วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตรียมพร้อมผลิต“วัคซีน”ส่งออก “สู้โลก” ป้องกัน “โรค”

โดย

ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวในเรื่องสุขภาพและการป้องกันโรค ที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของโรคติดเชื้อทั้งโรคอุบัติใหม่ (Emerging disease) โรคอุบัติซ้ำ (Re-emergingdisease) ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการ “วัคซีน” (vaccine) หรือสารกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของมนุษย์หรือสัตว์ให้สามารถป้องกันร่างกายจากการเจ็บป่วยด้วยเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย, ไวรัส หรือสารพิษ มีมากขึ้น

ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า จากการทบทวนสถานการณ์ตลาดวัคซีนในระดับโลก โดยสำนักส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายด้านวัคซีน สถาบันวัคซีนแห่งชาติ พบว่า ตลาดวัคซีนระดับโลกมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากมูลค่าการซื้อขายที่ประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2000 เพิ่มเป็น 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2013 และคาดว่าอาจเพิ่มสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025

องค์การอนามัยโลกวิเคราะห์ว่า สิ่งที่ทำให้ตลาดวัคซีนโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว มาจากปัจจัยหลายประการ เช่น โรคติดต่อที่ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ต่างๆ, การมีสิ่งคุกคามใหม่ๆเกิดขึ้น ขณะที่วงการแพทย์และสาธารณสุข พบว่า การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการป้องกันโรค

คุณหมอจรุง กล่าวว่า นอกจากตัววัคซีนเองที่มีประสิทธิภาพแล้ว ปัจจุบันประเทศต่างๆ ต่างก็มีกำลังที่จะจัดซื้อวัคซีนได้มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐที่มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อวัคซีน รวมถึงการมีหน่วยงานระหว่างประเทศหรือมูลนิธิที่ให้การสนับสนุนการจัดหาวัคซีนสำหรับประเทศที่มีรายได้น้อย ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีเทคนิคในการวิจัยพัฒนาวัคซีนใหม่ๆ และมีเทคโนโลยีทันสมัยในกระบวนการผลิตวัคซีนประเภทต่างๆมากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการใช้วัคซีนในปริมาณที่เพิ่มขึ้นของหลายประเทศที่มีการขยายกลุ่มเป้าหมายในการให้บริการวัคซีน นอกจากนี้ ยังมีตลาดใหม่ๆเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ เช่น เม็กซิโก บราซิล ตุรกี อินโดนีเซีย รัสเซีย จีน อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อียิปต์ กลุ่มความร่วมมือของอ่าวอาหรับ (GCC) ฯลฯ และที่สำคัญที่สุด คือ การผลิตวัคซีนที่มีราคาแพง สามารถเพิ่มผลกำไรให้แก่ผู้ผลิตได้

“จากข้อค้นพบและข้อคิดเห็นของหน่วยงานเครือข่ายด้านวัคซีน มีประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญและควรจะต้องสร้างความชัดเจนให้ปรากฏขึ้น คือ ความสามารถในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัคซีนไทยในตลาดต่างประเทศ ที่ผ่านมาหน่วยผลิตวัคซีนบางแห่งเสนอว่าศักยภาพของโรงงานที่มีอยู่ในประเทศ ขณะนี้สามารถผลิตวัคซีนเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอ และยังมีศักยภาพการผลิตสำหรับจำหน่ายแก่ต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะการขายให้แก่หน่วยงานที่มีกำลังซื้อในระดับสูง เช่น กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF), Global Alliance for Vaccines and Immunisation (GAVI) ฯลฯ” ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ บอก

ด้าน ดร.อัญชลี ศิริพิทยาคุณกิจ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายด้านวัคซีน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทนจากหน่วยผลิตวัคซีนในประเทศ 5 หน่วย ประกอบด้วย สถานเสาวภา สภากาชาดไทย (QSMI), องค์การเภสัชกรรม (GPO), บริษัทองค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด (GPO-MBP), บริษัทไบโอเนท-เอเชีย จำกัด (BIONET) และบริษัทเกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด ได้ข้อสรุปว่า ในการส่งออกวัคซีนไทยเพื่อจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ จำเป็นต้องทบทวนและประเมินศักยภาพของประเทศไทยเพื่อความมั่นใจ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า ในภาพรวมของการผลิตวัคซีนเพื่อส่งออกน่าจะมีความเป็นไปได้เนื่องจากประเทศมีจุดแข็งหลายอย่าง เช่น หน่วยงานควบคุมกำกับคุณภาพวัคซีนของประเทศได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก, มีโรงงานผลิตวัคซีนที่มีกำลังการผลิตและมีความพร้อมในการส่งออกวัคซีน, มีบุคลากรด้านการผลิตที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี และรอบรู้ในศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับการส่งออกวัคซีน ส่วนจุดอ่อนก็มีบ้าง เช่น การขึ้นทะเบียนวัคซีนยังค่อนข้างล่าช้า บุคลากรภาครัฐยังขาดความเข้า ใจเรื่องความมั่นคงด้านวัคซีน (Vaccine Security) แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่สามารถกำจัดและแก้ไขได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะทำธุรกิจวัคซีนโดยการส่งออกวัคซีนที่ผลิตในไทยไปยังต่างประเทศ แต่ คงต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น

ปัจจุบัน ตลาดวัคซีนโลกมีบริษัทวัคซีนที่เป็นผู้ผลิตและเป็นผู้นำในการค้าวัคซีนระดับโลก เป็นผู้ผลิตในกลุ่มประเทศทางยุโรป รวมมูลค่าวัคซีนประมาณ ร้อยละ 80 จากบริษัทผลิตยักษ์ใหญ่ อาทิ บริษัทแกล็กโซสมิทไคล์น จำกัด 23% บริษัทซาโนฟี่ ปาสเตอร์ จำกัด 17% บริษัทไฟเซอร์ จำกัด 13% บริษัท เมอร์ค จำกัด 12% บริษัท โนวาร์ตีส จำกัด 13% บริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์-เอ็มเอสดี จํากัด 4% ส่วนที่เหลือในตลาดโลกเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศต่างๆ รวมกันประมาณ 21%

ผอ.สำนักส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายด้านวัคซีน บอกว่า องค์การอนามัยโลกและกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ คาดประมาณว่าในปี 2020 ผู้ผลิตวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนาน่าจะสามารถผลิตวัคซีนสำหรับการใช้ภายในกลุ่มประเทศของตนเองได้อย่างเพียงพอ และอาจจะมีศักยภาพการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลกได้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ผลิตวัคซีนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีบทบาทสำคัญ เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย บราซิล คิวบา และเม็กซิโก โดยมีวัคซีนที่พัฒนาอยู่ใน pipeline มากกว่า 120 ชนิด และเป็นวัคซีนที่มีความสำคัญสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาประมาณ 60 ชนิด

สำหรับประเทศไทยแล้ว ต้องยอมรับว่า การวิจัยพัฒนาวัคซีนชนิดต่างๆมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสที่จะพัฒนาต่อยอดในเชิงธุรกิจเพื่อออกขายสู่ตลาดโลกอีกด้วย ซึ่งหากมีการดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเหมาะสม โดยความร่วมมือกันขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีประสิทธิภาพแล้ว ในอนาคตอันใกล้การวิจัยพัฒนาวัคซีนทั้งเพื่อใช้ในประเทศและส่งออกจะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

ความสามารถที่ไทยจะผลิตวัคซีนเพื่อส่งออกแข่งขันในตลาดโลกจึงเป็นความท้าทายของประเทศ และมีโอกาสที่จะเป็นจริงได้อย่างแน่นอน.

11 เม.ย. 2557 08:30 11 เม.ย. 2557 08:36 ไทยรัฐ