาจารย์ 88 คน มีผู้บริหารกลุ่มหนึ่งแล้วมีนักเรียนประมาณ 2,000 คน ในระดับชั้น ม.1–6 ก็เดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนที่สาม...ช่วยกันกำหนดคุณธรรมหลัก ก็ได้มา 3 คำ คือ “ความซื่อสัตย์”...“ความรับผิดชอบ” แล้วก็...“จิตอาสา”

กระทั่งก้าวไปสู่ขั้นตอนที่ 4 แปลคำว่า “คุณธรรม” ให้เป็น “จริย-ธรรม”...ให้เป็นนโยบายหรือหลักปฏิบัติให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “ซื่อสัตย์” นี้ผู้บริหารตกลงกันเองว่าต่อไปนี้การจัดซื้อจัดจ้างต้องโปร่งใส... ครู 88 คน เขาก็บอกว่าต่อไปนี้ครูจะไม่เบียดเบียนเวลาราชการ เพราะสมัยก่อนนั้นบางคน 2 โมง 3 โมง...หายไปแล้ว แต่ต่อไปนี้จะไม่ทำ ในส่วนของนักเรียนก็บอกว่าจะไม่ลอกการบ้านเพื่อน เราจะทำเอง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องความรับผิดชอบ ที่มีอยู่หลายข้อด้วยกันเกี่ยวโยงกับผู้บริหาร จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างไร...แสดงให้ปรากฏ ครูจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง นักเรียนต้องรับผิดชอบต่อตนเองทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านอย่างไรบ้าง

คราวนี้มาถึงเรื่อง “จิตอาสา” ก็มีหลักกำหนดชัดเจนเหมือนกัน ผู้บริหาร...ครูจะมีกิจกรรมจิตอาสาอะไรบ้าง นักเรียน 2,000 คน...ตั้งกลุ่มจิตอาสาได้ 100 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน และมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษา แล้วแต่ละคนก็จะทำงานจิตอาสาทั้งในโรงเรียนและในตลาด ในโรงเรียนจะสะอาดมากเพราะว่ามีกลุ่มจิตอาสาไปทำเต็มไปหมด บางกลุ่มก็รดน้ำแปลงผักการเกษตร บางกลุ่มก็ทำอะไรเยอะไปหมด ทุกคนกระตือรือร้น

บรรยากาศแห่งความดีกระจายตัวไปทั่ว เมื่อผู้ใหญ่...ทุกคนในชุมชนเห็นผลของความดี...ก็มีแต่คนยื่นมือมาช่วยกันทำความดี ไม่มีใครกล้าทำชั่ว.

 

11 เม.ย. 2557 10:40 ไทยรัฐ